เซียวปิงทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ก่อนหยิบมือถือขึ้นมา กดส่งข้อความถึงเย่จื่อ ‘ฝันดี’
กริ๊ง
ไม่นาน มือถือข้างเขาก็มีข้อความเข้าเช่นกัน ‘เรียกเบบี๋’
เซียวปิงจินตนาการถึงภาพหน้ามุ่ยๆ ของเย่จื่อในตอนนี้ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ จากนั้นก็กดยิกๆ ลงในมือถือ ‘เบบี๋ ฝันดี’
‘ฝันดี’
เย่ปั้นเฉิงอายุห้าสิบห้าแล้ว ตามความจริง วัยนี้น่าจะเป็่เวลาที่มั่งคั่งและเต็มไปด้วยพลังของเขา น่าเสียดายที่ปีนี้สุขภาพของเขาเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น จนแม้จะเทียวไปรักษากับแพทย์ชื่อดังมาทั่วยุโรปแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย
มีคนเคยแนะนำให้ไปหา จางอีจื่อ หมอที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศจีน ที่กรุงปักกิ่งดู เผื่ออาจจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่น่าเสียดาย คนของเขาที่เคยส่งไปถึงห้าครั้ง กลับถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง...ั้แ่ถอนตัวออกไป จางอีจื่อก็ไม่รับรักษาใครอีก เย่ปั้นเฉิงจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดนี้อย่างจนปัญญา
แต่พอมาวันนี้ จู่ๆ ตระกูลเย่ก็ได้รับข่าวดีมาเื่หนึ่ง จางอีจื่อปรากฏตัวในเมืองเจียงเฉิง เพิ่งจะปรากฏตัว เขาก็ปลดคณบดีของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งในเจียงเฉิงออก ตระกูลเย่จึงรีบให้คนตามไปสืบ ก่อนจะพบว่า ที่เขามาเจียงเฉิงได้ เพราะได้รับเชิญจากชายที่ชื่อเซียวปิง...
เย่ปั้นเฉิงมีลูกทั้งหมดสามคน เป็ชายหนึ่งคน และหญิงอีกสองคน ลูกสาวคนโตชื่อเย่ซินหยี ลูกชายคนกลาง...เย่เทียนิ และเ้าหญิงน้อยของเขา เย่จื่อ หรือก็คือ เย่เสี่ยวซี...และเพราะเย่จื่อเด็กที่สุด เธอจึงได้รับความรักจากบิดามากเป็พิเศษ เพียงแต่ ความสัมพันธ์ระหว่างเย่จื่อและเขาไม่ดีนัก ผิดกับเย่ซินหยีและเย่เทียนิ ซึ่งขณะนี้กำลังยืนอยู่ข้างเตียงเขา
เย่ปั้นเฉิงกล่าวเสียงแ่ “จางอีจื่อมาเจียงเฉิง นี่เป็โอกาสสุดท้าย ไม่ว่าต้องแลกกับอะไร ก็ต้องเชิญเขามารักษาพ่อให้ได้”
“จางอีจื่อเป็คนหัวรั้น ผมคิดว่า ต่อให้เราขอร้องอ้อนวอนเขาให้ตายก็คงไม่ได้ผล...คุณพ่อครับ ผมมีความเห็นหนึ่ง” เย่เทียนิ
เย่ปั้นเฉิงมองลูกชาย กล่าวหอบ “พูดสิ”
“ในเมื่อเขามาด้วยคำเชิญของคนที่ชื่อเซียวปิง งั้นก็แสดงว่า ทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากันแน่ ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากเขาล่ะ? เซียวปิงเองก็เป็แค่แรงงานจากต่างถิ่น ถ้าเรายอมจ่ายซะหน่อยล่ะก็...ขอให้เขาช่วยคงจะง่ายกว่าขอจางอีจื่อไม่ใช่เหรอครับ?”
ั์ตาพร่ามัวของเย่ปั้นเฉิงมีแสงวาบขึ้น เขาพูดเร่งรีบ “ทำตามที่แกบอก ไปหาไอ้คนที่ชื่อเซียวปิง ขอแค่เขายอมช่วยเรา ต่อให้ต้องแลกกับอะไรก็ยอม...พวกแกใครจะไป?”
เย่เทียนิยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เย่ซินหยีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “หนูไปเองค่ะ”
เย่เทียนิหันมองพี่สาวแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร
เย่ปั้นเฉิงสายตาหยุดลงที่ลูกสาว ที่แม้จะแต่งกายด้วยชุดธรรมดาๆ แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิดความสวยสง่าที่มีในตัวเธอได้... เย่ปั้นเฉิงหรี่ตามองลูกสาวพักหนึ่ง ก่อนพูดโพล่ง “ดีเหมือนกัน ถ้าเธอไป...อาจมีความเป็ไปได้มากขึ้น”
เย่ซินเฉิงสายตาไหววูบ เธอพูดระคนหัวเราะ “วางใจเถอะค่ะคุณพ่อ ไม่ว่ายังไง หนูก็ต้องทำให้เขาตอบตกลงให้ได้”
“อืม” เย่ปั้นเฉิงหลับตาลงช้าๆ ใบหน้าเหนื่อยล้าเต็มที “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกแกกลับไปพักกันก่อนเถอะ พ่ออยากหลับแล้ว”
เย่เทียนิและเย่ซินหยีมองตากันและกันแวบหนึ่ง จากนั้นจึงออกจากห้องไปพร้อมกัน
หลังออกจากห้อง จู่ๆ เย่เทียนิก็โพล่งขึ้น “พี่ครับ ตอนผมสืบเื่คนชื่อเซียวปิง ผมบังเอิญรู้มาว่า เขาเคยมีเื่กับคนตระกูลเซี่ย แล้วในตอนนั้น...เหมือนพี่จะอยู่ด้วย...”
“อืม” เย่ซินหยีหัวเราะเปิดเผย
“งั้น...ถ้าพี่ไปจะเหมาะเหรอ?”
“ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ” เย่ซินหยีหัวเราะอย่างมั่นใจ “ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขามีเื่ด้วยก็เป็คนบ้านเซี่ย ไม่ใช่ฉัน แกว่างั้นไหม?”
ได้ฟังพี่สาวดังนั้น เย่เทียนิก็รู้ทันทีว่า พี่สาวกำลังคิดทำอะไร พรุ่งนี้เธอต้องยอมก้มหัวขอโทษเขาแน่ เขารู้จักพี่สาวคนนี้ั้แ่เล็กจนโต จึงรู้นิสัยเธอดี...เธอเป็คนฉลาด เธอไม่เพียงเก่งในด้านต่างๆ แต่เธอยังรู้ว่าเวลาไหนควรจะรุก และเวลาไหนควรจะถอย เพราะในสังคมสมัยนี้ อย่าว่าแต่ลูกสาวตระกูลใหญ่ๆ เลย แม้แต่เด็กสาวธรรมดาๆ ที่รู้ว่าควรจะยอมในเวลาที่สมควร ก็ยังมีน้อยมากจนนับได้เลย
...นั่นจึงเป็จุดเด่นอีกอย่างของพี่สาว การรู้จักยอม ในเวลาอันสมควร...
วันรุ่งขึ้น เมื่อฟ้าสาง เซียวปิงก็ลุกจากที่นอนแล้ว
ซูเสียวเสี่ยวเองก็เป็คนตื่นแต่เช้าคนหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังตื่นเช้าขนาดเขาไม่ได้ เมื่อล้างหน้าแปรงฟัน จัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว เซียวปิงก็ตรงไปยังห้องครัวต่อทันที
จนเวลาหกโมง ซูเสียวเสี่ยวที่เพิ่งตื่น เดินสะลึมสะลือเข้าห้องน้ำไป เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็เตรียมจะเดินเข้าครัวไปทำอาหารเช้าเหมือนทุกวัน แต่เธอกลับพบว่า อาหารเช้าของวันนี้ถูกเซียวปิงเตรียมเอาไว้พร้อมหมดแล้ว
เซียวปิงวางขนมไข่ร้อนๆ สองจานลงบนโต๊ะอาหาร จากนั้นก็ตักฮานามากิร้อนๆ ตามลงไปหลายอัน เมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยวเดินมา เขาก็ชี้ไปยังอาหารบนโต๊ะ กล่าวยิ้มแย้ม “ตื่นแล้วเหรอ? นั่งเร็ว กินมื้อเช้าด้วยกัน”
เมื่อสังเกตเห็นขนมไข่ในจานทั้งสอง เธอก็ตาสว่าง สร่างขึ้นทันที...เธอมองจานตรงหน้าตาค้าง ก่อนดวงตาคู่นั้นจะระยิบระยับไปด้วยน้ำตา
เซียวปิงระคนหัวเราะ “เธอเคยบอกว่าั้แ่พี่เธอไป ก็ไม่มีใครตื่นเช้ามาทำขนมไข่เป็มื้อเช้าให้เธออีกเลย...แต่ก่อนฉันก็เคยทำมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยเท่าที่พี่สาวเธอทำหรือเปล่า”
“ขอบคุณ...” ซูเสียวเสี่ยวย่อตัวลงนั่ง ตักขนมในจากขึ้นมาช้อนหนึ่ง แต่ปากกลับเม้มไว้แน่น เธอกลัวว่าหากกระดิกเพียงนิดเดียว น้ำในตาก็พลันจะไหลออกมาด้วย...ภาพเมื่อครู่ ทำให้เธอหวนนึกถึงพี่สาวอีกครั้ง นึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนเพ่ยหย่ายังอยู่ที่บ้านนี้
เซียวปิงยิ้มบางๆ พลางใช้ตะเกียบคีบฮานามากิวางลงในจานซูเสียวเสี่ยว กล่าวยิ้มๆ “ตอนเด็กๆ ฉันก็มักจะกินขนมไข่อยู่บ่อยๆ เหมือนกัน แต่ตอนนั้นคนที่ทำให้กินเป็คุณน้าในศูนย์เด็กกำพร้า พวกเขาทำได้อร่อยกว่าฉันมาก”
“อืม” ในที่สุดซูเสียวเสี่ยวก็อ้าปาก กินขนมตรงหน้าไปคำหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เส้นผมยาวของเธอสยายแนบไปกับโต๊ะ ทั้งยังปรกใบหน้าเธอไปหมด แต่เธอกลับไม่สนใจ เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินขนมในจานคำใหญ่...ตักฮานามากิคำ สลับกับขนมไข่อีกคำ
เห็นซูเสียวเสี่ยวกินด้วยท่าทางมีความสุขเช่นนี้ เซียวปิงก็ยิ้มบางๆ ออกมาอย่างพอใจ ซูเพ่ยหย่าไม่อยู่แล้ว เขาอยากจะดูแลครอบครัวแทนเธอให้ดีที่สุด ต่อให้เป็กับซูเสียวเสี่ยวที่แสดงออกว่าชังเขามากมายก็ตาม
ซูเสียวเสี่ยวกินจนหมดจาน ก่อนจะวางช้อนในมือลง เธอเสยผมรกรุงรังไปด้านหลัง แล้วเงยหน้าขึ้น เซียวปิงสังเกตเห็นว่าตาเธอกำลังแดง ขณะที่ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มออกมา รอยยิ้มที่น้อยครั้งจะได้เห็นจากเธอ “คุณปู่จางบอกว่าจะผ่าตัดให้แม่วันนี้ ฉันก็เลยลาที่มหา’ลัยไว้ว่าจะไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล แม่ฝากบอกนายให้ดูแลที่ร้านให้ดีก็พอ พวกเราเชื่อในฝีมือคุณปู่จาง...เมื่อผ่าตัดสำเร็จ ฉันจะเป็คนไปบอกข่าวดีกับนายที่ร้านเป็คนแรกเลย” เธอพูดเสียงอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ
เซียวปิงยิ้ม “ได้”
ซูเสียวเสี่ยวดันเก้าอี้ออกพลางลุกขึ้น “ฉันไปก่อนแล้วกัน ถ้ามีเื่อะไรล่ะก็ อย่าลืมโทรหาฉันล่ะ”
“เธอก็เหมือนกัน”
“อืม” ซูเสียวเสี่ยวขานรับ เธอเดินออกจากครัวก่อน จากนั้นก็ตรงไปเปลี่ยนรองเท้าที่หน้าประตู ก่อนจะดันประตูเปิดแล้วเดินจากไป
เมื่อซูเสียวเสี่ยวจากไป เซียวปิงก็มองไปยังมุมโต๊ะตรงข้าม ซึ่งเธอนั่งตอนกินมื้อเช้าเมื่อครู่ บนโต๊ะหน้าเธอมีหยดน้ำกองอยู่...
...เธอร้องไห้
เพราะวันนี้เขาตื่นเช้าเป็พิเศษ ดังนั้น เมื่อมาถึงร้านบะหมี่ ภายในร้านจึงมีเพียงเขาคนเดียว
เขาเปิดประตูร้าน ก่อนจะเข้าไปเก็บกวาดร้านพลางๆ จากนั้นไม่นาน หวังกุ้ยจือก็ก้าวเข้ามาในร้านเป็คนแรก เมื่อพบว่าเซียวปิงมาก่อนตนแล้ว เธอจึงกล่าวแปลกใจ “เสี่ยวปิง มาเช้าจังเลยนะ”
เซียวปิงหัวเราะ “ตื่นเช้าเลยมาเช้าไปด้วยน่ะครับ ยังไงก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว หลังทานมื้อเช้าเสร็จก็เลยตรงมาเลย”
“อ้อ...เฮ้อ...เสียดายที่เธอมีแฟนไปแล้ว ไม่งั้นจะแนะนำให้หลานสาวฉันรู้จักสักหน่อย หลานฉันเองก็ถึงวัยที่ควรจะหาแฟนได้แล้วด้วย สมัยนี้ คนดีๆ แถมมั่นคงแบบเธอก็หายากเต็มที”
เขาหัวเราะ “น้าหวังครับ อย่ายอผมไปเลย ผมมันก็แค่เด็กรับจ้างจนๆ คนหนึ่ง ถ้าหลานสาวน้ามาคบกับผมจริงๆ เธอคงจะต้องลำบากไม่น้อย”
หวังกุ้ยจือดุ “เ้าเด็กนี่ ใครเขาว่าตัวเองแบบนี้กัน เด็กรับจ้างแล้วมันยังไง ขอแค่ขยันทำงาน ไม่เกี่ยงงานหนักเบา ทำไมจะอยู่ไม่รอดล่ะ เชื่อน้าเถอะ สักวันหนึ่งเธอจะต้องเป็ใหญ่เป็โตแน่ น้ามองคนไม่ผิดหรอก...อีกอย่าง เธอแย่ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ? งั้นทำไมดาวมหา’ลัยถึงมาชอบได้ล่ะ?”
เซียวปิงเพียงหัวเราะร่วน ไม่ได้ปฏิเสธอะไร
ทั้งสองคุยกันไปเพลินๆ ไม่นาน จางจิ้งและหลี่หงก็มาถึง เมื่อทั้งสองพบเซียวปิงในร้าน ก็รีบเข้ามาล้อมรอบ ก่อนจะถามโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับเื่เดทเมื่อวานไม่หยุดปาก หลังได้รู้ว่าเย่จื่อและเซียวปิงตกลงคบกันเป็เื่เป็ราวแล้ว สาวทั้งสองก็ั์ตาสว่างวาบ แล้วถามโน่นนี่ต่ออย่างตื่นเต้น
ภาคเช้า ภายในร้านค่อนข้างจะเงียบเหงา มีเพียงลูกค้าไม่กี่คนเท่านั้นที่มาอุดหนุน แต่นั่น ก็เป็เพราะความมีชื่อเสียงของร้าน จึงมีลูกค้าเข้าบ้าง เพราะใน่เช้าไม่ค่อยมีคนกินบะหมี่อยู่แล้ว...ส่วนร้านบะหมี่ร้านอื่นๆ ปกติก็มักจะรอเปิดเอาตอนเที่ยงเลยมากกว่า
ยังไม่ทันได้สิบโมง ซูเสียวเสี่ยวก็วิ่งเข้ามาในร้าน เมื่อพบเซียวปิง เธอก็พูดท่าทางตื่นเต้น “พี่ปิง การผ่าตัดสำเร็จแล้ว!”
ภายในร้านตอนนี้ ก็มีแค่โต๊ะอาหารสองตัวเท่านั้น ที่มีลูกค้านั่งอยู่ ในร้านเลยค่อนข้างว่าง ตอนที่ซูเสียวเสี่ยวเข้ามา เซียวปิงก็กำลังคุยเล่นอยู่กับหลี่หงและจางจิ้งไปพลางๆ จนเมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยววิ่งเข้ามา เซียวปิงเองก็ดีใจไม่น้อย รู้สึกโล่งอกในที่สุด เขาหัวเราะกล่าวตอบแทบจะทันที “งั้นก็ดีแล้ว ตอนนี้เธอก็วางใจแล้วไปเรียนเถอะ เดี๋ยวบ่ายฉันจะเข้าไปดูในโรงพยาบาลเอง”
ซูเสียวเสี่ยวมองเซียวปิง สีหน้าจริงจัง กล่าว “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีพี่ แม่ฉันคง...”
เซียวปิงยิ้มพลางส่ายหัว “แค่เธอไม่ไล่ฉันไป ฉันก็พอใจแล้วล่ะ”
จางจิ้งและหลี่หงที่ข้างๆ กล่าวใ “เสียวเสี่ยว เธอจะไล่พี่ปิงไปเหรอ?”
เสียวเสี่ยวถอนหายใจ เื่บางเื่ก็พูดกับคนอื่นไม่ได้ แม้เซียวปิงจะช่วยทางบ้านเธอมาเยอะ ทัศนคติของเธอที่มีต่อเซียวปิงก็ดีขึ้นมากเรื่อยๆ และตอนนี้ เธอก็ไม่อยากจะไล่ให้เขาไปอีกแล้ว แต่ปมในใจ กลับยังไม่อาจจางหายไปได้ ทุกอย่างก็เป็เพราะพี่สาวที่ตายไป ซูเพ่ยหย่า...ยิ่งเธอรักพี่สาวมากเท่าไร ปมนี้ในใจเธอก็ยิ่งติดลึกมากเท่านั้น
ซูเสียวเสี่ยวกำลังจะเอ่ยอะไร แต่โดนกระดิ่งหน้าร้านส่งเสียงดังขึ้นขัดเสียก่อน ทุกคนหันมองไปยังหน้าร้าน ก่อนจะพบกับตำรวจกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งบุกเข้ามาในร้าน แม้แต่ลูกค้าที่กำลังกินบะหมี่อยู่ก็ยังหยุดการกระทำลง แล้วอ้าปากค้างมองไปยังตำรวจกลุ่มนั้น ตำรวจวัยกลางคนหนึ่งแสดงตัวโดยการหยิบบัตรตำรวจชูขึ้น ก่อนจะพูดชัดเจนเคร่งขรึม “ผมเป็ ผอ.กรมรักษาความปลอดภัยในเมืองเจียงเฉิงแถบจินซา ฉางไหวอัน ท่านใดคือเซียวปิงครับ?” เขาพูดด้วยท่าทางเปี่ยมไปด้วยจรรยาบรรณแห่งตำรวจ
ซูเสียวเสี่ยวและคนอื่นๆ ต่างก็ยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า โดยเฉพาะจางจิ้งและหลี่หง ที่คิดอยู่ในใจเื่เดียว ชายคนเมื่อวานที่โดนพี่ปิงถีบออกไป กลับไปตายที่บ้าน? ทุกคนต่างก็หวาดกลัวและระแวงไปหมด มีเพียงเซียวปิง ที่ยังคงท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ “ผมเอง”
“คุณเป็ผู้ต้องสงสัย คดีฆาตกรรมเมื่อสามวันก่อน คุณโดนจับกุมแล้ว!”
เซียวปิงเลิกคิ้วขึ้นถาม “คุณแน่ใจเหรอครับ ว่าจะจับผม?”
ฉางไหวอันยังคงไว้ซึ่งท่าทางเปี่ยมจรรยาบรรณของเขา ท่าทางที่ราวเป็ตำรวจผู้โปร่งใส ราวตำรวจผู้เที่ยงตรง และยึดมั่นในคุณธรรม เขากล่าวน้ำเสียงจริงจัง “เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่า คุณคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง ดังนั้น พวกเราจำเป็ต้องคุมตัวคุณไว้ก่อน ไม่ว่าคุณจะเป็ใคร มีฐานะยังไง และไม่ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์แบบไหนกับตระกูลเย่ก็ตาม...หากคุณพยายามจะขัดขืน พวกเราก็มีสิทธิ์ที่จะวิสามัญฯ คุณ”
“ในแง่กฎหมาย ทุกคนล้วนเท่าเทียม!”
มนุษย์เรา แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถต่อต้านอาวุธของชาติบ้านเกิดได้ ดังนั้น เซียวปิงไม่มีทางลงมือแน่นอน ยิ่งไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฉางไหวอันใช้ข้ออ้างนี้ฆ่าล้างแค้นส่วนตัวแน่
ฉางไหวอันคิดว่า คำที่พูดออกไปของตัวเองนั้น ทั้งเปี่ยมไปด้วยจรรยาบรรณ ชัดเจน และเป็กลาง เพียงพอให้ใครที่ได้ฟังซึ้งไปถึงทรวงใน เลื่อมใสในตัวเขา และรู้สึกเืร้อนขึ้นมาได้แล้ว แต่เซียวปิงกลับยังมองเขาด้วยสายตาประชดประชัน และเต็มไปด้วยความท้าทายไม่แยแส เห็นชัดเจน...เซียวปิงไม่ได้กลัวเขาเลยแต่อย่างใด ทั้งยังไม่ใส่ใจในตัวเขาเลยด้วย ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มโมโห ไฟในจิตใจก็เริ่มร้อนขึ้นมา
ตำรวจข้างฉางไหวอันหยิบกุญแจมือขึ้นมา กำลังจะสวมมันไปยังข้อมือเซียวปิง แต่ขณะนั้นเอง ประตูในร้านก็เปิดออกอีกครั้ง
กริ๊ง
เย่ซินหยี่เดินผ่านประตูเข้ามา เธอพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยยังมีความน่าฟังลื่นหูอยู่ กล่าวว่า “ท่านผอ.ฉาง มาได้ไงคะเนี่ย นี่กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ?”
ฉางไหวอันหันมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะพบกับเย่ซินหยีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัย คู่กับรองเท้าส้นสูงสีน้ำเงินเข้ม เธอก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย แลดูสูงส่ง และเมื่อเธอเข้ามาถึงในร้าน สายตาทุกดวงก็แทบจะตกเป็ของเธอ
…ช่างสวยเด่นดึงดูดสายตา และประกายสง่างามสาดแสงไปทั่วทุกทิศ
