เขาจุดไฟขึ้นเดินไปตามเส้นทางลับ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านพ่อจะซ่อนสถานที่เช่นนี้เอาไว้
ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด เฟิ่งหลิงเหยียบย่างไปยังบันไดหินบนทางคับแคบอย่างระมัดระวัง จากนั้นห้องมืดที่อากาศค่อนข้างเย็นก็ปรากฏเบื้องหน้าของเขา รอบด้านเรียงรายไปด้วยอาวุธอันแหลมคมที่ดูอันตราย บางทีที่นี่อาจเป็ห้องลับที่ท่านพ่อซ่อนของล้ำค่าเอาไว้
หมุนกายกำลังคิดจะเดินจากไป ทว่ากลับโดนกล่องใบหนึ่งดึงดูดความสนใจ ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใด แต่เป็เพราะกล่องใบนี้ถูกวางเอาไว้ตรงกลาง โดยมีสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆ วางอยู่รอบด้าน ข้างล่างยังมีผ้าไหมรองเอาไว้ ของชิ้นอื่นๆ จะมากจะน้อยก็ยังคงมีฝุ่นเกาะอยู่้า มีเพียงของสิ่งนี้ที่ไม่เปื้อนฝุ่น
เห็นได้ชัดว่าเ้าของจะต้องรักและถนอมกล่องไหมนี้มาก
ยื่นมือออกไปหยิบขึ้นมาแล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางผ้าแพรไหมสีทอง มีเส้นผมสีดำกลุ่มหนึ่งนอนอยู่อย่างสงบ มัดรวบเอาไว้ด้วยเชือกไหมสีแดง เฟิ่งหลิงใช้มือััเบาๆ มั่นใจว่านี่จะต้องเป็ผมของสตรีแน่นอน เนื่องจากััของเส้นผมนุ่มมาก
เขายื่นมือออกไปสำรวจตัวกล่องพบว่ายังมีชั้นลับอยู่ภายใต้ผ้าแพรไหมสีทอง เป็กระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง เมื่อดูจากความเหลืองของกระดาษคิดว่าจะต้องวางไว้ที่นี่หลายปีแล้ว
เฟิ่งหลิงลังเลว่าจะดูหรือไม่ดู แต่เมื่อมองไปยังกลุ่มผมนั่น ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกก็ผุดขึ้นในใจ
เขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงขยับนิ้ว
เปลวไฟที่ส่องสว่างค่อยๆ อ่อนแสงลง ความมืดมิดแผ่ปกคลุมห้องลับ ดวงตาดุจดวงดาราทั้งสองข้างเกิดประกายความสงสัยวาบผ่าน
วันต่อมา
“พี่สาม แย่แล้ว!” เฟิ่งฉีใช้เท้าถีบประตูให้เปิดออก ตอนนี้เขาไม่สนใจสิ่งอื่น เดินเข้าไปเปิดผ้าห่มไหมออก ไหนเลยจะรู้ว่าบนเตียงกลับมีเพียงหมอนสีขาวราวหิมะสองใบ
ลมหนาวหอบหนึ่งพัดมาปะทะใบหน้า เขายื่นหัวไปมอง บนม้านั่งข้างหน้าต่างที่กำลังเปิดอยู่มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ
“...พี่สาม ท่านทำข้าใหมดแล้ว!” เฟิ่งฉีกุมอกบริเวณหัวใจที่เต้นระรัว อย่างไรก็ตามสีหน้าของบุรุษผู้หล่อเหล่าตรงหน้าเขาดูไม่ค่อยดีนัก เขาปรายตาขึ้น ดวงตาอันวิจิตรงดงามเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าหลายส่วน
“พี่สาม ท่าน...ท่านไม่สบายตรงไหนหรือ?”
เฟิ่งหลิงได้สติกลับมาหลังจากที่เขาส่งเสียงเรียกไปหลายครั้ง “ไม่มีอะไรมาก แค่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ”
“พี่สาม ตอนนี้เกิดเื่ใหญ่แล้ว! วันนี้คุณหนูหกจะไปจากเมืองหลวง จะตามบิดาของนางไปที่เขตโรคระบาดที่เจียงหนาน!”
ท่าทางดำดิ่งอยู่ในความคิดพลันเปลี่ยนไปในพริบตา “เ้าว่าอะไรนะ? เหตุใดนางถึงต้องไปเขตโรคระบาดด้วย?”
ดวงตาของเฟิ่งฉีเปล่งประกายวูบวาบ ยื่นหน้าไปใกล้หูเขาอย่างมีลับลมคมใน “พี่น้องในวังแอบได้ยินมาว่า เมื่อคืนชางหรงโหวเข้าวัง กราบทูลฝ่าาว่า้าพาคุณหนูหกไปเขตโรคระบาดด้วย วันนี้เช้าก็ออกเดินทางไปแล้ว!”
บุรุษที่นั่งอยู่พลันลุกขึ้นยืน ไม่รอให้เฟิ่งฉีกล่าวอะไรออกมาอีก หันกายหายไปจากในห้อง
เฟิ่งฉีมองแผ่นหลังที่จากไปอย่างรวดเร็วแล้วจึงถอนใจออกมาเบาๆ “รถม้าก็ไปแล้ว ไปตอนนี้พี่สามก็ไม่เจอคนแล้ว” ชางหรงโหวผู้นั้นก็จริงๆ เลย เหตุใดจึงได้พาคุณหนูหกไปที่ที่อันตรายเช่นนั้นเล่า?
...
นอกประตูเมือง รถม้าของอัครเสนาบดีได้รออยู่ที่นั่นแล้ว
ภายในรถม้า ชายหนุ่มรูปงามนั่งหลับตา คิ้วเข้มอย่างพอเหมาะของเขาขมวดเบาๆ ดวงตาดุจหงส์ดูเฉียบขาด จมูกคมลาดลง ริมฝีปากบางราวรูปสลัก เพียงแต่ใบหน้านี้เจือกลิ่นอายของบัณฑิตผู้หยิ่งทะนงเอาไว้จึงทำให้ผู้คนรู้สึกยากที่จะเข้าใกล้
เขาลืมตาขึ้นช้าๆ ในดวงตามีความไม่พอใจอยู่หลายส่วน
ชางหรงโหวจะช้าเกินไปแล้ว! เขาขยับตัว มือขาวเนียนเลิกม่านรถม้าขึ้นมองไปยังทิศทางของประตูเมือง ตอนนี้เอง รถม้าของจวนชางหรงโหวได้ปรากฏเงาออกมาให้เห็นแล้ว
“ให้ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องรอนานแล้ว พวกเราออกเดินทางได้!” ภายในรถม้า ชางหรงโหวกล่าวผ่านหน้าต่างรถ ใบหน้ายังคงเ็า เขากล่าวจบก็ปล่อยผ้าม่านลง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่้าสนทนากับอัครมหาเสนาบดี
ดวงตาของจี้จิ่นเห็นชุดสีขาวอย่างเลือนรางภายในรถม้า หรือชางหรงโหวจะพาผู้อื่นไปด้วย?
“ท่านพ่อเ้าคะ ท่านอัครมหารเสนาบดีผู้นี้ดูอายุน้อย” แต่ไหนแต่ไรอวิ๋นซูก็ไม่เคยตระหนี่ที่จะสอบถามถึงบุคคลผู้มีความสามารถ เนื่องจากมีความเป็ไปได้ว่าพวกเขาอาจจะกลายเป็กองกำลังในมือของตนในภายหลัง
“ฮึ หยิ่งยโสมากด้วย ซูเอ๋อร์ไม่ต้องไปสนใจเขา”
จากน้ำเสียงของชางหรงโหวทำให้อวิ๋นซูทราบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนคงเลวร้ายมาก อัครมหาเสนาบดีอายุน้อยผู้หยิ่งยโสกับท่านโหวผู้เคร่งขรึมเ็า ช่างเป็คู่ที่น่าสนใจจริงๆ
รถม้าทั้งสองยังคงรักษาระยะห่างต่อกันมาตลอดทาง ชุนเซียงนั่งอยู่ข้างกายอวิ๋นซู มองออกไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างสงบ บรรยากาศเคร่งขรึมบนร่างของชางหรงโหวไม่ใช่อะไรที่คนทั่วไปจะทนได้ จะอย่างไรชุนเซียงก็เป็คนที่อยู่ในจวนฮูหยินผู้เฒ่ามาก่อน ได้มีโอกาสพบเจอกับฮูหยินผู้เฒ่ามากกว่าสาวใช้คนอื่น ด้วยเหตุนี้นางจึงคุ้นชินกับบรรยากาศเข้มงวดแล้ว
เดิมทีชางหรงโหวคิดจะให้อวิ๋นซูพาเซี่ยเหอไป อย่างไรก็ตาม นางพิจารณาถึงอนุห้าที่กำลังตั้งครรภ์ จึงทิ้งเซี่ยเหอที่มีวรยุทธ์เอาไว้กับอวี้เอ๋อร์ที่ฉลาดเฉลียวเพื่อคอยดูแล
นางปกป้องครรภ์ของอนุห้ามาหลายเดือน มิอาจยอมให้งานของนางล้มเหลวได้
“ท่านเสนาบดีขอรับ คนของจวนโหวบอกจะแวะพักที่เมืองถัดไปขอรับ” ด้านนอกมีเสียงขององครักษ์แว่วมา
พวกเขาสองคนหากไม่ต้องพูดคุยกันได้ก็จะไม่คุยกันมาตลอด ทุกอย่างล้วนเป็การบอกต่อผ่านผู้อื่น นอกจากการเย้ยหยันกันต่อหน้าแล้ว ปกติล้วนเป็ขุนนางใหญ่คนอื่นๆ ที่คอยส่งข่าวระหว่างพวกเขา
เส้นทางยาวไกลทำให้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง อวิ๋นซูไม่ได้นั่งรถม้านานเช่นนี้มานานแล้ว ด้านนอกมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจของความคึกคักบนถนนแว่วมาให้ได้ยิน
“คุณหนู พวกเราถึงแล้วเ้าค่ะ!” ความดีใจบนใบหน้าของชุนเซียงปิดไว้ไม่มิด นางประคองอวิ๋นซูลงจากรถม้า อากาศบริสุทธิ์ทำให้สองนายบ่าวสดชื่นขึ้นโดยพลัน
สายตาแปลกประหลาดดึงดูดความสนใจของอวิ๋นซู นางหันไปมองจึงสบเข้ากับสายตาของจี้จิ่นที่กำลังมองนางอย่างสำรวจพอดี
บุรุษร่างกำยำขวางนางเอาไว้จากสายตานั้น “ซูเอ๋อร์ ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วพวกเราต้องออกเดินทางต่อ”
สถานการณ์โรคระบาดในเจียงหนานมิอาจรั้งรอได้ พวกเขาไม่มีเวลาพักผ่อนมากนัก กระทั่งกลางคืนก็ต้องนอนบนรถม้า
ที่มุมของโรงเตี๊ยมมีโต๊ะอยู่หลายตัว ชางหรงโหวและอัครมหาเสนาบดีจี้จิ่นแยกกันนั่ง เมื่อเหล่าหมอหลวงเข้ามาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่น่าอึดอัดจนทำให้พวกเขาพากันใ ควรจะนั่งตรงไหนดี? อย่างไรก็ตาม ชางหรงโหวและจี้จิ่นหันมาพร้อมกัน “พวกท่านทั้งหลาย หลังจากทานอาหารพวกเราก็จะออกเดินทางต่อแล้ว”
“...ขอรับ ขอรับ...”
คนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ช่างแปลกประหลาด โดยเฉพาะบุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำผู้นั้น บนร่างแผ่กลิ่นอายเคร่งขรึมที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ หากมองเขาจะรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักแน่น ส่วนบุรุษหล่อเหลาท่าทางราวบัณฑิตอายุน้อยผู้นั้น แม้ใบหน้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับทำให้ผู้คนมีความรู้สึกหนาวจนขนลุก
เหล่าหมอหลวงแบ่งออกเป็สองกลุ่มแยกกันไปนั่งกับพวกเขา ทุกคนล้วนทราบว่าท่านโหวกับท่านเสนาบดีไม่ถูกกัน เหล่าหมอหลวงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว เกรงว่าหากสนทนากับฝ่ายหนึ่งจะเป็การล่วงเกินอีกฝ่ายหนึ่ง
“เฮ้อ สถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้รุนแรงมากเหลือเกิน เดิมคิดว่าเดือนนี้จะกลับบ้านเก่าไปแต่งภรรยาเสียหน่อย...”
“เ้าอย่ากลับไปเชียว มิเช่นนั้นจะออกมาไม่ได้แล้ว!”
โต๊ะข้างๆ มีคนสองคนกำลังพูดคุยกันถึงเื่ที่เกิดขึ้นที่เจียงหนาน
“ปีนี้มีแต่ปัญหา น้ำท่วมเพิ่งจะสิ้นสุดลงก็เกิดโรคระบาดอีกแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าไม่เหลือทางรอดให้ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราหรอกหรือ?”
“ได้ยินว่าฝ่าาได้ส่งคนลงมาแล้ว ข้าเชื่อว่าจะต้องควบคุมโรคระบาดได้ในเร็วๆ นี้แน่นอน!”
“เฮอะ เ้าก็รู้ว่าสถานการณ์โรคระบาดไหนเลยจะง่ายดายถึงเพียงนั้น...”
ดูท่าแล้ว ราษฎรทุกคนล้วนทราบว่าเื่นี้มิอาจมองในแง่ดีได้ คนจากโต๊ะทั้งสองตกลงสู่ความเงียบงัน สีหน้าของเหล่าหมอหลวงมืดครึ้ม พวกเขาเองก็ไม่แตกต่างจากทหารที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้ ต้องทราบว่าโรคระบาดไม่มีความเห็นใจผู้คน หากัักับผู้ป่วยแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถติดเชื้อได้ พวกเขาล้วนอุ้มศีรษะออกมาจากเมืองหลวง ไม่แน่ว่าเพียงชั่วพริบตาอาจจะกลับไปไม่ได้อีก
เมื่อเทียบกับใบหน้าเศร้าหมองของเหล่าหมอหลวง อวิ๋นซูกลับมีความสงบนิ่งมากกว่าไม่น้อย นางทานบะหมี่อย่างไม่สะทกสะท้าน จากนั้นจึงใช้ผ้าเช็ดริมฝีปาก “หลงจู๊ ห่อซาลาเปาให้ข้าสักหลายลูกหน่อย”
ในการเดินทางนี้ยากจะหลีกเลี่ยงความหิวโหย อวิ๋นซูคิดว่าพลังกายเป็ต้นทุนของทุกสิ่ง
ท่วงทำนองการพูดอันสงบนิ่งผ่อนคลาย คล้ายเป็การโยนก้อนหินลงในทะเลสาบอันเงียบสงบจนน่าอึดอัด กระตุ้นเส้นประสาทอันตึงเครียดของทุกคน
เสียงอ่อนโยนรื่นหูตกอยู่ในการได้ยินของจี้จิ่น เมื่อมองไปอีกครั้ง บุคคลอายุน้อยผู้มีดวงหน้างดงามผิวขาวผ่อง ดูแล้วไม่เหมือนบ่าวไพร่ของจวนชางหรงโหว หรือจะเป็คุณชาย? ฮึ เหตุใดท่านโหวถึงได้พาคุณชายของตนมาสถานที่อันตรายเช่นนั้นได้
บางทีอาจเป็เพราะความสุขุมเยือกเย็นของอวิ๋นซูทำให้เหล่าหมอหลวงสติปัญญาแจ่มชัดขึ้น หมอหลวงข้างๆ เอ่ยปาก “ไม่ทราบว่าอาจารย์ของคุณหนูหกอยู่ที่ใดหรือขอรับ?”
คุณหนูหก? จี้จิ่นขมวดคิ้ว พลันสังเกตได้ว่าบนติ่งหูของนางมีรูเจาะเล็กๆ อยู่ ที่แท้ก็เป็คุณหนูของจวนโหวที่แต่งกายเป็บุรุษ ชางหรงโหวมีเจตนาอะไรกันแน่?
“หมอชาวบ้านในชนบทแห่งหนึ่ง”
“...” ในเมื่อไม่ใช่อาจารย์ที่เป็หมอผู้มีชื่อเสียง ฝ่าาถึงกับให้คุณหนูของจวนโหวเดินทางมาด้วย พระประสงค์ของฝ่าาช่างยากจะคาดเดา!
ชางหรงโหวเก็บสีหน้าของหมอหลวงเหล่านี้ไว้ในสายตา พวกเขายังไม่เคยได้ััถึงทักษะการแพทย์ของอวิ๋นซู หากพวกเขาทราบว่าสตรีที่มีอาจารย์เป็หมอชาวบ้านในชนบทคนนี้เคยช่วยรัชทายาทเอาไว้ เกรงว่าคงจะใจนพูดอะไรไม่ออก คนเหล่านี้จะเปลี่ยนมุมมองต่ออวิ๋นซูในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว อัครมหาเสนาบดีหนุ่มยืนขึ้นก่อนมองไปทางชางหรงโหว ในแววตาคล้ายมีรอยเย้ยหยันวาบผ่าน ทั้งยังปรายตาผ่านใบหน้าของอวิ๋นซูเล็กน้อยโดยมิเก็บซ่อนความหยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนูเ้าคะ นิสัยของท่านเสนาบดีคนนี้ช่างแปลกประหลาด” ชุนเซียงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อขึ้นรถ ชางหรงโหวกลับได้รับข่าวสารที่มาจากค่ายทหารเขตเจียงหนาน
“ท่านเสนาบดี ท่านโหวกล่าวว่าให้มุ่งหน้าไปที่ค่ายทหารแล้วค่อยอ้อมไปที่เมืองขอรับ!” จี้จิ่นได้ฟังก็แค่นเสียงเย็นอย่างไม่พอใจ อย่างไรเสียท่านโหวก็กุมอำนาจทหารไว้ในมือ เื่ราวในค่ายทหารไม่ใช่อะไรที่เขาจะเข้าใจได้ หากดำเนินการล่าช้าจนเสียงาน ตนก็จะเล่นงานอีกฝ่ายต่อหน้าฝ่าาได้!
รถม้าเพิ่มความเร็วขึ้นไม่น้อย อากาศยิ่งร้อนชื้นขึ้นเรื่อยๆ ชุนเซียงใช้ผ้าช่วยซับเหงื่อบนหน้าผากของอวิ๋นซูไปพลางโบกพัดเบาๆ ไปพลาง เลิกผ้าม่านรถม้าออกดูเห็นแต่พื้นสีเขียวที่ดูแห้งแล้ง ท้องฟ้ามืดครึ้มกดดันให้จิตใจของผู้คนรู้สึกหดหู่
บริเวณไม่ไกล กระโจมทหารแต่ละหลังสะท้อนเข้าสู่สายตา ที่นี่คือค่ายทหารเถิงซานที่ตั้งมั่นของกองทัพ
กลุ่มคนอันเกรียงไกรหยุดอยู่นอกค่ายทหาร มีเื่หัวเราะดังลั่นแว่วมาตามลม สีหน้าของชุนเซียงที่อยู่บนรถม้าเปลี่ยนไป “คุณหนู เสียงนี้มัน...”
