“เจิ้นก็นึกว่าเป็เื่คอขาดบาดตายอันใดเมื่อหว่านเอ๋อร์ชมชอบ เจิ้นจะมอบสวนหุนซาแห่งนั้นให้เ้าเสียเลย ดีหรือไม่” เย่หงอี้พรูลมหายใจอย่างโล่งอกเฮอะ! ที่แท้ของสำคัญที่ออกจากปากเหยาซู่หลวนก็คือสิ่งนี้นี่เอง
“จริงหรือ?ฝ่าาทรงใจดีที่สุดเลย” เหยาโม่หว่านน้ำตาหยุดไหลในบัดดล ผลิยิ้มเบ่งบานปานบุปผา รอยยิ้มทั้งหยาดน้ำตาคล้ายได้ฉุดกระชากดวงิญญาของเย่หงอี้ให้หลุดลอยไปแล้ว
“หว่านเอ๋อร์รู้วิชาพยากรณ์จากดวงดาวจริงหรือ?”หลังจากเหยาโม่ซินตายไป เขาเคยให้สำนักโหรหลวงเข้าไปตรวจสอบสวนหุนซาแห่งนั้น แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ความอันใดสักอย่าง
“แน่นอนสิเพคะหว่านเอ๋อร์มิเคยบอกผู้อื่นมาก่อนเลย พี่ใหญ่ห้ามไว้” เหยาโม่หว่านผงกศีรษะราวกับเป็เื่สำคัญยิ่งขณะเอ่ยวาจาก็เหลียวมองไปโดยรอบ
“เจิ้นหาใช่ผู้อื่นเสียหน่อยต่อไปยามที่หว่านเอ๋อร์เห็นปรากฏการณ์ใดบนท้องฟ้าก็ให้มาบอกเจิ้นได้หรือไม่?” เย่หงอี้กดปลายจมูกของเหยาโม่หว่านเบาๆอย่างรักใคร่
“ได้สิเพคะ”เหยาโม่หว่านอยากหัวร่อให้ฟันร่วง พยากรณ์ดวงดาวสุนัขผายลมน่ะสิ! เพลานั้นนางแค่ฉวยโอกาสใช้เื่สวนหุนซามาเป็เครื่องบังหน้าเพื่อกำจัดขุนนางที่เป็ปรปักษ์แทนท่านส่วนเพลานี้... หนทางยังอีกยาวไกล โม่หว่านจะต้องให้ท่านได้เห็นฤทธิ์เดชที่แท้จริงของสวนหุนซาแห่งนี้แน่
ดวงตาคู่งามที่แลเห็นเพียงความสดใสไร้สิ่งเคลือบแฝงจุดไฟปรารถนาของเย่หงอี้ให้ร้อนรุ่มสองมือช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มไว้แนบอกราวกับเป็สิ่งของล้ำค่า ก่อนสาวเท้าก้าวใหญ่เข้าไปในห้องนอน
ฉากเร่าร้อนบนเตียงตั่งดำเนินไปอย่างไร้จุดสิ้นสุดสองร่างเบียดกายแนบชิดอย่างเอาเป็เอาตาย ทว่าคนที่เกิดความหวั่นไหวในหัวใจกลับมีเพียงแค่หนึ่งเดียว
ล่วงเข้าสู่ยามเหม่า[1] เย่หงอี้ลุกขึ้น ประทับจุมพิตแ่เบาประดุจแมลงปอแตะผิวน้ำไปบนพวงแก้มนุ่ม ก่อนสวมชุดัอย่างเร่งรีบผละจากไปจวบจนกระทั่งกลิ่นอายอันชวนคลื่นเหียนของคนผู้นั้นจางไปแล้ว เหยาโม่หว่านถึงค่อยลืมตาซึ่งมีเพียงความเ็าทอวาบอยู่ในเบื้องลึก
นางจำไม่ได้แน่ชัดว่าอันปิ่งซานได้รับความโปรดปรานั้แ่เมื่อไรรู้แต่ว่านับั้แ่เขากลายมาเป็คนโปรด ทุกวันในยามเหม่าเย่หงอี้จะต้องลุกจากเตียงไม่ว่าจะเป็เมื่อก่อน ตอนนี้ หรือว่าขณะอยู่ที่ตำหนักไหนๆ ล้วนไม่เคยเปลี่ยนแปลงความเคยชินข้อนี้ได้เหยาโม่หว่านตระหนักดีว่าต้องมีเงื่อนงำบางอย่างแฝงอยู่ แต่นางยังไม่รีบร้อนตรวจสอบเพลานี้เพราะมีเื่สำคัญยิ่งกว่าต้องทำก่อน
ยามนี้ยังเช้าอยู่ขณะที่คิดจะงีบต่ออีกสักครู่ พลันรู้สึกได้ว่ามีลมหนาวพัดเข้ามาวูบหนึ่ง เหยาโม่หว่านลืมตาขึ้นในฉับพลันเห็นสตรีในชุดสีดำทะมัดทะแมงปรากฏกายอยู่ข้างเตียงของตนเอง ดวงหน้าขาวนวลปานหิมะ สีหน้าแววตาแลดูเยือกเย็นปานผลึกน้ำแข็งองคาพยพทั้งห้าล้วนสลักเสลา รูปโฉมปานมัจฉาจมวารี ที่ผู้อื่นเรียกกันว่างามล่มเมืองคงเป็เช่นนี้เอง
“เ้าเป็ใคร?”เหยาโม่หว่านลุกขึ้น มองไปยังสตรีที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาคมกล้าดุจคมมีดปราศจากความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่กระผีก
“ข้าน้อยอินเสวี่ยคารวะนายหญิง!”หญิงสาวประกบฝ่ามือคุกเข่าคำนับที่พื้น เอ่ยวาจาด้วยความนอบน้อม น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานปานนกขมิ้นแต่กลับแฝงไปด้วยความเคร่งครัดในระเบียบแบบแผนอย่างชัดเจน
“เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”เหยาโม่หว่านย้อนถาม พลางมองหญิงสาวด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ข้าน้อยมาตามบัญชาของประมุขปราสาทเขาเฟิ่งอวี่ให้นับพระสนมเหยาเฟยเป็นาย นับจากนี้เป็ต้นไปไม่ว่านายหญิง้าให้ข้าน้อยทำสิ่งใดต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็จะทำตามรับสั่งอย่างสุดชีวิต” อินเสวี่ยชันเข่าข้างหนึ่ง ทุกถ้อยวาจากล่าวปฏิญาณอย่างหนักแน่น
“เ้าเป็คนของเยี่ยนหนานเซิง?”เหยาโม่หว่านมุ่นคิ้วขมวด ภาพบุรุษรูปงามโดดเด่นที่เห็นเพียงครั้งเดียวก็จำติดตายากจะลืมเลือนในอาภรณ์สีแดงเพลิงลอยมาปรากฏขึ้นในสมองอย่างฉับพลัน
“นับจากบัดนี้เป็ต้นไปข้าน้อยเป็คนของพระสนมเหยาเฟยแล้ว” น้ำเสียงใสเย็นแต่กลับห้าวหาญทรงพลังอย่างเต็มเปี่ยม
“อื้มเปิ่นกงขอสั่งให้เ้าหายไปเดี๋ยวนี้” เหยาโม่หว่านแค่คิดจะทดสอบดูสักหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่วาจาสิ้นสุดก็รู้สึกเหมือนมีลมวูบผ่าน เบื้องหน้าเหลือเพียงความว่างเปล่า
“โอ๊ะ!สั่งได้จริงๆ หรือนี่...” เหยาโม่หว่านอมยิ้ม ก่อนล้มตัวลงนอน ยามนี้นางรู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกิน
พอถึงเวลาอาหารเช้าเหยาโม่หว่านนั่งย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนยามเหม่า กลับรู้สึกเหมือนตนเองฝันไปขณะที่กำลังใจลอยอยู่นั้น เ้าปุกปุยในอ้อมกอดพลันะโขึ้นไปเลียโจ๊กตุ๋นโสมในชามบนโต๊ะอย่างถือวิสาสะ
“หนทางสู่์ดีๆมีไม่เดิน กลับชอบกระโจนสู่ประตูนรกอยู่ร่ำไป!” เย่จวินชิงอดทนกับเ้าปุกปุยมาแสนนานในที่สุดก็สบโอกาส เอื้อมมือไปคว้าคอของแมวน้อยแล้วหิ้วมันขึ้นมา ขณะที่คิดจะลงมือเหยาโม่หว่านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพลันลุกขึ้น ชี้นิ้วมาที่เย่จวินชิงด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
...
เชิงอรรถ
[1]ยามเหม่า หรือยามเถาะ หมายถึง่เวลาระหว่าง 5.00-6.59 น.
