ภายในจวนชางหรงโหว
“อะไรนะ ถึงกับมีเื่เช่นนี้เชียวหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยากจะเชื่อหูของตน จะเหลวไหลเกินไปแล้ว หากเื่นี้แพร่ออกไป ผู้อื่นจะไม่กล่าวว่านายท่านของบ้านรองเป็ตัวโง่งม ถูกสตรีหลอกลวงควบคุมไว้บนฝ่ามือหรอกหรือ? “ไม่อาจปล่อยสตรีผู้นี้ไปง่ายๆ โดยเด็ดขาด!”
“นายท่านรองส่งสตรีผู้นั้นกลับไปที่บ้านเกิดแล้วเ้าค่ะ อย่างไรเสียก็ไม่อาจสนองคุณด้วยความแค้นได้” อวิ๋นซูลูบหลังฮูหยินผู้เฒ่าเบาๆ พลางอธิบาย
“เฉิงซีเล่า? ฟื้นแล้วหรือไม่?”
อวิ๋นซูพยักหน้า “คุณชายซีได้สติแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่าแไฟไหม้บนร่างกายยังต้องระมัดระวังให้มาก ซูเอ๋อร์ทิ้งยาทาเอาไว้ให้แล้ว คิดว่าเขาคงไม่กล้าออกไปสู้หน้าผู้คนอีกหลายเดือนเลยทีเดียวเ้าค่ะ”
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ นี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจินตนาการได้ถึงท่าทางอันน่าเกลียดของเด็กผู้นั้น อย่ามองว่าเขาเป็เพียงคุณชายน้อยผู้หนึ่ง หลิ่วเฉิงซีให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของตนเองเป็อย่างยิ่ง ขนาดบนใบหน้ามีรอยแมลงกัดแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ยอมเหยียบย่างออกนอกประตูไปให้ผู้ค้นพบเห็นโดยเด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแผลไฟไหม้เลย
“มีซูเอ๋อร์คอยจัดการ ย่าย่อมวางใจ!” ฮูหยินผู้เฒ่าตบลงบนหลังมือของอวิ๋นซูเบาๆ
แม่นมเดินเข้ามาจากข้างนอก ในมือยังถือตะกร้างดงามอยู่ใบหนึ่ง
“นี่คืออะไร?”
“ตอบฮูหยินผู้เฒ่า นี่คือของที่คุณหนูรองสั่งให้คนส่งมาเ้าค่ะ กล่าวว่าเป็ขนมพระราชทานจากไทเฮา อยากจะให้ฮูหยินผู้เฒ่าชิมเสียหน่อย”
“ฮ่าๆ ของพระราชทานจากไทเฮา...” ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความหมายล้ำลึก
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังคงเข้าวังไปอยู่เป็เพื่อนไทเฮาอยู่บ่อยๆ หลังจากอวิ๋นซูกลับมาก็ไม่เห็นหน้านางเลยแม้แต่ครั้งเดียว รู้สึกสบายหูไม่น้อย ไม่ทราบว่าเป็การจัดการของฮูหยินผู้เฒ่าหรือไม่ ถึงแม้ว่าพวกเหลยซื่อจะมาคารวะทักทายทุกวัน แต่กลับไม่พบอวิ๋นซู นางไม่อยากให้คนเหล่านี้มาทำลายอารมณ์ของตนเอง
ฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองท่าทางของอวิ๋นซู ในใจคิดว่าในเมื่อกลับมาแล้วตนเองควรจะไตร่ตรองให้ดีๆ ว่าขั้นต่อไปจะทำอย่างไร แน่นอนว่าหากอวิ๋นซูสามารถเป็พระชายารัชทายาทได้จริง เช่นนั้นก็ไม่เลวเลย แต่จวนโหวและจวนแม่ทัพก็จะฉีกหน้ากันอย่างชัดเจน หากนางเป็พระชายา สำหรับจวนโหวแล้วจะมีคุณมากกว่าโทษ หรือมีโทษมากกว่าคุณ?
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี นางสามารถมองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง การอบรมสั่งสอนหลายปีไม่ได้ทำให้นางฉลาดขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย กลับบ่มเพาะให้เกิดนิสัยโอหังอวดดี หากคนเช่นนี้เป็พระชายารัชทายาท เอาเถิด นางไม่ขอให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเพิ่มพูนความรุ่งโรจน์แก่จวนโหว ขอเพียงนางไม่ก่อเื่จนพัวพันมาถึงจวนโหวก็พอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงเรือนไผ่ อวิ๋นซูกลับพบบุรุษผู้หนึ่งอยู่ในห้องโถง
เมื่อคนผู้นั้นพบอวิ๋นซูก็รีบหยัดกายยืนขึ้น ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกส่งให้ถึงมือนาง จากนั้นส่งเสียงครั้งหนึ่งแล้วหายไปจากเรือนไผ่
“เอ๋ คนเล่า?” อวี้เอ๋อร์ยกชาออกมาจากห้องด้านใน แต่บนเก้าอี้ไหนเลยจะยังมีเงาร่างของบุรุษผู้นั้นอยู่อีก
อวิ๋นซูกำลังอ่านจดหมายในมือ เมื่อเห็นอวี้เอ๋อร์เดินเข้ามา จึงพับจดหมายอย่างเรียบเฉย
“...คุณหนู เป็จดหมายของรัชทายาทใช่หรือไม่เ้าคะ?” น้ำเสียงอันกระตือรือร้นของสาวใช้ผู้นี้ไม่ได้ทำให้อวิ๋นซูสนใจมอง เมื่อเห็นคุณหนูไม่สนใจตนเอง อวี้เอ๋อร์จึงทำได้เพียงแลบลิ้น เมื่อครู่นี้ตอนที่บุรุษผู้นั้นปรากฏตัว อวี้เอ๋อร์ไม่กล้ามองตาเขาตรงๆ ด้วยกลัวว่าจะถูกเขาเห็นความผิดพลาดของตน จดหมายของรัชทายาทครั้งที่แล้วถูกทิ้งเอาไว้ที่นางระยะหนึ่ง โชคยังดีที่เขากล่าวว่าจะรอให้คุณหนูกลับมาแล้วจะมอบให้นางด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นเกรงว่าตนจะต้องมือสั่นในยามที่รับจดหมายเป็แน่
ในจดหมาย รัชทายาทนัดหมายให้นางไปพบเขาที่ถนนหน้าเหลาอาหารในวันนี้ อีกทั้งยังสงสัยว่าเขาทำให้นางโกรธเคืองหรือไม่ หลายวันมานี้ทุกครั้งที่ส่งคนมาเรือนไผ่จึงไม่พบคนของนาง อวิ๋นซูหัวเราะอย่างไร้เสียง เหตุใดนางต้องโกรธเขาด้วย?
บนถนนมีผู้คนสัญจรมา ทั้งยังมีชาวบ้านสนทนากันถึงหัวข้อโรคระบาดในเจียงหนานอย่างไม่ขาดสาย อวิ๋นซูที่แต่งกายเป็บุรุษเดินอยู่บนถนน เมื่อเห็นภาพอันคึกคักเช่นนี้ ในสมองจึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพผู้ประสบภัยกำลังแย่งชิงอาหารกัน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโศกเศร้าอยู่ในใจ
คนบางคนต่อสู้เพื่อชื่อเสียง ในขณะเดียวกัน บางคนกลับสู้สุดชีวิตเพื่อข้าวเพียงเม็ดเดียว
ในห้องริมหน้าต่างชั้นบน ตงฟางซวี่ที่แต่งกายธรรมดายืนมองถนนอยู่ริมหน้าต่าง ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานกลับมาว่าวันนี้ได้เจอคุณหนูหก เช่นนั้นนางก็ควรจะมากระมัง เมื่อคิดถึงตรงนี้จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปจัดผมของตน ไม่ได้พบกันนานไม่รู้ว่านางจะสบายดีหรือไม่
บนถนนปรากฏเงาร่างอันคุ้นเคยขึ้น ดวงตาของตงฟางซวี่สว่างวาบ ใจเต้นตึกตักอย่างระงับไม่อยู่ เขารีบกลับไปนั่งที่ ไม่ได้ เช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าจิตใจเหลาะแหละ ไม่จริงจังพอหรือไม่?
จากนั้นจึงยืนขึ้น เขาคิดจะเดินไปที่ประตู จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เช่นนี้ไม่ได้ หากว่าจริงจังเช่นนี้จะทำให้คุณหนูหกใหรือไม่?
“คุณชายเชิญด้านในขอรับ”
ไม่รอให้เขาคิดให้ดีว่าจะทำท่าทางอย่างไรต่อหน้าอวิ๋นซู ประตูก็ค่อยๆ เปิดออก
เมื่อได้เห็นนางอีกครั้ง ตงฟางซวี่รู้สึกได้เพียงมีคําพูดนับพันนับหมื่นติดอยู่ที่ใจ ถูกสายตาที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ทำให้สงบลง นางสบตาพยักหน้าให้อย่างเป็ธรรมชาติ น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้น “ฝ่าา”
สายตาของตงฟางซวี่เปล่งประกาย อวิ๋นซูพลันรู้สึกตัวว่าที่นี่คือนอกวัง “คุณชายซวี่”
นางผ่ายผอมลงไปมาก มีเพียงผิวที่ยังคงขาวนวล เอวบางราวกับจะปลิวลม ราวกับว่าหากไม่ระวังก็สามารถหักได้อย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูหก เ้า...ลำบากแล้ว”
อวิ๋นซูส่ายศีรษะเบาๆ นางเพียงแค่ต่อสู้ดิ้นรนกับโชคชะตาของตนเองก็เท่านั้น หากความลำบากเพียงเท่านี้ยังรับไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงถูกผู้อื่นเหยียบย่ำ
“ฝ่าาทรงให้คนมาส่งจดหมายหลายฉบับ มีเื่สำคัญอะไรจะหารือหรือ?”
น้ำเสียงยังคงเป็เช่นเคย เดิมทีตงฟางซวี่คิดว่าจะเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนหรือท่าทางอื่นๆ บนใบหน้าของอวิ๋นซู หรือว่าชางหรงโหวจะไม่ได้บอกเจตนาของตนต่อนาง? หรือว่า...ความรู้สึกของตนไม่อาจมีผลกระทบต่อนางได้เลยแม้แต่น้อย?
“คุณหนูหกพบเจอเื่อันตรายมากมายที่เจียงหนานใช่หรือไม่?” ความจริงตงฟางซวี่ย่อมไม่หวังให้อวิ๋นซูไปสถานที่อันตรายเช่นนั้น เขากล่าวกับชางหรงโหวแล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นต้องส่งจดหมายมารายงานเขา ให้เขาทราบว่านางปลอดภัยดีหรือไม่ แต่เพราะรัชทายาทให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ชางหรงโหวจึงปิดบังเื่ที่อวิ๋นซูถูกโจรจับตัวไป กล่าวเพียงว่านางตรวจรักษาคนป่วยทุกวัน ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นเป็พิเศษ
เมื่อคิดถึงวันเวลาในหมู่บ้านบนูเา ทั้งยังมีเื่ที่ตนไม่อาจรักษาเหมยกูได้ทันเวลา ในใจของอวิ๋นซูจึงรู้สึกขมฝาด แม้ว่านางจะรู้ว่าชะตาชีวิตขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต แต่ก็ยังรู้สึกเสียดาย การกระทำของโจรูเาที่ปล้นชิงเสบียงและเงินของชาวบ้านแม้เป็การกระทำที่โเี้ไร้ปรานี แต่พวกเขากลับมีใจดังมนุษย์ปุถุชน ไม่มีผู้ใดโฉดชั่วไปเสียหมด
ต่อให้เป็เซียวอี้เชินที่ไร้ปรานีกับนาง แต่เขาก็ยังมีใจกตัญญูกับเสด็จแม่ของตน
อวิ๋นซูไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ จึงรู้สึกว่า่นี้ตนเองฝันร้ายน้อยลงมาก กระทั่งยามที่ย้อนคิดถึงเซียวอี้เชินก็ไม่ได้ขาดสติเช่นนั้นอีก ความรู้สึกเคียดแค้นรุนแรงที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของจิตใจ คล้ายว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แน่นอนว่าจุดยืนของนางย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
อวิ๋นซูไม่ทราบว่าสิ่งใดที่ทำให้ตนเองมีความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ นางพบว่าตนเองได้ออกห่างจากเส้นทางแห่งความแค้นในตอนแรกไปมากแล้ว ยังจำได้ว่าในตอนที่นางตัดสินใจใช้ฐานะของหลิ่วอวิ๋นซูเพื่อแก้แค้น นางบอกกับตนเองว่าจะไม่จริงจังกับผู้ใดโดยเด็ดขาด จะต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างและคนทุกคนเพื่อไปถึงเป้าหมายของตน ผู้อื่นไม่ยุ่งกับนาง นางก็ไม่ยุ่งกับผู้อื่น แต่ตอนนี้นางถึงกับมีเวลาไปสนใจความเป็ความตายของผู้อื่น นางเริ่มใจอ่อนเมื่อใดกัน?
นี่ถูกหรือผิดกันแน่? ในใจของอวิ๋นซูรู้สึกขัดแย้งเป็อย่างยิ่ง
“คุณหนูหก? คุณหนูหก?” เมื่อเห็นว่าอวิ๋นซูไม่ตอบตนเอง ใบหน้างดงามกำลังคิดเหม่อลอย ตงฟางซวี่จึงนึกไปว่านางได้รับความอยุติธรรมจึงพูดไม่ออก ในใจยิ่งกล่าวโทษตัวเองมากขึ้น
ความจริงแล้วเขาอนุญาตให้ชางหรงโหวพานางไปสถานที่อันตรายเช่นนั้นก็เพื่อจะทำให้นางหลุดพ้นจากชื่อของตัวโชคร้าย เขาช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน ่เวลาเ่าั้มีเพียง์ที่รู้ว่าเขาเสียใจเพียงใด หากเป็ไปได้เขาควรจะเลือกทางอื่นมาทำลายข่าวลือ ต่อให้เขารู้ว่าหนทางนั้นเป็หนทางที่เห็นผลมากที่สุดก็ตาม
บางทีอาจเป็เพราะความแน่วแน่ของอวิ๋นซูที่มอบความรู้สึกเชื่อใจให้แก่เขามาโดยตลอด แต่จะอย่างไรนางก็เป็เพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะมีความสามารถมาเพียงใด ถูกส่งไปสถานที่อันห่างไกลเช่นนั้นนางจะรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงใด “คุณหนูหก...ขออภัย ข้า...”
ตอนนี้อวิ๋นซูถึงจะได้สติกลับมา รัชทายาทกำลังขอโทษหรือ? “คุณชายซวี่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้?”
“หากตอนนั้นข้าสามารถทำอะไรได้ บางทีเ้าอาจไม่จำเป็ต้องไปเจียงหนานกับท่านโหว และคงไม่ต้องได้รับความลำบากถึงเพียงนั้น”
“อวิ่นซูเพียงทำเื่ที่สามารถกระทำได้เท่านั้นเ้าค่ะ”
เมื่อมองสีหน้าของอวิ๋นซู ราวกับว่านางไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย ตงฟางซวี่เริ่มรู้สึกขัดแย้ง เดิมทีคิดว่าวันนี้ได้พบนางแล้วจะเปิดเผยการตัดสินใจของตน วันหน้าแม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดเขาก็จะปกป้องนาง ไม่ให้นางได้รับความลำบากเช่นนี้อีก แล้วหวังว่านางจะให้อภัยเขา ตอนนี้...ควรจะบอกความรู้สึกของเขาหรือไม่?
ในยามที่ตงฟางซวี่กำลังลังเลอยู่นั้น อวิ๋นซูกลับเอ่ยปากออกมา “่นี้เกิดเื่แปลกประหลาดอะไรขึ้นที่สนามฝึกม้าหรือไม่เ้าคะ?”
เมื่อกล่าวถึงเื่นี้เขาพลันเก็บอารมณ์ของตน “สายที่ถูกส่งมาอยู่ข้างกายข้า ไม่พบร่องรอยมานานแล้ว”
ไม่พบร่องรอยแล้ว? “ถูกคนช่วยไปแล้วหรือ?”
ตงฟางซวี่ไม่ได้คิดเช่นนี้ หากจะกล่าวว่าถูกช่วยไป เขากลับเชื่อว่าจะถูกฆ่าปิดปากเสียมากกว่า เพราะหลังจากที่สายผู้นั้นเผยร่องรอยออกมาก็ถูกเขาสั่งให้คนจับตามองอย่างเข้มงวด ทุกวันถูกทรมานจนยอมเผยบุคคลหลังม่านออกมา เมื่อถูกช่วยออกไปก็เหลือไว้เพียงครึ่งชีวิต มีผู้ใดจะเปลืองความคิดมาช่วยคนผู้หนึ่งที่มิอาจพูดได้ แม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อใจสายที่ตนฝึกออกมา แต่เขาก็ยังมีจุดประสงค์อื่น
หลังจากที่หลานเซียงเหลียงถูกนางปล่อยไป ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อวิ๋นซูคาดหวังถึงการกระทำของเขาเป็อย่างยิ่ง
“ใช่แล้ว คุณหนูหก วันนี้เป็เทศกาลว่านฮว๋าที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวพอดี ในเมื่อมาแล้ว มิสู้ไปดูด้วยกันหน่อยเป็อย่างไร?” สายตาของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความคาดหวัง อวิ๋นซูลังเลครู่หนึ่ง บุรุษตรงหน้ากลับแย้มยิ้ม “นานๆ ทีก็ผ่อนคลายตนเองเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นจะไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าหรอกหรือ?”
ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า? อวิ๋นซูพบว่าสายตาของตงฟางซวี่เจือไปด้วยความหยอกล้ออยู่หลายส่วน หรือเขาจะกล่าวว่านางเคร่งเครียดมากเกินไป? ไม่รอให้นางใคร่ครวญ บุรุษตรงข้ามก็ยืนขึ้น จูงนางออกไปจากห้อง
เทศกาลว่านฮว๋า เป็เทศกาลที่เหล่าบัณฑิตในเมืองหลวงรวมตัวกันจัดขึ้น ในวันนี้จะมีเรืองดงามมากมายจอดอยู่บริเวณริมแม่น้ำของเมือง บัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อประชันบทกลอนและจัดอันดับตามความสามารถ อีกทั้งรางวัลยังล้ำเลิศเป็อย่างมาก
อาทิตย์อัสดงค่อยๆ ร่วงหล่น บุคคลที่่เต็มไปด้วยท่าทางมีความรู้บนถนนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อวิ๋นซูไม่ได้สนใจเื่กวีนิพนธ์เช่นนี้มากนัก เพียงแต่ยากจะปฏิเสธคำเชิญของรัชทายาทได้ นางทำได้เพียงพยายามตามเขาไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเบื้องหน้า เงาร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่งปรากฏอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
