แม้ว่าล่าวไท่จุนจะเลือกข้างไปเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้โง่ ดังนั้นถึงตอนนี้จะมีอะไรที่นางยังไม่เข้าใจอีกบ้าง?
ทั้งหมดนี้ฉินหยีหนิงเป็คนทำหรือไม่?
ล่าวไท่จุนมองไปที่ฉินหยีหนิงด้วยคำถาม
ฉินหยีหนิงตอบนางด้วยรอยยิ้มเด็กดีซึ่งเท่ากับเป็การยอมรับแล้ว
ชั่วครู่หนึ่งล่าวไท่จุนไม่สามารถบอกได้ว่า ในใจของนางมีความรู้สึกอย่างไรกันแน่ มีความรู้สึกราวกับทั้งๆ ที่ตนมีความมั่นใจว่าที่ตัวเองนำมาเลี้ยงนั้นคือลูกสุนัขและพอพามันกลับบ้านมา เลี้ยงดูสักสองสามวัน ก็กลับพบว่ามันเป็หมาป่าตัวน้อย
ล่าวไท่จุนสังเกตฉินหยีหนิงมานานแล้ว และนางก็เชื่อในสันดานของฉินหยีหนิง แต่ว่าการแสดงออกหลายอย่างของฉินฮุ่ยหนิงนี่สิ ดูเหมือนว่าจะเป็คนที่สามารถทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ ในบ้านได้ และล่าวไท่จุนก็เชื่อในการตัดสินของฉินหวยหยวน เพียงแค่นางสับสนอยู่ในเวลาสั้นๆ นี้ แต่ลูกชายของนางไม่โดนหลอกง่ายๆ อย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าฉินหยีหนิงได้ทำอะไรมาแล้วบ้าง ถึงได้ทำให้เื่ราวมาถึงจุดจุดนี้ได้?
การที่บ่าวทั้งสองไปนั่งพูดคุยกันหลังูเาหินนั่นเป็เื่บังเอิญจริงๆ หรือ?
ไม่ว่านางจะทำอะไรก็ตาม ความจริงคล้ายกำลังตบหน้าคนที่เคยหัวเราะเยาะเย้ยฉินหยีหนิงอย่างแรง
ที่ได้กล่าวหาเด็กสาวว่า ‘เบื้องบนคดเคี้ยว เบื้องล่างก็คดเคี้ยวไปด้วย’ เป็ใครกันแน่ที่เบื้องบนคดเคี้ยวสั่งการให้บ่าวของตนใส่ร้ายบ่าวของลูกสาวคนโต?
ได้กล่าวหาว่านางไม่สามารถปกป้องบ่าวของตัวเอง จนคนอื่นจะทำอะไรบ่าวของนางก็ได้? บัดนี้รุ่ยหลานที่ยืนอยู่อย่างเด่นตระหง่านตรงนี้จะอธิบายว่าอย่างไร?
เคยเป็รุ่ยหลาน ตอนนี้เปลี่ยนเป็ซงหลาน นอกจากจะไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แล้ว มากกว่านั้นคือนางยังได้รับเงินเดือนจากจวนติ้งกั๋วกงอีก สถานะของนางยังเหนือกว่าบ่าวในจวนฉินคนอื่นๆ เสียอีก
ถ้านี่ไม่เรียกว่าสามารถปกป้องบ่าวของตนเองได้ ถ้าเยี่ยงนั้นควรทำอย่างไรถึงจะดี?
คุณหนูที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างก็ได้คิดทบทวนอย่างรอบคอบเกี่ยวกับเื่นี้ หากว่าเื่ดังกล่าวเกิดขึ้นกับพวกนาง ไม่แน่ว่า พวกนางคงอาจไม่สามารถพาบ่าวผู้ถูกใส่ร้ายกลับมาที่บ้านได้อีก หรือแม้ชีวิตของบ่าวก็อาจดับสูญั้แ่โดนเฆี่ยนด้วยไม้กระดานแล้วก็เป็ได้
สายตาของคุณหนูทั้งหลายที่มองดูฉินหยีหนิงแปรเปลี่ยนเป็เคารพนับถืออย่างมาก
ระยะเวลาความประหลาดใจของทุกคน อยู่ระหว่างลมหายใจเข้าออกเท่านั้น
หลังจากที่ซงหลานคำนับแล้ว ทุกคนก็เห็นเด็กสาวอีกคนซึ่งมีอายุราวสิบสองสิบสามปี หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มสวมเสื้อคลุมสีชมพูอ่อน รูปหน้าทรงผิงกั่ว นางคำนับด้วยความเรียบร้อย พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชัดแจ๋ว “บ่าวมีนามว่าปิงถาง คำนับล่าวไท่จุน คำนับคุณหนูทุกๆ คนเ้าค่ะ”
“ปิงถาง” ล่าวไท่จุนหันกลับไปมอง น้ำเสียงของนางแหบแห้งอยู่หลายส่วน ในใจคาดเดาถึงสถานะของนางได้อยู่หลายส่วน “ชื่อนี้ช่างหวานนะ แต่เดิมเ้ามีชื่อว่าอะไรหรือ?”
ปิงถางยิ้มกลับมาและกล่าวว่า “ตอบล่าวไท่จุน สกุลเดิมของบ่าวคือถางเ้าค่ะ”
ล่าวไท่จุนและคุณหนูคนอื่นๆ ต่างรู้ชัดเจนแล้วว่า คนนี้คือต้นเหตุที่ทำให้ฉินหยีหนิงต้องถูกขังที่ศาลบรรพบุรุษ สถานะของแม่นางถางเหนือกว่าซงหลานมาก
ล่าวไท่จุนเอ่ยขึ้น “แม่นางถางลุกขึ้นเถิด ไม่จำเป็ที่จะต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก” นางรู้วิธีการของสตรีชนชั้นสูงเ่าั้ดี คนที่เบื้องหน้าผู้นี้มีสตรีชนชั้นสูงคอยคุ้มครองอยู่ หากนางทำอะไรไปแม้แต่ครึ่งเดียว นางจะไม่ถูกสุนัขบ้าเ่าั้กลืนกินหรอกหรือ
ปิงถางกลับยิ้มแล้วเอ่ยพูด “ล่าวไท่จุนอย่าทำอย่างนี้เลยเ้าค่ะ ชีวิตของบ่าวได้รับการช่วยเหลือจากคุณหนูสี่ ในชีวิตนี้จะจงรักภักดีต่อคุณหนูสี่ ท่านเป็ท่านย่าของคุณหนูสี่ แน่นอนว่าเป็เ้านายของบ่าวด้วยเช่นกันเ้าค่ะ”
มุมปากของล่าวไท่จุนกระตุกแล้วกระตุกอีก
นางเป็นายหญิงมาเกือบตลอดทั้งชีวิต ตอนนี้บ่าวหญิงตัวเล็กๆ ยินดีที่จะคำนับนาง เป็เพราะว่าให้เกียรติฉินหยีหนิง?
ล่าวไท่จุนถูหน้าผากตัวเองแล้วโบกมือเป็เชิงบอกให้ซงหลานและปิงถางออกไปได้ แน่นอนว่าพวกนางทั้งสองไปยืนอยู่ข้างหลังฉินหยีหนิง
ทุกคนคุยกันสักพัก และแล้วก็ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยง
ล่าวไท่จุนพาหลานสาวทั้งหลายของนางเดินไปที่ห้องโถงดอกไม้ก่อนงานจะเริ่มขึ้น
ห้องโถงดอกไม้อบอุ่นประดุจฤดูใบไม้ผลิ โดยเดินผ่านประตูไม้กั้นแกะสลักพรห้าขนาดใหญ่ หันไปทางเก้าอี้ทางการสองแถวที่คลุมเก้าอี้ด้วยผ้าสีแดงเข้ม มีห้องโถงสองห้องที่อยู่ด้านหลังเก้าอี้ทางการ และมีฉากไม้พับเคลือบสีดำลายดอกไม้ประจำฤดูทั้งสี่ได้แก่ ต้นพลัม กล้วยไม้ ไม้ไผ่และดอกเบญจมาศ คอยปิดกั้นพื้นที่ระหว่างแขกผู้ชายและสมาชิกในครอบครัวที่เป็ผู้หญิง
ยวี้ฉือเยี่ยนสวมเสื้อคลุมสีม่วงสดใส สวมมงกุฎทองคำสีม่วงและคาดเข็มขัดหยกไผ่รอบเอว ในความรู้สึกสูงศักดิ์นี้กลับมีกลิ่นอายแห่งความรู้กำจายออกมาด้วยเช่นกัน
ล่าวไท่จุนกับเด็กสาวทั้งหลายไม่กล้ามององค์ชายรัชทายาทโดยตรง จากนั้นคำนับอย่างเป็ระเบียบ
ยวี้ฉือเยี่ยนยื่นมือเพื่อประคองล่าวไท่จุน ไม่ให้นางคุกเข่าลง “ล่าวเฟิงจุนรีบลุกยืนขึ้นเถิด อย่าพิธีรีตองให้มากเลย ท่านเป็มารดาของฉินไท่ซือ เปิ่นกงเป็ลูกศิษย์ของฉินไท่ซือ ตามหลักแล้วท่านเป็ผู้าุโของข้า”
ล่าวไท่จุนเอ่ยขึ้น “ไม่กล้าเพคะ” และเอ่ยพูดอีกว่า “มีความแตกต่างระหว่างยศถาบรรดาศักดิ์ หม่อมฉันไม่กล้าเกินเลยเพคะ”
หลังจากพูดคุยด้วยความเกรงใจแล้ว จากนั้นยวี้ฉือเยี่ยนก็หันไปมองฉินหยีหนิงด้วย
ในเวลานั้น ฉินหยีหนิงกำลังนั่งคุกเข่าอย่างสง่างามพร้อมๆ กับพี่สาวน้องสาวคนอื่นๆ ของนาง ย่อมไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของยวี้ฉือเยี่ยนซึ่งมองไปที่นางแต่อย่างใด
แต่ฉินหวยหยวน นายท่านสอง นายท่านสาม ล่าวไท่จุนและผู้าุโทั้งหลายต่างก็เห็นได้ชัดเจน
ล่าวไท่จุนตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นพลอยเกิดความคาดหวัง
ในยามนี้เื้ัของฉินหยีหนิงกับองค์ชายรัชทายาท ถือว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง
หากฉินหยีหนิงสามารถกลายเป็ชายาเอกขององค์ชายรัชทายาท เป็นายหญิงของวังตง ในอนาคต...
ล่าวไท่จุนคิดอย่างนั้นฝ่ามือของนางก็มีเหงื่อร้อนออกมาด้วยความตื่นเต้น
นางพาเด็กสาวทั้งหลายเดินผ่านฉากไม้แกะสลักไปยังห้องโถงฝั่งตะวันตก
ส่วนผู้ชายเดินไปที่ห้องโถงฝั่งตะวันออก
หลังจากที่ได้นั่งแล้ว ก็มีฉากไม้บังสายตาอยู่ รวมถึงมีห้องโถงกลางเพื่อแยกห้องทั้งสองฝั่งออกจากกัน และทั้งสองข้างก็มองไม่เห็นซึ่งกันและกัน แม้แต่เสียงก็ได้ยินไม่ชัดเจนอีกด้วย
ซุนซื่อ ฮูหยินสองและฮูหยินสามยืนเคียงข้างกันและคอยดูแลตักอาหารให้ล่าวไท่จุน
ใบหน้าของซุนซื่อนั้นมีอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ใต้ตาของนางมีสีคล้ำเป็วงรอบดวงตา เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนางอาจนอนหลับไม่สนิท นอกจากนั้น นางรู้แล้วว่าบ่าวที่อยู่เคียงข้างฉินฮุ่ยหนิงได้กระทำผิดไป และในห้องนี้ก็ไม่เห็นฉินฮุ่ยหนิงอีกด้วย จึงได้เอ่ยถามล่าวไท่จุนเสียงเบา
“ท่านได้ขังฮุ่ยเจี่ยร์ที่ห้องเก็บฟืนแล้วหรือเ้าคะ?”
เมื่อล่าวไท่จุนได้ยินคำถาม พลอยรู้สึกเบื่ออาหารทันที นางวางตะเกียบและหันมองซุนซื่อ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยคำตักเตือน “ฮุ่ยเจี่ยร์ได้กระทำความผิดเอง ที่ควรลงโทษก็จะต้องถูกลงโทษ เื่นี้เิเกอร์ได้ยื่นมือเข้ามาแล้ว เ้าก็ไม่ต้องจัดการแล้ว”
คำตอบทำให้มือของซุนซื่อสั่นระริก จนเกือบจะปล่อยให้ทั้งตะเกียบและจานกระเบื้องสีขาวขนาดเล็กหลุดจากมือ
อะไรเรียกว่าไม่ให้นางเข้ามาจัดการแล้ว? พวกเขาจะทำอะไรฮุ่ยเจี่ยร์หรือ!?
เมื่อวานนางมีเื่ทะเลาะกับฮุ่ยเจี่ยร์ก็จริง แต่ว่าฮุ่ยเจี่ยร์ยังคงเป็ลูกสาวที่นางเลี้ยงดูมาสิบสี่ปีเชียวนะ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกยังมีอยู่
ซุนซื่อรู้ว่าล่าวไท่จุนกำลังโมโห นางเพียงแค่ตอบด้วยรอยยิ้ม “ล่าวไท่จุน อย่าโกรธเลย ตอนนี้ยิ่งเป็ฤดูหนาวอีกด้วย มิหนำซ้ำนางยังเป็ลูกสาวอีกด้วย ส่งไปที่ห้องเก็บฟืนได้อย่างไรกัน? จะทำให้เจ็บป่วยขึ้นมาได้เลยนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงได้วางตะเกียบลงและล้างปาก นางมองดูซุนซื่ออย่างเงียบๆ
ส่วนผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่ว่าจะกำลังยุ่งอยู่กับทานอาหารจริงๆ หรือกำลังแสร้งทำเป็ยุ่งอยู่กับการทานอาหารก็ตาม แต่ทั้งหมดนั้นต่างก็เงี่ยหูเพื่อรับฟังความเคลื่อนไหวของซุนซื่อกับล่าวไท่จุนอยู่
ล่าวไท่จุนโบกมือแล้วเอ่ย “จะไม่มีการพูดถึงเื่นั้นในตอนนี้”
ซุนซื่ออยากจะคัดค้านต่ออีกสักประโยคสองประโยค แต่ฮูหยินสองและฮูหยินสามที่อยู่ด้านซ้ายขวาจับแขนของนางพร้อมพูดด้วยเสียงกระซิบ “พี่สะใภ้รักลูกสาวมาก อย่างน้อยก็รอให้สงบมากกว่านี้ค่อยพูดเถิด องค์ชายรัชทายาทยังอยู่นะ”
ซุนซื่อเม้มปากตนเองหลังได้ยินถ้อยคำตักเตือน นางคิดคำนวณอีกเล็กน้อยก็ยอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี
หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ตามด้วยการดื่มน้ำชา จากนั้นพิธีคารวะพระอาจารย์จึงได้เสร็จสิ้นลง สมาชิกทั้งหมดในครอบครัวต่างก็เดินมาส่งองค์ชายรัชทายาทกันอย่างพร้อมเพรียง กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความเคารพ เ้านายทั้งหลายเดินมาจนถึงประตูใหญ่
เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวบริเวณบนไหล่ของยวี้ฉือเยี่ยนนั้น มีสีม่วงประดับแซมอยู่ด้วย มันส่งเสริมรูปลักษณ์ทำให้เขาดูสูงศักดิ์อย่างมาก เขากำลังยืนอยู่ข้างๆ รถม้าและคำนับฉินหวยหยวนเพื่ออำลา
เขาคำนับเฉกเช่นอาจารย์และลูกศิษย์
ฝ่ายฉินหวยหยวนนั้นคืนคำนับในฐานะขุนนาง
ยวี้ฉือเยี่ยนขึ้นรถม้าคันหรูด้วยความช่วยเหลือของบ่าว จากนั้นเขายกผ้าม่าน ทอดสายตามองออกมาข้างนอกและอำลาผู้ชายตระกูลฉิน ทิ้งสายตาสุดท้ายไปยังสมาชิกหญิงผู้สวมเสื้อคลุมสีแดง ในบรรดาญาติผู้หญิงแล้ว นอกเหนือไปจากฮูหยินสามซึ่งสวมเสื้อคลุมสีกุหลาบแดง ก็มีเพียงฉินหยีหนิงที่สวมเสื้อคลุมตัวงามซึ่งประดับขนกระต่ายขาวและขนลิงอุรังอุตังสีแดงเท่านั้น
ในบรรดาอาภรณ์หลากสีสันนั้น สีหลักเป็สีที่สะดุดตาที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะมองเห็นนางได้ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ว่าในหัวของยวี้ฉือเยี่ยนก็ได้วาดรอยยิ้มของนางเอาไว้แล้ว
ทันใดนั้นหูและแก้มของเขาก็รู้สึกร้อน เขาทิ้งม่านลงพลางสั่งให้รถม้าขับออกไป
สายตาสุดท้ายขององค์ชายรัชทายาทที่มองมาจากที่ไกลๆ ญาติผู้หญิงทั้งหลายต่างก็สังเกตเห็น
แต่เป็เพราะพวกเขาอยู่ไกลเกินไป ทำพวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าใครคือคนที่องค์ชายรัชทายาทมองดู ฉินหยีหนิงรู้สึกว่านางไม่คุ้นเคยกับองค์ชายรัชทายาทจนต้องใช้สายตาพูดเพื่ออำลา ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดมาก
เพียงแต่ว่าคุณหนูเจ็ดซึ่งยืนเคียงข้างฉินหยีหนิง แก้มทั้งสองของนางได้แดงก่ำไปแล้วและค่อยๆ ผ่อนคลายลง หลังจากที่เมื่อสักครู่นี้ถูกจ้องมองจนทำให้แผ่นหลังของนางตึงแน่นไปหมด
องค์ชายรัชทายาทมองมาที่นางหรือ?
ตอนที่นางคุกเข่าอยู่ในห้องโถงดอกไม้ก่อนรับประทานอาหารนั้น คุณหนูเจ็ดก็ได้แอบเงยหน้าขึ้นมองอย่างลับๆ ตอนที่นางเงยหน้าขึ้นมอง ไม่คาดคิดเลยว่าองค์ชายรัชทายาทกำลังจะหันมามองที่นางอยู่พอดี นางก้มศีรษะลงด้วยความตื่นตระหนก แต่กลับรู้สึกว่าสายตาขององค์ชายรัชทายาทนั้นมองนาง และไม่ได้ขยับไปจากนางเป็เวลานาน
เมื่อสักครู่ตอนที่อำลา องค์ชายรัชทายาทต้องมองนางเป็แน่
สาวๆ ในครอบครัวต่างก็ไม่มีใครเคยรู้จักกับองค์ชายรัชทายาท มีเพียงนางคนเดียวที่เกือบจะได้สบตากับองค์ชายรัชทายาทในขณะที่คำนับอยู่
องค์ชายรัชทายาทสง่างามและหล่อเหลาถึงเพียงนั้น อีกทั้งยังมียศสูงศักดิ์ ปัจจุบันนี้ฮ่องเต้ก็มีโอรสเพียงแค่คนเดียวและองค์ชายรัชทายาทนั้นเป็ผู้ที่จะสืบทอดบัลลังก์ต้าเยี่ยนเพียงผู้เดียวในอนาคต
เมื่อคุณหนูเจ็ดนึกถึง ใจนางก็เต้นรัวขึ้นมาแล้ว
คุณหนูแปดเห็นคุณหนูเจ็ดกำลังยืนเหม่อลอยอยู่ ซึ่งคนอื่นๆ ต่างก็เดินกลับเข้าไปแล้ว แต่นางยืนหน้าแดงอยู่ที่เดิม จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามต้องความกังวล “พี่เจ็ด พี่เป็หวัดแล้วหรืออย่างไร? เหตุใดหน้าของพี่แดงถึงเพียงนี้เล่า?”
“อ๊ะ…ไม่! ไม่มีอะไร” คุณหนูเจ็ดตบแก้มของนางแล้วเดินตามฝูงชนกลับเข้าไปยังเรือนชั้นใน
องค์ชายรัชทายาทเดินเล่นในสวนดอกไม้หลังบ้าน นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอเื่เช่นนั้น แน่นอนว่าต้องจัดการเื่ดังกล่าว และเื่ยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกสาวบุญธรรมและลูกสาวคนโตของบ้านใหญ่อีกด้วย หลังจากที่ฮูหยินสองและฮูหยินสามส่งล่าวไท่จุนที่ประตูของเรือนสื่อเซี่ยวแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้เข้าไปด้วยแต่อย่างใด พวกเขาต่างก็พาคนของบ้านตัวเองกลับไปแล้ว
ซุนซื่อไม่รอให้ผู้คนเดินออกไปไกลและไม่รอให้เข้าประตูก่อนด้วย นางดึงแขนเสื้อของล่าวไท่จุนด้วยความกระวนกระวายและวิงวอน “ท่านแม่ หรือว่าพวกเราปล่อยฮุ่ยเจี่ยร์ออกมาก่อนเถิดเ้าค่ะ ถ้าเกิดนางหนาวจนเป็อะไรขึ้นมาจะไม่ดีนะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนไม่ชื่นชอบหน้าตาเป็องค์หญิงไร้เดียงสาของซุนซื่อที่สุด อายุสิบกว่าปียังสามารถพูดได้ว่านางเยาว์วัยน่ารักไร้เดียงสา อายุยี่สิบสามสิบปีสามารถบังคับให้บอกว่านางโตช้ากว่าวัย แต่ตอนนี้นางอายุสี่สิบแล้ว หน้าตาของนางที่ดูเหมือนว่านางจะไม่เข้าใจอะไรเลยนั้น จะคู่ควรกับลูกชายคนโตที่เก่งโดดเด่นของนางได้อย่างไรเล่า? คนเยี่ยงนี้นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็สะใภ้ของครอบครัวฉิน ช่างเป็เื่ที่ตลกเสียจริงๆ
นางผลักมือของซุนซื่อออกด้วยความรังเกียจ ตามด้วยประโยคซึ่งถูกกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ “เ้าขอร้องข้า? ข้ายังไม่ได้ถามเ้าเื่สั่งสอนลูกสาวของเ้าเลย หยีเจี่ยร์กลับมาช้าหน่อย ไม่ต้องให้เ้าสั่งสอน แต่ฮุ่ยเจี่ยร์ล่ะ? อยู่กับเ้ามาสิบสี่ปี แต่เ้ากลับสอนหลานสาวออกมาเป็อย่างไร? ในฐานะลูกสาวบุญธรรมไม่รู้จักอยู่สงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว นึกไม่ถึงว่าเพราะสถานะของลูกสาวบุญธรรมจะอิจฉาริษยาลูกสาวคนโต จึงได้สั่งให้บ่าวเคียงข้างตนใส่ร้ายบ่าวของลูกสาวคนโต จนทำให้หน้าตาของลูกสาวคนโตนั้นต้องอับอายขายหน้า ซุนซื่อเ้าบอกข้าสักหน่อยได้หรือไม่ว่า นี่เป็กฎระเบียบที่เ้าสอนหรือ”
