ฉินหยีหนิงไม่รู้ความคิดของผู้ที่อยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย หลังจากนางตั้งใจขอพรเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นยืน
ในขณะเดียวกัน ข้างนอกห้องโถงได้มีเสียงออดอ้อนอ่อนหวานของผู้หญิงดังขึ้น
“...ใช่เพคะ เฉินเชียยังจำได้ว่าตอนนั้นฝ่าาเต็มไปด้วยพลังและจิติญญา เมื่อนึกถึงตรงนี้ ก็รู้สึกอารมณ์ดีที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งนะเพคะ”
ฉินหยีหนิงรู้สึกประหลาดใจอยู่พักหนึ่ง นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง กลับถูกผางเซียวจับมือพาเดินอ้อมรูปปั้น ไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังศาลเ้าโต้วหมู่หยวนจวินอย่างรวดเร็ว
ฉินหยีหนิงตื่นตระหนกส่งเสียงร้องอุทาน แต่ปากถูกมือกร้านประกบอย่างแรง เอวของนางถูกโอบรัดด้วยแขนเหล็ก ซ้ำร้ายทั้งตัวของนางก็อยู่ในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าเสียแล้ว
แก้มของนางร้อนขึ้นในทันใด หางตาทันได้เห็นว่าถางเิก็ถูกผู้ติดตามของชายหนุ่มกระทำในลักษณะเดียวกัน หัวใจของนางพลอยมีความวิตกกังวลอยู่หลายส่วน
อึดใจต่อมากลับได้ยินเสียง “แกร๊ก แอ๊ด” ดังมาจากประตูห้องโถงใหญ่ ก่อนมันจะถูกผลักเปิดและปิดอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของหญิงสาว นางพูดว่า “ฝ่าา ฝ่าาดูสิเพคะ ที่นี่ยังคงเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด”
เสียงชายชราตอบนาง “ใช่ ตอนนั้นเจิ้นโชคดีที่มาที่นี่ เจิ้นมองเทวรูปั้แ่ตอนแรกก็รู้สึกว่าน่าเกรงขามและสง่างาม แต่ในนั้นกลับมีเสน่ห์แฝงอยู่ด้วย ตอนนั้นเจิ้นมีความสุข จึงอดไม่ได้ที่จะดูหลายๆ ครั้ง แต่ใครจะรู้ เมื่อเจิ้นออกจากประตูเซียนกูกวน เพิ่งจะได้ลงบันได ก็ได้เจอเ้าที่กำลังก้าวเท้าขึ้นบันไดมา”
เสียงกรอบแกรบของเครื่องแต่งกายปะปนกับเสียงตื่นตระหนกของผู้หญิงดังขึ้น
“หยูโร๋ว ตอนนั้นเจิ้นคิดว่า...หรือสิ่งที่เจิ้นปรารถนานั้นเทพแห่งฟ้าจะรู้แล้ว จึงส่งเทพธิดาจาก์ให้มาอยู่ข้างๆ เจิ้น เพื่อแก้ปัญหาดับความทุกข์ให้เจิ้นหรืออย่างไร?”
“เฉินเชียมีอายุขนาดนี้แล้ว จะเรียกว่าเป็เทพธิดาได้อย่างไรกันเพคะ แต่ฝ่าามีเกียรติยศสูงสุด เทพแห่งฟ้าดูแลใส่ใจนั้นเป็เื่จริง ยาอายุวัฒนะที่หลิวเซียนกูให้ในครั้งนี้ หลังจากที่ฝ่าาใช้แล้ว จะต้องมีพลังวังชาดั่งัเสือนะเพคะ” น้ำเสียงของผู้หญิงมีเสน่ห์อย่างมาก
ฝ่ายผู้ชายยังหัวเราะคลอเคล้าอย่างมีความสุข แต่เสียงนั้นคล้ายว่าลิ้นอ้อแอ้อยู่เล็กน้อย
บทสนทนาทั้งหมดทำให้ฉินหยีหนิงหน้าหูแดงก่ำ ข้างล่างของรูปปั้นโต้วหมูหยวนจวินมีรูเล็กๆ ที่สามารถแอบดูได้ นางเห็นหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในอ้อมแขนของชายชราร่างสูงผมหงอกวัยหกสิบปี ริมฝีปากของพวกเขาััพัวพันกันอย่างดูดดื่ม ดั่งฟืนร้อนแผดเผา เป็จูบที่เร่าร้อนและรุนแรงยิ่ง
ฉินหยีหนิงเคยเห็นฉากดังกล่าวเสียที่ไหนกัน ใบหน้าของนางกำลังโดนเผาไหม้ แก้มทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็แดงเถือก นางรีบหันหลังอย่างรวดเร็ว และเข้าชนกับอ้อมแขนของชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังพอดิบพอดี
ลมหายใจของชายแปลกหน้าเป่ารดลงบนปลายจมูก นางได้กลิ่นธูปผสมกับกลิ่นกายคนแปลกหน้าซึ่งเจือด้วยกลิ่นหญ้าสีเขียวที่ไม่เคยได้สูดดมมาก่อน กลิ่นกายของเขาให้ความรู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งและมันบุกเข้าไปในร่างกายโดยที่นางไม่อาจยับยั้ง
นางเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าคุณชายคนนั้นไม่ได้มองนางเลย แต่นางเห็นอารมณ์บนใบหน้าอันหล่อเหลา เขากำลังประหม่าขณะที่สายตาจ้องสังเกตเหตุการณ์ด้านนอกจากช่องว่างของศาลเ้าโต้วหมู่หยวนจวิน
เขาจริงจังและประหม่ามากเช่นกัน นั่นทำให้ฉินหยีหนิงสงบลงมาก
ฟังคนข้างนอกพูดคุยกัน นางก็รู้แล้วว่าคนที่มานั้นเป็ใคร
คาดไม่ถึงเลยว่าฮ่องเต้และปีศาจหวงโฮ่วจะมี่เวลาเช่นนั้นมาก่อนด้วย ไม่นึกเลยว่าฮ่องเต้จะบัดซบถึงขนาดอยู่ต่อหน้าเทวรูปโต้วหมู่หยวนจวินก็ยังนึกถึงแต่เื่บิดเบี้ยว ซ้ำร้ายยังกล้าทำเื่เยี่ยงนี้...
อย่างไรก็ตามสิ่งเ่าั้ยังไม่เพียงพอ
วิธีการของฮ่องเต้และหวงโฮ่ว ทำให้มุมมองของฉินหยีหนิงที่เคยคิดนั้นเปลี่ยนไป พวกเขาถอดเครื่องแต่งกายครึ่งหนึ่งและมีอะไรกันบนฟูก ความอ่อนโยน เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของผู้หญิงและการหายใจลึกๆ ของผู้ชาย เสียงกระแทกดังเข้ามาถึงหูของฉินหยีหนิง ทำให้นางอยากหาที่หลบเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นและได้ยินสิ่งเ่าั้ ทว่านางทำได้เพียงปิดหูหลับตาให้สนิทเพื่อหลบหนีจากฉากที่น่าอาย ขณะเดียวกันในหัวใจของนางกลับด่าทอปีศาจหวงโฮ่วและฮ่องเต้สารเลวเป็พันครั้ง
ผางเซียวก้มหน้ามองเด็กสาวที่ทำสีหน้าเกลียดชังจนซุกใบหน้าของตนเองมุดเข้าไปในอ้อมแขนของเขา นั่นทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนของเขาปรากฏบนริมฝีปาก เขาเลื่อนสายตามองไปที่คนสองคนซึ่งกำลังทำเื่บัดซบอยู่ข้างนอก พร้อมความคิดหนึ่งพุ่งเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
หากเขา้าสังหารฮ่องเต้สารเลวแห่งแคว้นต้าเยี่ยน ตอนนี้มันง่ายดายมาก
แม้กระนั้นเมื่อคำนวณถึงผลกำไรขาดทุน เขาจำต้องหยุดความคิดที่จะลงมือฆ่าอีกฝ่ายไว้ ฮ่องเต้สารเลวและอ่อนแอคนนี้มีชีวิตอยู่ จะสามารถนำผลประโยชน์มาสู่ราชวงศ์ต้าโจวได้มากกว่าที่เขาเสียชีวิตเสียอีก
และในไม่ช้าฉากเมฆฝนก็หยุดลง ผู้หญิงคนนั้นชื่นชมความแข็งแรงของฮ่องเต้อย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน ทั้งสองจุมพิตกันและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนจะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยพร้อมก้าวเท้าออกไปด้านนอกพร้อมกัน
นิ่งรอจนกระทั่งประตูห้องโถงใหญ่ถูกปิดลงและด้านนอกเงียบกริบแล้ว ฉินหยีหนิงถึงได้รู้สึกตัว นางรีบถอยห่างออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม
ส่วนถางเิที่อยู่ฝั่งนั้นก็หน้าแดงหูแดงก่ำและรีบวิ่งเข้ามาอยู่ข้างๆ ฉินหยีหนิง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยหมอกและเหมือนกำลังจะร้องไห้
ฉินหยีหนิงจับมือถางเิ นางไม่กล้ามองคุณชายแปลกหน้าซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม จากนั้นก็หันหลังหนี
ถางเิจับมือฉินหยีหนิงเดินไปหามุมเงียบสงบก่อน พวกนางซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าของทั้งคู่ยังคงแดงเถือก และในเวลานี้พวกนางก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ถางเิกัดฟันและเอ่ยพูดว่า “นึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้สารเลวกับปีศาจหวงโฮ่วจะทำเื่บัดซบได้ถึงเพียงนี้ ข้าว่าหน้าตาของฮ่องเต้เห็นได้ชัดว่าจะนำความหายนะและทำให้แคว้นล่มสลาย นึกไม่ถึงว่าปีศาจหวงโฮ่วดวงแข็งนัก จนทำให้คนในครอบครัวของข้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต เทพแห่ง์เหตุใดถึงไม่เปิดตาดูแล้วฟ้าผ่านางให้ตายไปเสียเถิด”
ถางเิพูดพลางดวงตาทั้งสองมีน้ำตาไหลร่วงลงมา
ฉินหยีหนิงเช็ดน้ำตาให้นางด้วยความตื่นตระหนก ในยามนั้นนางรู้สึกว่าคำปลอบประโลมใดๆ ต่างก็ใช้การไม่ได้ หากพูดเสริมอีก จะรอดพ้นจากความเสียหายที่ครอบครัวถางเิถูกกระทำอย่างอยุติธรรมหรือ นางดูเป็คนร่าเริง แต่ในใจของนางนั้นกลับซ่อนความเ็ปเอาไว้
ฉินหยีหนิงปลอบประโลมด้วยคำพูดอยู่นาน เห็นถางเิค่อยๆ หยุดร้องไห้แล้ว จึงได้เอ่ยขึ้น “ข้ารู้ว่าเ้าเสียใจ แต่ว่าชีวิตของเราทั้งชีวิต ใครๆ ต่างก็ต้องประสบความยากลำบากกันทั้งนั้น นึกถึงอดีต เสียใจ คิดถึง เกลียดชังต่างก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใด คนเราจะต้องมองไปข้างหน้าถึงจะถูก วันข้างหน้าเ้าอยู่ข้างๆ ข้า พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้าจะไม่ทิ้งเ้าไว้คนเดียวอย่างแน่นอน เราทั้งสองเป็คู่หูกันอย่างไรเล่า”
ถางเิรู้สึกประทับใจในคำพูดที่จริงใจของฉินหยีหนิง นางซาบซึ้งจนอยากจะร้องไห้อีกครั้ง นางสูดจมูกและพูดขึ้น “คุณหนู ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนที่มีจิตใจดีที่สุด”
ฉินหยีหนิงยิ้มและจัดการผมยุ่งเหยิงรุงรังข้างหูของถางเิ ทั้งกล่าวว่า “เกรงว่าวันข้างหน้าเ้าจะต้องเปลี่ยนชื่อแล้ว และรุ่ยหลานก็เช่นกัน สองวันนี้เ้ากับรุ่ยหลานปรึกษากันก่อนเถิด ข้าไม่ได้อ่านหนังสือมากเท่าใดนัก จึงตั้งชื่อดีๆ ให้ไม่เป็ เ้าลองคิดชื่อที่ชอบเถิด”
“ข้าจะกลับไปคุยกับรุ่ยหลาน ส่วนชื่อของข้านั้นง่ายนิดเดียว” ั์ตาของถางเิกลอกไปมาพร้อมยิ้มและเอ่ยขึ้น “ข้าชื่อปิงถาง”
“ปิงถาง?” ฉินหยีหนิงหัวเราะ “ดี ชื่อนี้เหมาะกับเ้า แต่เดิมเ้าก็เป็คนหวานๆ แล้ว วันข้างหน้าเรียกว่าปิงถาง ชีวิตก็ต้องหวานๆ อย่างแน่นอน”
“ใช่แล้ว จะต้องหวานๆ อย่างแน่นอน อีกอย่างปิงถางอร่อยด้วย ดีมากเลย”
ทั้งสองมองหน้ากันและหัวเราะ ใจของพวกนางมีความรู้สึกผ่อนคลายอยู่ไม่น้อย ฉินหยีหนิงจึงเอ่ยขึ้น “พวกเราลงไปกันเถิด เดี๋ยวฮูหยินจะวิตกกังวลเอาได้ สักพักถ้าเจอฮูหยินแล้ว พวกเราต้องไม่พูดคำใดทั้งสิ้น ถือว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
“ได้เ้าค่ะ ข้าอำพรางเื่เก่ง”
ทั้งสองจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ จากนั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีจุดสงสัยแล้วก็เดินลงทันที
เมื่อถึงข้างล่างแล้ว เห็นแม่นมเปามองมาแต่ไกล ฉินหยีหนิงกับถางเิจับมือกลับมาอย่างมีความสุข แต่ใบหน้าของนางเหมือนมีความยากลำบาก จากนั้นพูดว่า “คุณหนูกลับมาแล้ว รีบขึ้นรถ อุ่นร่างกายเถิดเ้าค่ะ”
“รบกวนแม่นมเปาแล้ว ท่านยายคงรอจนกังวลแล้ว? ข้าเดินรอบๆ วัดกับถางเิ จึงทำให้ใช้เวลานานไปหน่อย”
พูดพลางเดินพลางจนได้มาถึงหน้ารถม้า ฉินหยีหนิงกับถางเิเหยียบบันไดเก้าอี้สีแดงขึ้นรถม้า เห็นฮูหยินติ้งกั๋วกงยิ้มด้วยความอบอุ่นและนั่งอยู่ตรงกลาง ฉินหยีหนิงจึงยกเื่ที่ผ่อนคลายมาพูด นางพูดเกี่ยวกับทิวทัศน์ที่เห็นในวัดเมื่อสักครู่นี้
เมื่อพูดจบแล้ว ฮูหยินติ้งกั๋วกงเอ่ยถามขึ้นด้วยความอ่อนโยน “ในวัดเมื่อสักครู่นี้ ได้เจอกับผู้ใดบ้างหรือไม่?”
ฉินหยีหนิงตระหนกจนหัวใจเต้นตึกๆ ทว่าสีหน้าไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมา นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “ก็ไม่มีนี่เ้าคะ เห็นเพียงแค่ฮูหยินเด็กสาวท่านหนึ่งไกลๆ แต่ก็ไม่ได้เจอกันจริงๆ จังๆ เ้าค่ะ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้ยินคำตอบของนาง ก็ครุ่นคิดและมองไปที่ถางเิ แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
ฉินหยีหนิงรู้ว่า ท่านยายอาจจะเจอกับหวงโฮ่วแล้ว และรู้สถานะของนาง อยากจะใช้โอกาสนี้บอกนางว่าหวงโฮ่วมาที่นี่ แต่ก็เกรงว่าเื่นี้อาจจะทำให้ถางเิเสียใจก็เป็ได้ จึงเก็บเื่ของหวงโฮ่วกลืนกินเข้าไปไม่พูดออกมา
เพียงแต่ว่าท่านยายไม่รู้ว่า เมื่อสักครู่ที่ห้องโถงใหญ่นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางยังได้ยินการสนทนาระหว่างฮ่องเต้กับหวงโฮ่ว ทั้งสองคนพูดถึงการกินยาอายุวัฒนะของฮ่องเต้ที่คิดค้นโดยหลิวเซียนกู
ั้แ่ไหนแต่ไรมาฮ่องเต้ต่างก็้าหาวิธีที่จะทำให้ตนเองมีชีวิตอยู่ตลอดไป และฮ่องเต้ชิงหลงก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่ที่นางแปลกใจก็คือ หลิวเซียนกูหน้าเืนั่นยังมีความเชี่ยวชาญวิชาทำยาอายุวัฒนะอีกด้วย
ท่านผู้นี้ถือได้ว่าเป็คนลึกลับซับซ้อนไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ
อย่างน้อยๆ ฉินหยีหนิงก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่า นางเป็คนหน้าเืจริงๆ หรือเพราะแกล้งทำกันแน่ แต่ยิ่งกว่านั้นคือไม่สามารถรู้ได้ชัดแจ้งว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ของนางมีความกว้างขวางถึงเพียงใด และสิ่งที่นางเชี่ยวชาญเ่าั้เป็เื่จริงหรือหลอกกันแน่นะ
รถม้าไปส่งถางเิที่โรงเตี๊ยมท่าหยุนก่อน ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้สั่งการให้ไปส่งฉินหยีหนิงกลับจวนฉินด้วย
ฉินหยีหนิงอำลาฮูหยินติ้งกั๋วกง ทว่าหลังจากนั้นไม่ได้กลับจวนในทันที แต่นางไปที่บ้านของหัวหน้าจงก่อน เพื่อสั่งให้นำเงินหนึ่งพันหกร้อยเหลียงไปให้หลิวเซียนกูที่เซียนกูกวน
หัวหน้าจงเมื่อได้ยินจำนวนเงินมหาศาลเช่นนั้น ก็ตกตะลึงและเอ่ยขึ้น “ล่าวเต้ากูท่านนั้นนึกไม่ถึงเลยว่าจะปากใหญ่เท่าสิงโตถึงเพียงนี้”
เขามีความละอายอยู่หลายส่วน เพราะเป็เขาเองที่ขอร้องนาง ทำให้ฉินหยีหนิงต้องมาจัดการเื่ของถางเิ ไม่คิดเลยว่าการไปจวนท่านอ๋องหนิงนั้นจะต้องรับผิดชอบกับความเสี่ยง กลับมายังต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อทำเื่ลาสึกอีกด้วย
ฉินหยีหนิงยิ้มและเอ่ยขึ้น “เงินที่หามาได้ก็เอาไว้ใช้ เพียงแค่มั่นใจได้ว่าใช้เงินในทางที่ถูกต้องก็เพียงพอแล้ว ชีวิตของคุณหนูถางกับเงินเท่านี้ย่อมเทียบไม่ได้ อีกอย่างถ้าใช้คำพูดของฮูหยินติ้งกั๋วกงมากล่าว นี่ก็เป็การสะสมผลบุญให้ตัวเองเช่นกัน”
“คุณหนูเป็คนที่มีพลังความคิดที่ดี มีจิตใจดีและมีความเมตตา อนาคตจะต้องมีสิ่งดีๆ ตอบแทนอย่างแน่นอน” หัวหน้าจงได้สั่งคนงานให้ไปจัดการ จากนั้นจึงได้ไปส่งฉินหยีหนิงกลับจวนด้วยตัวเอง
เมื่อกลับมาถึงประตูฉิน ท้องฟ้าก็มืดแล้วและเกือบจะถึงเวลาลงกลอนประตูแล้วด้วย
ฉินหยีหนิงนั่งรถม้าไปที่ประตูสอง และตรงดิ่งไปเรือนสื่อเซี่ยว
แม่นมฉินกำลังพูดคุยกับจี๋เสียงด้วยเสียงเบา เมื่อเห็นฉินหยีหนิงกลับมาถึง ทั้งสองต่างก็ยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาพร้อมค้อมตัวคำนับ
“คุณหนูสี่กลับมาแล้ว ล่าวไท่จุนยังบ่นถึงคุณหนูอยู่เลย กังวลว่าระหว่างทางไม่ปลอดภัยและกลัวว่ามีปัญหาอะไรทำให้ต้องเสียเวลาล่าช้าลงน่ะเ้าค่ะ”
“ทำให้ล่าวไท่จุนต้องกังวลแล้ว เป็ความผิดของข้าเอง ล่าวไท่จุนพักผ่อนหรือยังเ้าคะ?”
“ยังเลยเ้าค่ะ เชิญคุณหนูเข้ามาเถิดเ้าค่ะ”
แม่นมฉินนำฉินหยีหนิงเดินเข้าไปในห้อง ดูแลถอดเสื้อคลุมให้นาง จากนั้นก็เดินเข้าไปข้างในเพื่อรายงาน
เมื่อได้รับอนุญาตจากล่าวไท่จุนแล้ว ฉินหยีหนิงยิ้มและเดินเข้าไปในห้อง จากนั้นก็คำนับและเอ่ยขึ้น “ล่าวไท่จุน หลานกลับมาแล้วเ้าค่ะ เป็เพราะว่าทางไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ทำให้เสียเวลา จึงทำให้ท่านต้องกังวลแล้ว เป็ความผิดของหลานเองเ้าค่ะ”
ล่าวไท่จุนสวมเสื้อยาวสีเขียวเข้ม นั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงและสูบยาเส้น หลังจากเคาะกล้องยาสูบสองครั้ง นางจึงเอ่ยว่า “เ้าไปกับท่านยายของเ้าจะเกิดอะไรได้หรือ? เป็เพราะข้าที่แก่แล้วเป็ห่วงไปเองก็เท่านั้น วันนี้ทุกอย่างราบรื่นหรือไม่?”
“ทุกอย่างราบรื่นเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงตั้งใจเก็บคำพูดหึงหวงของล่าวไท่จุนซ่อนเอาไว้ และเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง “ล่าวไท่จุนทานอาหารเย็นหรือยังเ้าคะ ทานได้อร่อยหรือไม่เ้าคะ?”
ล่าวไท่จุนเคาะกล้องยาสูบยาวและเอ่ยขึ้น “ไม่สบายใจ จะกินเข้าไปได้อย่างไรกันเล่า”
หลังจากฉินหยีหนิงได้ยินเช่นนั้นก็มีความสงสัยอย่างมาก นางเหลือบไปมองแม่นมฉิน
