เซียวปิงกลับไปยังโรงแรมอีกครั้ง เพื่อให้ไม่ตกเป็ผู้ต้องสงสัย เขาจึงเช่าห้องพักเอาไว้แล้วเข้าพักก่อนการลงมือ กล้องวงจรปิดภายในโรงแรมสามารถบันทึกได้ว่าเขาเข้าพักตอนไหน แต่กลับไม่สามารถบันทึกภาพตอนเขาออกไปได้
ในฐานะอดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ หาก้าจะฆ่าใครสักคนโดยไม่ให้ถูกสงสัย แน่นอนว่าเขามีวิธีที่จะทำได้มากมายนับไม่ถ้วน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากอาบน้ำแต่งตัว และกินอะไรเรื่อยเปื่อยในตอนเช้าเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินทางไปเยี่ยมคุณนายซูที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ที่หน้าประตูห้องเซียวปิงเห็นคุณนายซูและซูเสียวเสี่ยวกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ดูท่าว่าอาการท่านจะฟื้นตัวเร็วใช้ได้เลย เขาเคาะไปที่ประตูเบาๆ รอจนแม่ลูกทั้งสองหันมามองถึงดันประตูเข้าไป
“ผู้มีพระคุณ...มาแล้วหรอ” คุณนายซูดูมีความสุขมาก “เมื่อวานถ้าไม่ได้เธอล่ะก็ ป่านนี้ฉันคงจะตายไปนานแล้ว เมื่อกี้ฉันยังถามถึงเธอกับเสียวเสี่ยวอยู่เลย แต่เ้าลูกคนนี้ก็เหลือเกินถามอะไรไปก็เอาแต่พูดว่าไม่รู้ท่าเดียวเลย”
เซียวปิงเดินเข้าไปหาพลางพูดระคนหัวเราะ “คุณน้าอย่าเรียกผมว่า ‘ผู้มีพระคุณ’ เลยครับ ผมเป็เพื่อนในกองทัพของเพ่ยหย่า ดังนั้นคุณน้าก็เป็ญาติผู้ใหญ่ของผมเหมือนกัน ส่วนเื่เมื่อวานก็เป็แค่เื่เล็กน้อย คุณน้าไม่ต้องขอบคุณอะไรผมหรอกครับ”
“จะพูดแบบนั้นได้ยังไง...เอ๊ะ...เธอยังเป็เพื่อนกับเพ่ยหย่าด้วยเหรอ? เพ่ยหย่าไม่ได้กลับมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เขาเป็ยังไงบ้าง?” คุณนายซูตื่นเต้นจนแทบจะลุกขึ้นนั่ง ซูเสียวเสี่ยวที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาประคองมารดาเอาไว้ ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังเซียวปิง ทั้งที่เมื่อวานก็คุยกันไปแล้วแท้ๆ ไหนบอกว่าให้เก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับก่อนไง ทำไมเขาถึงยังพูดมันออกมาอีก เขานี่มันเชื่อถือไม่ได้เลยจริงๆ!
เซียวปินพูดยิ้มๆ “คุณน้าวางใจเถอะครับ ตอนนี้เธอกำลังทำภารกิจอยู่ข้างนอก ภารกิจนี้คงต้องใช้เวลานานสักหน่อย ่นี้เธอเลยยังกลับมาไม่ได้ ก่อนมาเธอยังฝากให้ผมทักทายคุณน้าแทนเธอด้วย”
“เฮ้อเ้าลูกคนนี้...ก็ต้องเข้าใจแหละนะงานมันสำคัญ แล้วยิ่งเป็งานเพื่อประเทศชาติอีก สงสารก็แต่ตาแก่ของฉันที่ก่อนตายก็ยังไม่ได้...”
คุณนายซูหยุดประโยคลงแล้วนิ่งซึมไป ซูเสียวเสี่ยวและเซียวปิงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาพูดปลอบเธอ
หลังคุยไปได้สักพักอารมณ์ของทุกคนก็ดีขึ้นมาก คุณนายซูเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าละเลยผู้ช่วยชีวิตตัวเองไป เธอหันกลับมาให้ความสนใจกับเซียวปิงแล้วพูดเขินๆ “ขอโทษที่เสียมารยาทไปนะจ๊ะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไร ฉันชื่อหลี่ชุนหลาน เธอเรียกฉันว่าน้าหลี่ก็ได้”
“ผมชื่อเซียวปิง น้าหลี่เรียกผมว่าเสี่ยวปิง1ก็ได้ครับ” เซียวปิงตอบยิ้มๆ
“งั้นฉันจะเรียกเธอว่าเสี่ยวปิง2ก็แล้วกันนะ”
เซียวปิงพูดระคนหัวเราะ “คุณน้าอยากเรียกอะไรก็เรียกเถอะครับ”
“เสี่ยวปิง แล้วเธอเป็คนที่ไหนล่ะ อายุเท่าไรแล้วแต่งงานหรือยัง?”
คำถามเหล่านี้ทำให้ซูเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วมุ่น เซียวปิงเองก็รู้สึกหวิวในใจเช่นกัน น้าหลี่คงไม่ได้กำลังจะหาคู่ให้เขาหรอกใช่ไหม? แต่ถ้าจะไม่ตอบเลยมันก็ดูจะไร้มารยาทจนเกินไป เซียวปิงจึงได้แต่พูดระคนหัวเราะกลับไป “ผมเป็คนเมืองฟงหลานครับ อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบหกปีแล้ว อย่าว่าแต่เมียเลยแม้แต่แฟนผมก็ยังไม่มีเลยครับ”
หลี่ชุนหลานได้ยินดังนั้นก็ดีใจใหญ่ เธอไม่ได้คิดจะจับคู่เซียวปิงกับใครที่ไหนไกลเลย เพราะเป้าหมายของเธอคือเพ่ยหย่าลูกสาวคนโตของเธอต่างหาก เธอคิดว่าในเมื่อเพ่ยหย่าเป็คนออกปากให้เขามาเยี่ยมเธอที่นี่ แสดงว่าเพ่ยหย่าเองก็รู้สึกดีกับเขาอยู่ไม่ใช่น้อย บวกกับเ้าหนุ่มนี่ก็เป็ผู้ช่วยชีวิตของตนที่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาด้วย ดังนั้นหากเธอเข้ามาช่วยเป็แม่สื่อแม่ชักให้พวกเขาอีกสักหน่อยล่ะก็ ไม่แน่พวกเขาอาจจะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็อย่างอื่นก็ได้
“อายุยี่สิบหกก็ไม่เด็กแล้วนะ เพ่ยหย่าเองก็อายุยี่สิบสามแล้วเหมือนกัน พวกเธอทั้งคู่ต่างก็ถึงวัยที่ควรจะมีแฟนได้แล้ว ทำไมยังไม่หาอีกล่ะ? ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ? คนในบ้านก็ไม่ช่วยแนะนำผู้หญิงให้เหรอ?”
เซียวปิงพูดหม่นๆ “ผมโตมาในศูนย์เด็กกำพร้าน่ะครับ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพ่อกับแม่ตัวเองเป็ใคร ผมไม่มีครอบครัวหรอกครับ”
“ขอโทษทีนะจ๊ะ น้าคิดไม่ถึงว่า...”
“ไม่เป็ไรครับ ว่าแต่คุณน้าอาการเป็ยังไงบ้างครับ” เขาพูดยิ้มๆ
“ดีขึ้นมากแล้วจ้ะ น้าคิดว่าควรจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับไม่มีใครเห็นด้วยกับน้าเลย”
“แม่คะคุณหมอก็บอกอยู่ ตอนนี้ขนาดแม่แค่จะลงจากเตียงยังไม่ได้เลย หมอก็สั่งมาแล้วว่าให้แม่พักผ่อนให้มากๆ อีกอย่างเมื่อเช้านี้หมอก็เพิ่งจะตรวจร่างกายแม่ไป ยังไงก็ยังต้องรอให้ผลตรวจออกมาก่อน” ซูเสียวเสี่ยวพูดบ่น
“เฮ้ย...ร่างกายของแม่แม่รู้ดี ถึงนอนพักที่โรงพยาบาลต่อก็แค่นั้นแหละ อีกอย่างที่ร้านบะหมี่ก็้าแม่ แล้วเส้นราเม็งสูตรเฉพาะของบ้านเราก็มีแค่แม่คนเดียวที่ทำเป็ ถ้าแม่ไม่กลับไปแล้วร้านเราจะเปิดได้ยังไงล่ะ”
ซูเสียวเสี่ยวพูดท้วง “ไปร้านบะหมี่ก็ใช่ว่าจะต้องกินแต่ราเม็งนี่นา อีกอย่างกิจการหรือร่างกายแม่อันไหนที่สำคัญกว่า แม่นอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปเลยนะ รอเมื่อไรหมอบอกว่าออกได้แล้วค่อยออก”
“เ้าลูกคนนี้นี่...”
หลี่ชุนหลานกำลังจะบ่นลูกสาว แต่เซียวปิงที่อยู่ข้างๆ ก็พูดกระซิบขึ้นมาก่อน “คุณน้าครับ อันที่จริงเส้นราเม็งสูตรเฉพาะของคุณน้าผมก็ทำเป็นะครับ...”
“เธอก็ทำเป็หรอ?” หลี่ชุนหลานมองเซียวปิงอย่างตกตะลึง เท่าที่จำได้นี่เป็เส้นราเม็งสูตรลับประจำตระกูลซูนี่นา แล้วหลังจากที่สามีตายไปก็เหลือแค่เธอกับลูกสาวคนโตเท่านั้นที่ทำเป็...หรือเพ่ยหย่าจะเป็คนสอนเขา?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ชุนหลานก็ตาเป็ประกาย ลูกสาวบอกกระทั่งสูตรราเม็งสูตรลับของตระกูลแบบนี้หรือว่า...
เซียวปินพูดเขินๆ “อันที่จริงที่ผมมาในครั้งนี้ ก็เพราะเพ่ยหย่าบอกให้ผมมาช่วยทำงานในร้านนี่แหละครับ ตอนนี้ผมเองก็ถอนตัวออกจากทีมแล้ว แล้วก็กำลังหางานทำอยู่ด้วยเพียงแต่...ไม่รู้ว่าคุณน้าจะอยากรับผมเข้าทำงานหรือเปล่า”
หลี่ชุนหลานพูดดีใจ “รับสิ เพ่ยหย่าเนี่ยเ้าลูกคนนี้ตาถึงจริงๆ เอาล่ะน้าตัดสินใจแล้ว ต่อจากนี้ไปร้านนั้นก็ยกให้เธอเป็คนดูแลไปเลยแล้วกัน”
“ไม่ได้!” ซูเสียวเสี่ยวโพล่งขึ้น
แอ๊ด
จู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออก ก่อนหมอเ้าของไข้จะเดินลอดประตูเข้ามา คนในเสื้อกาวน์หยุดยืนที่หน้าประตูแล้วพูด “ญาติช่วยตามหมอมาทางนี้หน่อยครับ”
เซียวปินพูดยิ้มๆ “เสียวเสี่ยวเธออยู่คุยกับคุณน้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันออกไปคุยกับคุณหมอเอง”
“ได้จ้ะ!” เมื่อเห็นเซียวปิงออกตัวว่าเป็ญาติผู้ป่วย เขารู้ตัวเองเช่นนี้หลี่ชุนหลานก็ยิ่งดีใจไปใหญ่ เธอรอจนเซียวปิงออกไปจากห้องจึงมองเขม็งไปที่ลูกสาว “เสี่ยวปิงเป็เด็กที่ดีขนาดนั้น แถมยังช่วยชีวิตแม่เอาไว้อีก เขาไปทำอะไรให้แกทำไมแกถึงได้เกลียดขี้หน้าเขาขนาดนั้น?”
อีกด้าน เซียวปิงเดินตามหมอมาจนสุดฉนวน ก่อนคุณหมอจะหันมองเซียวปิงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แนะนำให้ญาติเตรียมใจเอาไว้ั้แ่ตอนนี้จะดีกว่าครับ คนไข้คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”
“ว่าไงนะ?” เซียวปิงช็อกสุดขีด “ผมเห็นเหมือนสุขภาพของน้าหลี่ดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ดูเผินๆ ก็อาจจะใช่ครับ” คุณหมอถอนหายใจก่อนจะพูดอย่างจนปัญญา “เมื่อคืนขณะที่เรากำลังยื้อชีวิตเธออยู่ เราพบว่าในร่างกายของเธอมีบางอย่างที่ผิดปกติไป แต่เพราะยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันคืออะไรกันแน่ เราเลยยังไม่ได้บอกรายละเอียดกับพวกคุณจนเช้าวันนี้ หลังทางเราได้ทำการตรวจร่างกายเธอโดยละเอียดแล้วผลตรวจที่เพิ่งได้มาเมื่อสักครู่นี้...”
“ผลตรวจว่ายังไงบ้างครับ?”
“หลังตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดแล้ว เราพบว่าเธอโรคเป็มะเร็งที่ตับอ่อนครับ”
เซียวปิงสีหน้าแย่ลงทันที มะเร็งตับอ่อน...ต่อให้ความรู้ทางการแพทย์ของตนจะด้อยมากเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่าในกลุ่มโรคมะเร็งทั้งหมด มะเร็งตับอ่อนเป็โรคที่รักษาได้ยากที่สุดแล้ว หรือต่อให้จะสามารถรักษาได้สำเร็จ ผู้ป่วยก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่นานเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าบ้านซูจะมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมากมายขนาดนี้ ซูเพ่ยหย่าตายแล้วพ่อของเธอก็ประสบอุบัติเหตุจากไป มาตอนนี้ขนาดคุณน้าเองก็ยัง...
คุณหมอพูดด้วยใบหน้าจริงจัง “คุณเองก็คงจะเคยได้ยินมาบ้าง ว่าผู้ป่วยในกลุ่มโรคมะเร็งตับอ่อนมีสถิติการรอดชีวิตที่ต่ำมาก ยิ่งคนไข้อยู่ในระยะสุดท้ายแล้วด้วย เื่การจะรักษาเธอให้หายนั้นไม่มีความเป็ไปได้เลยครับ ต่อให้ผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัดแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่นานเท่านั้น”
เซียวปิงรีบถามต่อ “แล้วถ้าการผ่าตัดสำเร็จเธอจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรครับ?”
“ถ้าโชคดีก็อาจจะอยู่ได้อีกประมาณสักสองปี แต่ถ้าโชคไม่ดีเธอคงอยู่ได้อีกไม่เกินสี่เดือน...แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ก็คือ หากการผ่าตัดล้มเหลวมีความเป็ไปได้มากที่คนไข้จะเสียชีวิตคาเตียงผ่าตัด และจากสภาพร่างกายคนไข้ในขณะนี้แล้ว เป็ได้มากว่าการผ่าตัดจะล้มเหลว...”
สีหน้าเซียวปิงดูแย่มากกว่าเดิมมาก คุณหมอถอนหายใจอีกครั้งก่อนกล่าว “ดังนั้น ผมคิดว่าอย่าให้คนไข้เข้ารับการผ่าตัดเลยครับ ให้เธอได้ใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่อย่างมีความสุขเถอะ ให้เธอได้กินอะไรที่อยากจะกินพยายามทำตามที่เธอ้าให้ได้มากที่สุด ให้เธอได้จากไปอย่างหมดห่วงเถอะครับ...”
“แล้วถ้าไม่ผ่าตัด เธอจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรครับ?”
“นานสุดก็คงไม่เกินหนึ่งเดือนครับ...นี่เป็เหมือนการเดิมพัน หากแพ้แม้แต่ชีวิตเพียงหนึ่งเดือนที่ยังเหลืออยู่ก็จะหลุดลอยไปด้วย พวกคุณกลับไปปรึกษากันให้ดีๆ เถอะครับ เฮ้อ...ถ้าเธอมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้ก็คงจะดี ปกติผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะมีอาการปวดที่ท้องอยู่บ่อยๆ เธอประมาทมากเกินไปอาการก็เลยมาจนถึงขั้นนี้”
คุณหมอถอนหายใจอีกครั้งเตรียมจะเดินจากไป “หมอครับ” เซียวปิงเรียกหยุดหมอเอาไว้ ก่อนจะก้าวสองก้าวไปหาคุณหมอ “ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ เหรอครับ?”
“เธออยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ผมเองก็จนปัญญา...” คุณหมอพูดพลางส่ายหัว
เซียวปิงรู้สึกราวตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปใต้น้ำ จมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรที่มืดมิดและเย็นเยียบ
กึก
จู่ๆ คุณหมอก็หยุดฝีเท้าลง แล้วจึงหันมากล่าวกับเซียวปิง “นอกเสียจาก...”
เซียวปิงราวกับเห็นแสงสุดท้ายส่องผ่านความมืดเข้ามา เขาจับไปที่เสื้อกาวน์หมอคนเดิมถามว่า “นอกเสียจากอะไรครับ?”
“นอกจากเซียนแห่งการแพทย์จางอีจื่อ จะมาทำการผ่าตัดในครั้งนี้ด้วยตัวเอง จางอีจื่อเป็ถึงมือหนึ่งในวงการแพทย์ประเทศจีน ด้วยฝีมือการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมของเขา หากได้เขามาเป็คนทำการผ่าตัดในครั้งนี้ล่ะก็ คนไข้มีเปอร์เซ็นต์รอดอย่างน้อยเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ถ้าการผ่าตัดสำเร็จไปได้จริง อย่างน้อยคนไข้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้นอีกเป็เดือนหรืออาจเป็ปี แต่น่าเสียดาย...จางอีจื่อถอนตัวจากวงการแพทย์ไปหลายปีแล้ว ในตอนนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเขาก็น่าจะยังอยู่ที่เมืองจิงตู แต่ถ้าคุณกำลังคิดจะไปหาเขาที่นั่นแล้วขอให้เขาช่วยล่ะก็ ผมบอกเลยว่ายาก อย่าว่าแต่คนธรรมดาอย่างเราๆ เลย ต่อให้เป็ถึงเป็คนใหญ่คนโตก็ใช่ว่าจะเชิญเขาออกมาได้ง่าย”
“จางอีจื่อ?” เซียวปิงดวงตาเป็ประกาย “ขอบคุณนะหมอ ขอบคุณครับ”
นายแพทย์คนเดิมคิดในใจขณะมองเซียวปิงเดินจากไป...อาการของเธอเป็เช่นนี้ เซียวปิงคงอยากจะลองทำทุกทางที่ทำได้ดูก่อน เพียงแต่จางอีจื่อหาใช่คนที่ใครอยากจะเชิญก็เชิญได้ไม่ เื่ขอให้จางอีจื่อช่วยจึงเป็ไปไม่ได้เลย แต่เขาเองก็ไม่อยากจะพูดให้เซียวปิงเสียกำลังใจ จึงแค่กล่าวเตือนเซียวปิงเื่จางอีจื่ออีกครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินจากไป
หลังนายแพทย์จากไป เซียวปินก็รีบเดินเข้ามุมก่อนเขาจะต่อสายออกไปทันที เซียวปิงพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ประมาณสิบนาทีกว่าๆ จากนั้นเขาก็มีใบหน้ายิ้มแย้มขึ้นไม่น้อย เขาเดินกลับทางเดิมแล้วเข้าไปในห้องพักของหลี่ชุนหลานอีกครั้ง
เมื่อเห็นเซียวปิงเดินกลับเข้ามา หลี่ชุนหลานก็พูดอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวปิงคุณหมอว่ายังไงบ้างจ๊ะ เห็นไปซะนานเชียว”
เซียวปิงหัวเราะ “คุณหมอบอกให้พวกเราคอยจับตาดูคุณน้าอย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด แบบนั้นคุณน้าจะได้ยอมนอนพักผ่อนซะดีๆ...ว่าแต่คุณน้าครับ คุณน้าชอบรู้สึกปวดท้องบ่อยๆ ใช่หรือเปล่าครับ?”
“ใช่สิ...” หลี่ชุนหลานยิ้มแห้งๆ “คงเป็เพราะสองเดือนที่ผ่านมา น้ากินข้าวไม่ค่อยตรงเวลาเท่าไร ร่างกายเลยอาจมีปัญหาอยู่บ้าง”
ซูเสียวเสี่ยวมองไปยังเซียวปิน เธอถามขึ้น "มีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอ?”
เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “คุณน้าครับ คุณน้าควรจะดูแลตัวเองบ้างนะ เสียวเสี่ยวเธอก็ควรจะดูแลเอาใจใส่คุณแม่ให้มากกว่านี้นะ คุณน้าไม่ใส่ใจสุขภาพร่างกายตัวเองก็ว่าแย่แล้ว ทำไมแม้แต่เธอก็ยังประมาทแบบนี้ อาการปวดท้องหนักๆ แบบนี้เธอคิดว่าเป็แค่เื่เล็กๆ งั้นเหรอ?”
ถ้าเป็เวลาปกติ ซูเสียวเสี่ยวถูกเซียวปิงต่อว่าเช่นนี้เธอคงจะชักสีหน้าใส่เขาไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจก็มีแค่เื่สุขภาพของแม่เท่านั้น “ตกลงว่ามีปัญหาอะไรกันแน่ หรือว่าแม่ป่วยเป็โรคอะไร?” เธอถามอย่างรีบร้อน
“ในร่างกายคุณแม่เธอมีเนื้องอกอยู่ แต่ไม่ต้องเป็ห่วงหมอบอกว่ามันเล็กมาก แค่ผ่าตัดเอามันออกก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
ซูเสียวเสี่ยวโล่งอกไปที เธอพูดอย่างรู้สึกผิด “แม่เป็เพราะหนูแท้ๆ เลย...หนูควรพาแม่เข้ามาตรวจเสียั้แ่แรก ยังดีที่ครั้งนี้คุณหมอตรวจเจอพอดีไม่งั้น...”
หลี่ชุนหลานถอนหายใจพูด “อันที่จริงถึงจะตายก็ไม่เห็นจะน่าเสียดายอะไร ดีซะอีกแม่จะได้ลงไปอยู่กับพ่อแกสักทีเพียงแต่...แม่ยังเป็ห่วงแกกับพี่แก”
“แม่พูดอะไรแบบนั้น เลิกพูดแบบนั้นเลยนะ!” บุคลิกภายนอกของซูเสียวเสี่ยวดูเรียบร้อยมาก ร่างผอมบางนั่นก็ยิ่งทำให้เธอแลดูอ่อนแอ แต่เวลาโมโหขึ้นมาเธอก็เป็คนอารมณ์ร้ายไม่เบาเลย
หลี่ชุนหลานพูดระคนหัวเราะ “ก็ได้ๆ ไม่พูดแล้วก็ได้ เสี่ยวปิงเมื่อกี้น้ากับเสียวเสี่ยวคุยกันแล้ว ตอนนี้ในร้านเราก็กำลังขาดคนอยู่พอดี น้าไม่อยู่ก็ไม่มีใครทำราเม็งสูตรของร้านเราเป็อีกแล้ว ถ้าเธอไม่รังเกียจล่ะก็ น้าจะจ่ายเงินเดือนให้เธอเดือนละห้าพันหยวนนะจ๊ะ”
“ไม่รังเกียจครับไม่รังเกียจ” จุดประสงค์ของเซียวปินก็คือการอยู่ดูแลพวกเขาแม่ลูกเท่านั้น ส่วนเื่เงินเดือนเท่าไรไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย
หลี่ชุนหลานพูดพลางหัวเราะไปด้วย “ได้เลยจ้ะ ถ้าพร้อมเข้าทำงานเมื่อไรก็เอาเลยนะ ตอนนี้น้าพักอยู่โรงพยาบาลเื่ในร้านก็ฝากด้วยนะจ๊ะ เดี๋ยวน้าจะโทรไปบอกกุ้ยจือเองว่าให้ฟังคำสั่งเธอ...อ้อจริงสิเธอยังไม่มีที่พักใช่ไหม?”
“ผมเพิ่งมาถึงเจียงเฉิงไม่นานน่ะครับ”
“ที่บ้านน้าก็ยังมีห้องว่างอยู่ เมื่อก่อนเป็ห้องของเพ่ยหย่าเขาน่ะ แต่หลายปีมานี้เขาไม่ได้อยู่บ้านเลยตอนนี้ห้องก็เลยยังว่างอยู่ เอาอย่างนี้...เธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเลยสิ ไม่ต้องกังวลอะไรหรอกเธอเป็คนดีน้าไว้ใจเธอ”
เซียวปิงกำลังจะรับปาก แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นซูเสียวเสี่ยวที่เอาแต่ส่งสายตาห้ามปรามมายังเขาซะก่อน
เซียวปินคิดแค่ตนได้ทำงานอยู่ในร้านก็ทำให้ซูเสียวเสี่ยวไม่พอใจมากพออยู่แล้ว ถ้ายังย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านอีก ซูเสียวเสี่ยวคงต้องประกาศศึกกับตนแน่ ยิ่งเธอก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาอยู่แล้วด้วย...
**************************************
1 เสี่ยวปิง : ในภาษาจีนเวลาเรียกชื่อคนที่เด็กกว่าหรืออายุน้อยกว่า มักจะใช้คำว่า 'เสี่ยว' เรียกนำหน้าชื่อ หากเป็คนรุ่นเดียวกันส่วนมากจะใช้คำว่า 'อา' หรืออาจจะใช้คำว่า 'เสี่ยว' ก็ได้
2 แต่เสี่ยวปิงที่แม่ของซูเสียวเสี่ยวเรียกในเื่แปลว่าทหารต๊อกต๋อย หรือทหารยศเล็กๆ ธรรมดาๆ ซึ่งเป็คำพ้องเสียงกับเสี่ยวปิงในความหมายของพระเอกค่ะ
