จางเหวินเทาเดินมาหาเย่ฝานและพูดขึ้นว่า “น้องชายกำลังจีบคุณชายไป๋อยู่เหรอ?”
เย่ฝานตอบพลางถูใบหน้าของตน “ก็ใช่น่ะสิ! แต่เขาช่างเ็ากับผมเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมีคนตามจีบผมตั้งหลายคนแท้ๆ” หลังจากที่มาถึงโลกใหม่นี้ เขาก็ไม่เป็ที่สนใจเหมือนแต่ก่อน ทั้งที่เขายังฉลาดหลักแหลมเหมือนเดิม แถมยังสามารถฝึกตนได้แล้ว
“น้องชายช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!” จางเหวินเทาคิดในใจ หากคุณปู่ตระกูลไป๋รู้ว่าเ้าทึ่มนี่ตามจีบคุณชายไป๋ล่ะก็ แน่นอนว่าเ้าหมอนี่คงโดนสั่งสอนไม่ใช่น้อย
เย่ฝานเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางพูดว่า “คืนนี้แม้แต่แสงจันทร์ยังไม่ปรากฏให้เห็น เจอปัญหาใหญ่แล้วคราวนี้!”
จางเหวินเท่าพยักหน้า กล่าว “ใช่! เกรงว่าอากาศวันพรุ่งนี้จะไม่สดใสซะแล้ว”
เย่ฝานบ่นอย่างกลัดกลุ้มว่า “ไป๋อวิ๋นซีไม่อยากให้ผมนอนกับเขา ผมเองก็ไม่ชอบนอนเบียดกับคนอื่นในเต็นท์แบบนี้ เอาเป็ว่าไม่นอนก็แล้วกัน”
จางเหวินเทา “…”
เย่ฝานเม้มปาก เขาคิดว่าจะนั่งแบบนี้ทั้งคืน ที่แห่งนี้มีพลังปราณเพียงพอนับว่าเป็สถานที่ฝึกตนที่มีฮวงจุ้ยเป็เลิศ
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อยๆ นอกจากทหารลาดตระเวนไม่กี่นายกับเย่ฝาน คนที่เหลือต่างพากันนอนพักผ่อนกันหมด
ขณะที่ไป๋อวิ๋นซีนอนหลับสนิทอยู่ในเต็นท์ ทันใดนั้นเสียงเพลงลึกลับก็ลอดเข้าไปในหู เขาพลิกตัวลุกจากที่นอนโดยไม่รู้ตัว เปิดเต็นท์แล้วเดินออกมาด้านนอก
ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ ไป๋อวิ๋นซีก็เห็นหญิงสาวในชุดจีนโบราณยืนหันหลังให้เขา
ไป๋อวิ๋นซีเดินเข้าไปหาหญิงสาวในชุดจีนโบราณโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
“ท่านพี่! ตามข้ากลับไปเถิด” มือขาวซีดของหญิงสาวยืดมาถึงเบื้องหน้าของไป๋อวิ๋นซี เขาขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับไป
ไป๋อวิ๋นซีหรือคุณชายสามแห่งบ้านตระกูลไป๋ ไม่สนใจในนารีเพศ ยิ่งไม่ต้องตาในบุรุษ โดยปกติแล้วหากไม่ใช่คนที่สนิทสนมจริงๆ ก็ยากที่จะได้เข้าใกล้เขา
ทันใดนั้นยันต์สายฟ้าฟาดก็ตกลงบนฝ่ามือของหญิงสาว เสียงกรีดร้องดังก้องอยู่ข้างหูของไป๋อวิ๋นซี เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หญิงสาวเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็ร่างผีดิบน่าสยดสยอง!
เมื่อไป๋อวิ๋นซีเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของร่างนั้น เขาก็ก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกตะลึง ไป๋อวิ๋นซีไม่เคยเห็นภูตผีมาก่อน พอได้เห็นร่างผีดิบในระยะประชิดเช่นนี้ จึงอดหวาดกลัวไม่ได้
เย่ฝานเอาตัวขวางเบื้องหน้าไป๋อวิ๋นซี “เ้ามีสวามีถึงสิบแปดคนแล้ว อย่ามากด้วยตัณหาราคะอีกเลย เขาคนนี้จะต้องลงเอยกับข้าในวันข้างหน้า”
เสียงพิลึกพิลั่นของผีดิบดังขึ้น แต่ไป๋อวิ๋นซีได้ยินไม่ถนัดนัก
“เ้าทิ้งขว้างสวามีทั้งสิบแปดคนของเ้า แล้วอยากได้เขาไปแทนที่ เ้านี่มันชอบของใหม่เบื่อของเก่านี่นา! แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ข้าจะไม่ยอมให้เขาไปกับเ้าเด็ดขาด เพราะเขาคือภรรยาในอนาคตของข้า” เย่ฝานพูดพลางหัวเราะ
ผีดิบยืดมือออกมาจับตัวไป๋อวิ๋นซีเอาไว้ได้ เย่ฝานชักดาบออกมาฟันไปที่ร่างของผีดิบ
ไป๋อวิ๋นซีได้ยินเสียงดาบปะทะกันเป็ระลอก
ผีดิบตนนั้นสะบัดเย่ฝานออกไป แล้วกระโจนใส่ไป๋อวิ๋นซี เย่ฝานขว้างยันต์สายฟ้าฟาดออกไปอีกห้าแผ่นเพื่อขัดขวางทางหลบหนีของผีดิบ
ยันต์สายฟ้าฟาดะเิออกเป็เสี่ยงๆ ร่างของผีดิบตายซากนั่นก็ปริแตกเป็รอยาแเต็มไปหมด ลำพังแค่เป็ผีดิบก็น่ากลัวแล้ว ยิ่งมีสภาพอย่างนี้ก็ยิ่งดูอัปลักษณ์เข้าไปใหญ่
ไป๋อวิ๋นซีชักปืนที่พกไว้กับตัวออกมา จากนั้นยิงไปที่ผีร้ายตนนั้นจนเสียงดัง ''เปรี้ยง''
เย่ฝานฉวยโอกาสนี้ ขว้างยันต์อีกห้าแผ่นเข้าไป
ผีดิบในชุดจีนโบราณกรีดร้อง และหมุนตัวจากไปด้วยความโกรธแค้น
“นั่นมันตัวอะไรน่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานพร้อมเอ่ยถาม
“ผีดิบพันปี!”
“ที่นายเคยบอกฉัน ก็ไม่ใช่เื่ล้อเล่นน่ะสิ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่มือยังสั่นไม่หยุด บ่งบอกได้ว่าในใจเขาตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เย่ฝานเคยบอกว่าเ้าของสุสานเป็พวกบ้าผู้ชาย เขาคิดว่าเป็แค่เื่ล้อเล่น ไม่คิดเลยว่า...
เย่ฝานเหลือบมองไป๋อวิ๋นซีและตอบว่า “พลังหยินในร่างของนายเข้มข้นมาก ภูตผีปีศาจชอบร่างแบบนี้ที่สุด ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของที่แห่งนี้เป็จุดรวมพลังหยินที่เหมาะสำหรับผีดิบ พอนายเข้ามาใกล้บริเวณสุสาน ก็เลยโดนเล่นงานเอาง่ายๆ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
จางเหวินเทาถือดาบไว้ในมือแล้วเดินเข้ามาใกล้ เย่ฝานมองเขาที่มีท่าทางตื่นตระหนกพลางเอ่ย “อาจารย์จาง คุณไปไหนมา!”
“เมื่อครู่ฉันได้ยินเสียงบางอย่างเหมือนกับมีภูตผีวนเวียนอยู่แถวนี้ ฉันก็เลยออกไปดู พอออกไปเท่านั้นแหละ ก็ถูกผีดิบกลุ่มหนึ่งพุ่งมาโจมตี ยังดีที่ผีดิบหญิงเ้านายของพวกมันสั่งให้ล่าถอย ผีดิบพวกนั้นเลยรามือจากฉัน”
“เื่นี้เริ่มจะยุ่งยากขึ้นแล้ว ฉันต้องรีบแจ้งไปที่สำนักงานของฉันแล้วล่ะ” จางเหวินเทาตอบ
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมกล่าว “ใช่ๆ คุณรีบไปแจ้งข่าวเถอะ”
ผีดิบที่ออกมาจากหลุมฝังศพสามารถใช้พลังได้เพียงแค่หนึ่งถึงสองขั้นเท่านั้น ทำให้องค์หญิงนั่นสั่งให้เหล่าผีดิบล่าถอยไปก่อน เย่ฝานรู้กำลังของตนดี หากลงไปในสุสานซึ่งเป็ถิ่นของเหล่าผีดิบคงไม่ง่ายแบบนี้ คนที่ถูกฝังทั้งเป็พร้อมกับองค์หญิงนั่นคงจะมีอยู่ไม่น้อย เขาเองที่ฝึกตนบรรลุขั้นที่สองแล้วก็ยังเกรงว่าหากต้องเข้าไปในสุสานจริงๆ ก็อาจเอาชีวิตไม่รอด
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความงุนงง “ด้านนอกเกิดเื่ขนาดนี้ ทำไมคนอื่นๆ ถึงไม่รู้สึกตัวกันนะ?”
“เพราะไอพลังของซากศพ เลยทำให้หลับใหลไม่ได้สติ” จางเหวินเทากล่าว
“ไอพลังซากศพ มันร้ายแรงไหม?” ไป๋อวิ่นซีเอ่ยถาม
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีที่มีท่าทางกังวล จึงปลอบโยนว่า “นายวางใจเถอะ คนที่ร่างกายแข็งแรงอย่างมากก็แค่มีไข้ เป็หวัด คนที่ร่างกายไม่พร้อมอาจจะป่วยหนักแต่ยังไงก็ไม่ถึงตายหรอก”
“แล้วคุณตาของฉันล่ะ!” เซี่ยวฉืออายุมากแล้ว แถมสภาพร่างกายยังไม่สู้ดีอีก
“คุณชายไป๋สบายใจได้ คุณตาของคุณได้หยกจากเย่ฝานไปแล้ว หยกนั่นมีพลังในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แต่ตอนนี้เื่ในสุสานคงต้องหยุดการเคลื่อนไหวไว้ก่อน”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบว่า “ครับ”
ความจริงแล้วไป๋อวิ๋นซีไม่ได้สนใจสุสานแห่งนี้สักเท่าไร เป็เพราะเซี่ยวฉือขอร้องให้เขามา จึงคิดว่าจะตามมาท่องเที่ยวเท่านั้น ทว่าเื่ราวที่โดนผีดิบเล่นงานเมื่อคืนนี้ ทำให้เขาหยุดความคิดที่จะอยู่เที่ยวที่นี่ต่อ
ไป๋อวิ๋นซีครุ่นคิดสักพักแล้วพูดว่า “อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่กลัวว่าคุณตาจะไม่ยอมกลับน่ะสิ”
“วางใจเถอะ เขาต้องยอมกลับแน่ๆ คนอื่นๆ ก็ป่วยกันหมด เขาคนเดียวจะดันทุรังอยู่ทำไม” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซี “…”
…
วันรุ่งขึ้น คนในแคมป์ต่างนอนหลับจนตะวันโด่งจึงตื่นขึ้นมา ในเหล่าทหารสิบสองนายนั้นมีห้านายที่ล้มป่วย ส่วนเ้าหน้าที่ที่มาช่วยงานต่างก็ล้มป่วยเกือบทั้งหมด
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วเดินไปเดินมา ก่อนพูดขึ้น “แปลกจริงๆ คนหนุ่มสมัยนี้ทำไมถึงได้อ่อนแอนัก นึกไม่ถึงเลยว่าจะล้มป่วยกันไปหมด ดูซิคนแก่อย่างฉันยังสบายดี เป็เพราะพวกเขาไม่รู้จักออกกำลังกายไง ไม่ยอมออกกำลังกายกันซะบ้าง ตอนนี้ก็เลยมีสภาพแบบนี้ไงล่ะ”
เซี่ยวฉือเห็นคนอื่นๆ ล้มป่วยทั้งที่ตัวเขาเองยังสบายดีก็เป็ห่วงคนเ่าั้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะคิดว่าถึงตนจะอายุมากแล้ว ก็ยังแข็งแรงกว่าคนหนุ่ม
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างจนใจว่า “คุณตา เพราะคุณตามีหยกปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายถึงไม่เป็อะไรไงครับ...”
เซี่ยวฉือกลอกตามองบนแล้วพูดว่า “จะเป็ไปได้ยังไง ตาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหยกจะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยด้วย หลานงมงายกับเื่พวกนี้ั้แ่เมื่อไรกัน”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เซี่ยวฉือมองเหล่าชายฉกรรจ์ที่พากันล้มป่วยเ่าั้ครู่หนึ่ง แล้วกลับมามองหยกในมือของตนก็เริ่มเคลือบแคลงใจ “ตารู้สึกว่าความมันวาวของหยกนี้ลดลงไปจากเดิม หรือว่าหยกนี้จะป้องกันเภทภัยให้กับตาจริงๆ”
“น่าจะเป็อย่างนั้น” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
จางเหวินเทาเดินไปอยู่เบื้องหน้าไป๋อวิ๋นซีพร้อมเอ่ย “คุณชายไป๋ เราต้องรีบถอนกำลังออกจากที่นี่ก่อน จะรอจนฟ้ามืดไม่ได้”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบกลับ “เข้าใจแล้วครับ”
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง มันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่เป็สุข
เย่ฝานบอกว่าเขามีร่างเทียนหยินแฝงอยู่ เป็ผลดีกับเหล่าภูตผีปีศาจ คำพูดนี้นักพรตที่เคยรักษาอาการป่วยของเขาก็เคยกล่าวไว้ แม้ว่าเขาจะไม่เชื่ออย่างสนิทใจ แต่ก็เป็กังวลอยู่ไม่น้อย ในตัวของเย่ฝานมีความน่าอัศจรรย์อยู่หลายเื่ เขาไม่อาจละเลยคำพูดของเย่ฝานได้
ไป๋อวิ๋นซีมองไปทางเย่ฝาน เห็นเขากำลังกินถังหูลู่อย่างสบายใจ ก็เกิดความรู้สึกยากจะบรรยายออกมา
“นายก็เห็นแล้วว่าในทีมเรามีคนล้มป่วยอยู่ไม่น้อย คงจะไปต่อไม่ได้ แต่ว่าฉันได้แจ้งทีมกู้ภัยในพื้นที่แล้ว ให้พวกเขารีบส่งคนมาช่วยเรา” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
จางเหวินเทาถอนหายใจพลางกล่าว “หวังว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึงเร็วพอนะ”
…
หยางเฟยนั่งอยู่ข้างกองไฟ บนตัวมีผ้านวมผืนหนึ่งคลุมไว้ เขาส่งเสียงดังว่า “หนาวจังเลย! ทำไมถึงได้หนาวอย่างนี้! ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายจะกลายเป็น้ำแข็งอยู่แล้ว ที่นี่มันแย่จริงๆ”
หยางเฟยหนาวสั่นไม่หยุด ใบหน้าขาวซีด
เย่ฝานเดินไปหยุดด้านหน้าของหยางเฟย เอามือเท้าเอวพลางพูดเหมือนซ้ำเติมว่า “หน้าตาของคุณดูเหมือนมีอาการไตบกพร่องนะ”
หยางเฟยหัวเราะอย่างประหม่าพลางพูดว่า “คุณชายเย่ คุณนี่สุดยอดจริงๆ! หนาวขนาดนี้ คุณยังดูสดชื่นอยู่เลย”
“แม้ที่นี่มีจะมีพลังหยินและไอพลังซากศพที่เข้มข้นไม่น้อย แต่มันก็ทำอะไรผมไม่ได้หรอก” เย่ฝานกล่าวอย่างภูมิใจ
หยางเฟยพูดอย่างชื่มชมว่า “คุณชายเย่ ร่างกายคุณนี่แข็งแรงสุดๆ ไปเลย!”
“แต่คุณดูแย่มากเลยนะ! เห็นว่าคุณน่าสงสารหรอกนะ งั้น อันนี้ผมให้คุณก็แล้วกัน” เย่ฝานมอบยันต์ปัดเป่าโรคภัยให้หยางเฟยหนึ่งแผ่น
หยางเฟยถามอย่างสงสัยว่า “มันคืออะไรน่ะ?”
“คุณเอามันตบไปที่อกให้ตรงกับหัวใจก็พอ” เย่ฝานกล่าว
หยางเฟยรับยันต์มาแล้วตบที่อกตรงหัวใจ ยันต์แผ่นนั้นพลันสลายกลายเป็ฝุ่นไปทันที ในขณะเดียวกันความหนาวเหน็บในร่างกายพลันมลายไป ทำให้เขาสบายเนื้อสบายตัวไม่น้อย
“เย่ฝาน ของที่นายให้ฉันคืออะไร! มันได้ผลดีมากเลย ให้ฉันอีกสักแผ่นได้ไหม” หยางเฟยกล่าว
เย่ฝานอุทานเสียงฮึ พลันพูดว่า “ฝันไปเถอะ”
หยางเฟย “…”
จางเหวินเทาเดินมาหยุดอยู่ข้างเย่ฝาน “สหาย ยันต์ของนายไม่เลวเลยนะ!”
ผู้คนในเขาหลงหู่ไม่ถนัดด้านการวาดยันต์ แต่ที่อวี่ชิงกวนกลับมีอาจารย์ด้านยันต์อักขระเกิดขึ้นมากมาย ในแต่ละปีเขาหลงหู่จะสั่งซื้อยันต์จากอวี่ชิงกวนจำนวนมาก ทำให้ระยะหลังๆ ยันต์ที่ทำออกมานั้นไม่เพียงพอต่อความ้า
“คุณอยากได้ไหม? จ่ายสองแสนหยวนแล้วผมจะขายให้คุณ” เย่ฝานกล่าว
หยางเฟยได้ยินราคาของยันต์ก็เบิกตาโตด้วยความตะลึง หนึ่งแผ่นสองแสนหยวน เมื่อครู่ที่เขาเอายันต์ตบลงไปก็เสียไปแล้วสองแสนหยวน เมื่อเขาคิดถึงคุณประโยชน์ของมัน จึงได้ตระหนักว่ายันต์นี้เป็ของล้ำค่าจริงๆ
“สหายเย่ยังมียันต์ในมืออีกกี่แผ่นล่ะ!” จางเหวินเทากล่าวถาม
“สิบแผ่น” เย่ฝานตอบกลับ
“ฉันขอทั้งหมด” จางเหวินเทาพูด
เย่ฝานคิดในใจว่าเจอลูกค้าใหญ่แล้วเรา ทั้งสองเจรจาธุรกิจอย่างราบรื่น เย่ฝานดูเงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้น ก็หันไปมองหยางเฟยด้วยความเสียดายและพูดขึ้นว่า “ถ้ารู้ล่วงหน้าว่ามีคน้าซื้อยันต์ ผมก็คงจะไม่มอบยันต์ให้คุณใช้ฟรีๆ อย่างนี้หรอก”
หยางเฟย “…”
จางเหวินเทาหยิบนามบัตรส่งให้เย่ฝานพร้อมพูดว่า “คุณชายเย่ ต่อไปถ้ามีเื่อะไร ติดต่อฉันได้ทุกเมื่อ หากมียันต์ก็ขายให้ฉันได้”
เย่ฝานมองจางเหวินเทาและตอบไปว่า “ได้ครับๆ!” ได้พบกับคู่ค้าที่จิตใจกว้างขวางขนาดนี้ ทำให้เขาอิ่มเอมใจเป็อย่างยิ่ง
จางเหวินเทานำยันต์ปัดเป่าโรคภัยทั้งสิบแผ่นไปใช้กับผู้ที่มีอาการป่วย คนที่ได้ใช้ยันต์ไปแล้วจากที่ป่วยกระเสาะกระแสะก็ฟื้นคืนกำลังวังชา ไม่ต้องรอทีมกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือ ทีมวิจัยโบราณคดีต่างช่วยกันพยุงตัวเดินออกจากพื้นที่นั้น
งานสำรวจโบราณคดีในครั้งนี้ก็จบลงด้วยความล้มเหลว
