“ขอบพระคุณเ้าอาวาสที่ดูแลในหลายวันมานี้ วันเกิดของท่านพ่อใกล้เข้ามาแล้ว ข้ากับน้องสาวจะต้องกลับจวนแล้วเ้าค่ะ”
ในยามเช้าตอนที่เ้าอาวาสเพิ่งจะเปิดประตูห้องออกมา ไม่คิดว่าจะได้พบกับหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายืนอยู่ด้านนอก ในดวงตาของเขามีประกายประหลาดใจวาบผ่านชั่วครู่ “สีกาหลิ่วเกรงใจไปแล้ว”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพยักหน้าเบาๆ จากนั้นสายตาจึงตกอยู่บนกองคัมภีร์ที่นางคัดซึ่งถูกวางไว้ข้างๆ “คัมภีร์เหล่านี้ข้าคัดเรียบร้อยแล้ว เ้าอาวาส้าจะดูเสียหน่อยหรือไม่?” ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยรอยขบขัน ความลึกล้ำภายในนั้นไม่สามารถปิดซ่อนไว้ได้
เ้าอาวาสได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำเพียงแย้มยิ้มอย่างเงียบสงบกลับไป “เวลาสั้นๆ เพียงสองวันสีกาหลิ่วสามารถคัดคัมภีร์ทั้งหมดนี้จนเสร็จได้ เชื่อว่าพุทธองค์จะเห็นความจริงใจของสีกาหลิ่ว ความจริงในชีวิตหนึ่งของผู้คน สามารถเรียกได้ว่ามีเวลาและสุขภาพจำกัด ไม่ควรสูญเสียตัวตนของตนเองไปเพราะสิ่งนอกกาย สีกาหลิ่วโปรดจำไว้ว่า ควรจะฝึกตนให้อยู่ในคุณธรรมความดีงาม ความดีและความชั่วย่อมได้รับผลตอบแทนดั่งเงาตามตัว”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเลิกคิ้วเบาๆ คนที่ต้องได้รับผลกรรมควรจะยังมีผู้อื่นอีก “ขอบพระคุณไต้ซือที่สั่งสอน ข้าน้อยขอลา!”
เ้าอาวาสมองเงาร่างที่ค่อยๆ ห่างออกไป เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยถอนหายใจเบาๆ
ในยามเที่ยง
“พระอาจารย์ ดูเหมือนว่าคุณชายในเรือนทางทิศใต้จะจากไปเช้าวันนี้แล้วขอรับ นี่เป็จดหมายที่เขาวางไว้บนโต๊ะ” พระลูกวัดผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากนอกห้อง นำจดหมายในมือยื่นออกมา เ้าอาวาสพยักหน้าอย่างสงบ คุณชายสามเฟิ่งกล่าวแล้วว่าเขาจะกลับเมืองไปพร้อมกับคุณหนูของจวนชางหรงโหว หวังเพียงว่าจวนท่านโหวจะไม่เกิดเื่ใหญ่อะไรขึ้น
“แย่แล้ว...พระอาจารย์...”
เสียงเปิดประตูดังขึ้น พระลูกวัดรูปหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ด้านนอก ด้านนอกมี...”
เ้าอาวาสขมวดคิ้ว ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายล้อมรอบห้องของเขาเอาไว้
บุรุษชุดดำจำนวนมากถือกระบี่ประกายสีเงินอยู่ในมือ ท่าทางโเี้ดุดัน ดวงตาของพวกเขาปรากฏรอยบุ๋มและรอยช้ำอย่างชัดเจน บุรุษชุดดำที่เป็หัวหน้าสาวเท้าเดินขึ้นมาก้าวหนึ่ง จนกระทั่งเงาร่างสงบนิ่งในจีวรก้าวเดินออกมาจากในห้อง
“ผู้มาเยือนเป็ใคร? ถึงกับชักกระบี่ประจันหน้ากันในสถานที่อันเงียบสงบเช่นนี้?”
เสียงเข้มเสียงหนึ่งดังขึ้น “ส่งคนออกมา!”
คน? ในใจของเ้าอาวาสปรากฏความไม่สงบอยู่หลายส่วน หรือจะกล่าวว่า...
“ประสก ในหนึ่งวันวัดเทียนฝูของเรามีชาวบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนมากราบไหว้สักการะ ไม่ทราบว่าประสก้าหาผู้ใด?”
ดวงตาทั้งสองของบุรุษชุดดำผู้นั้นเปล่งประกายลึกล้ำ “ไอ้แก่หัวล้าน พูดดีๆ ไม่ชอบต้องให้ใช้กำลัง!” เขาออกคำสั่งครั้งหนึ่ง บุรุษชุดดำทั้งหมดจึงทะยานล้อมเข้ามา
เ้าอาวาสดึงลูกประคำในมือเบาๆ จนเกิดเสียงดังขึ้น พระลูกวัดทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังถอยหลังไปสามก้าว จีวรบนร่างของพวกเขาปลิวไสว วาดเป็วงกลมวงหนึ่งกลางอากาศ เกิดเสียงลูกประคำขาดขึ้น ปลิวทะยานขึ้นไปตามแรงลม จากนั้นจึงเกิดเสียงดังปังขึ้นอย่างรุนแรงหลายครั้ง บริเวณหน้าอกของบุรุษชุดดำหลายคนะเิออก ร้องออกมาเสียงหนึ่งแล้วจึงถูกกระแทกออกไปไกลหลายเมตร
บุรุษชุดดำผู้เป็หัวหน้าหลบลูกประคำที่ลอยปะทะเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด ประคองร่างกายให้มั่นคงแล้วย่อกายลง มองพระชราที่ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างกายทั้งร่างพลันพลุ่งพล่านไปด้วยไอสังหาร
คิดไม่ถึงว่าพระชรารูปนี้จะพอมีฝีมืออยู่บ้าง วัดเทียนฝูแห่งแคว้นเฉินหรือ? ท่าทางตนเองจะดูเบาที่แห่งนี้เกินไป
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก พระลูกวัดที่ได้รับาเ็หลายคนเมื่อเห็นบุรุษชุดดำภายในเขตเรือน ก็พากันวิ่งเข้าไปด้านหลังของเ้าอาวาส
ประกายสีทองนับไม่ถ้วนทะยานร่างออกมาจากหลังคาด้านหลัง ทุกคนรู้สึกเพียงด้านหน้าไหวเอน “ฮึ!”
สายลมพัดมาเบาๆ เงาร่างสีทองสิบแปดร่างยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เรือนราวกับรูปสลัก ดุจนกกระสาที่บินอยู่บนฟ้า ประหนึ่งเสือดาวสีทองที่โเี้ ราวกับเสือร้ายที่หลุดออกจากกรง จ้องมองกลุ่มบุรุษชุดดำอันแปลกประหลาดกลุ่มนี้ดวงตาไม่กะพริบ
สิบแปดอรหันต์?!
เ้าอาวาสเดินขึ้นไป สายตายังคงสงบ
“วัดเทียนฝูตัดขาดจากโลกภายนอก อย่าได้นำเื่ของฆราวาสมารบกวน ไม่ว่าประสกทั้งหลายจะทำเพื่อผู้ใดหรือเพื่อเื่ใด มาทางไหนโปรดกลับไปทางนั้น อามิตาพุทธ!”
บุรุษชุดดำที่เป็หัวหน้ากัดฟัน เขาไม่ได้สอบถามความสามารถของวัดเทียนฝูให้ชัดเจนก็เร่งรีบเดินทางมา เป็เขาที่ละเลย! หากนายท่านรู้ จะต้องตำหนิเขาว่าเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นอย่างแน่นอน
“ไป!”
เพียงพริบตาเดียว บุรุษชุดดำทั้งหมดก็หายไปกับสายลม
เ้าอาวาสสูดหายใจลึก สะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง “กลับไปเถิด”
บุรุษทองคำทั้งสิบแปดคนคารวะอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นจึงหายไปจากหมู่เรือนโดยไร้เสียง
“ไต้ซือ เมื่อครู่นี้คนเ่าั้ทำร้ายคนในวัดไปไม่น้อยเลยขอรับ” พระลูกวัดหลายคนที่ได้รับาเ็เดินล้อมรอบเข้ามา เ้าอาวาสขมวดคิ้วเบาๆ “พวกเขาจะไม่มาอีกแล้ว เื่นี้อย่าได้เผยแพร่ไป”
...
รถม้าเคลื่อนตัวอยู่บนถนนอย่างเชื่องช้า หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเลิกผ้าม่านขึ้นมองออกไปยังภาพอันหรูหราด้านนอก มุมปากยกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า
ตรงข้ามของนางมีหลิ่วอวิ๋นชิงนั่งอยู่ด้วยสายตาเลื่อนลอย ราวกับว่าไม่ว่าเื่ใดก็ไม่อาจทำให้นางมีปฏิกิริยาใดๆ ได้
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองปราดไปยังใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้ม “หลังจากที่กลับไปแล้ว แต่งกายให้ดีๆ อย่าได้ประทินผิวจนกลายเป็อะไรไปอีกเล่า”
สตรีตรงข้ามพยักหน้าเบาๆ
นางได้ควบคุมปริมาณยาแล้ว จึงไม่ทำให้หลิ่วอวิ๋นชิงดูเหมือนซากศพ แต่อย่างไรก็ตาม ท่าทางการกระทำของนางยังคงแข็งกระด้างอยู่บ้าง
กล่าวไปแล้ว ความสามารถผู้าุโชุดดำผู้นั้นลึกล้ำเกินคาดเดา เพียงมองดูหลิ่วอวิ๋นชิงก็ทราบได้ รับยาไปเพียงไม่กี่วันก็กลายเป็หุ่นเชิดของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ครั้งนี้คงจะไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ อีกแล้วกระมัง
จวนชางหรงโหว
ภายในปรากฏภาพที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา บนระเบียงของสวนดอกไม้สามารถพบดอกไม้สีสดใสได้ทุกที่ อากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นหอม
หลายวันมานี้อวิ๋นซูล้วนจัดเตรียมวันเกิดเพื่อชางหรงโหว ทั้งจวนไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในล้วนทำความสะอาดอย่างดี ทำให้ผู้คนที่เหยียบย่างเข้ามารู้สึกสดชื่นสุขสบายไปทั้งร่าง
ชางหรงโหวที่กลับมาถึงจวนในยามค่ำคืน ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจวนโหวทีละนิด จึงอดไม่ได้ที่จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น
“เ้าดู คุณชายสิบยิ้มแล้ว น่ารักจริงๆ หลานย่า!”
“หวา เขาจะพลิกตัวแล้ว! ดูแขนขาเล็กๆ ที่ซุกซนนั่นสิ!”
ภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่ามีเสียงหัวเราะอันเต็มไปด้วยความสุขดังแว่วออกมา ทารกชายตัวขาวนุ่มที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน กำลังถีบขาสั้นๆ ของเขาด้วย้าจะพลิกตัวขึ้น
อนุห้าเองก็ลงมานั่งบนพื้นแล้ว เมื่อมองก็พบว่าสีหน้าได้ฟื้นฟูจนแดงเปล่งปลั่งดั่งเช่นวันวาน ทั้งตัวมีความกระปรี้กระเปร่าและความงดงามที่ต่างออกไปจากเดิม สายตาของนางเต็มไปด้วยความรักและเมตตา วันนี้เมื่อได้มีลูกที่ชางหรงโหวรักถนอมและตนเองใส่ใจแล้ว นางจึงได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าความสุข
“เฮ้อ เ้าหนูนี่เปลี่ยนไปทุกวันเลย!” ฮูหยินผู้เฒ่าอุทานออกมา ทุกครั้งที่ถึงเวลาเช่นนี้ นางมักจะรู้สึกคาดหวังให้ตนเองสามารถอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น
ตอนนี้เองที่แม่นมคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก ค้อมตัวลงข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าระมัดระวัง “ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ คุณหนูรองและคุณหนูห้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ”
เสียงนี้กล่าวออกมาได้อย่างกำลังดี พอที่จะทำให้ทุกคนในเรือนได้ยิน
“อุ้มคุณชายสิบขึ้นมาเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่ากักเก็บสีหน้า อนุห้าอุ้มทารกชายผู้น่ารักขึ้นอย่างระมัดระวัง เดินถอยออกไปท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของทุกคน
“ซูเอ๋อร์เล่า?”
“เสี้ยนจู่อยู่ในเรือนไผ่เ้าค่ะ อีกสักครู่จะมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ”
“อืม...วันนี้ไม่ต้องให้นางมา” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่้าให้อวิ๋นซูพบหลิ่วอวิ๋นฮว๋า
“เ้าค่ะ”
แม่นมเพิ่งจะถอยออกไปได้ไม่นาน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็พาหลิ่วอวิ๋นชิงสาวเท้าเข้ามา นางเปลี่ยนการแต่งหน้าที่เดิมทีงดงามประณีต ยามนี้บนใบหน้าของนางมีเพียงการประทินโฉมบางเบา ราวกับเซียน์ที่โบยบินมา ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าดวงตาสว่างวาบ
“ท่านย่าเ้าค่ะ อวิ๋นฮว๋ากลับมาแล้วเ้าค่ะ”
สตรีทั้งสองคุกเข่าลงพร้อมกัน ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้สติกลับมา “ดี ดี วัดเทียนฝูบ่มเพาะผู้คนได้จริงๆ” การเดินทางไปที่วัดหลายวันมานี้ ทำให้พวกนางดูเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าอดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายความระมัดระวังลง ล้วนกล่าวกันว่าดวงหน้าเป็หน้าต่างของจิตใจ ไม่แน่ว่า หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะคิดตกแล้วก็เป็ได้?
“ท่านย่าเ้าคะ นี่เป็คัมภีร์ที่อวิ๋นฮว๋าคัดที่วัดเทียนฝูในหลายวันมานี้ ท่านเ้าอาวาสได้ชี้แนะและสั่งสอนอย่างใส่ใจ อวิ๋นฮว๋าได้รับประโยชน์มามากมาย หวังว่าจะสามารถสั่งสมบุญบารมีเพื่อจวนโหวได้เ้าค่ะ” นางก้มหน้าอย่างเรียบร้อยน่าเอ็นดู สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าตกอยู่บนคัมภีร์ที่ข้ารับใช้ช่วยนำเข้ามา จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เ้ามีใจเช่นนี้ก็ดีแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง
ภายในเรือนไผ่ อวี้เอ๋อร์วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนกอยู่บ้าง “คุณหนูเ้าคะ ท่านลองเดาว่าผู้ใดกลับมาแล้ว?”
ข้างโต๊ะหิน เงาร่างบอบบางในชุดสีเขียวราวกับภาพวาด มือขาวนวลเด็ดใบชาเบาๆ นิ้วมืออันงดงามประณีตราวรูปสลักทำให้ผู้คนสบายตาสบายใจ นางเบนสายตาขึ้น ดวงตานี้ดูราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ น้ำเสียงก็ไพเราะราวเสียงน้ำพุดังขึ้น “หลิ่วอวิ๋นฮว๋า?”
“คุณหนูทราบได้อย่างไรเ้าคะ? วันนี้คุณหนูรองกลับมาจากวัดเทียนฝูแล้ว!” พวกนางกลับมาเร็วเช่นนี้ วันเวลาอันสงบสุขเพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น!
เมื่อเห็นท่าทางของอวี้เอ๋อร์ก็ทราบแล้ว อวิ๋นซูยิ้มบางๆ ่เวลาอันสงบสุขย่อมต้องผ่านไปในสักวันหนึ่ง เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้คนมาบอกนางว่าวันนี้ไม่ต้องไปคารวะ ในใจของอวิ๋นซูจึงคาดเดาได้หลายส่วน
“คุณหนูเ้าคะ ท่านคิดว่าคุณหนูรองกลับมาในครั้งนี้ จะก่อเื่อีกหรือไม่เ้าคะ?” เพราะเื่การตายของฮูหยิน อวี้เอ๋อร์ไม่เชื่อว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะปล่อยวางไปเช่นนี้ นี่ไม่เหมือนกับนิสัยในยามปกติของนาง อวี้เอ๋อร์กลับรู้สึกว่าท้องฟ้ายิ่งสงบมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีฝนและพายุรุนแรงก่อตัวมากขึ้นเท่านั้น
“หลายวันนี้จับตามองอย่างระมัดระวังก็พอแล้ว”
ในตอนนี้เอง บริเวณประตูปรากฏเงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งขึ้น หลิ่วอวิ๋นเหยายื่นหัวออกมาอย่างระมัดระวัง ั้แ่ที่อวิ๋นซูจัดหาเรือนให้นาง ก็ไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งนั้นอีก กลางคืนก็สามารถนอนหลับได้อย่างสงบ แต่ความทรงจำอันน่าหวาดผวานั้นยังดูสดใหม่ นางไม่กล้าทำอะไรเกินเลยแม้แต่ครึ่งส่วน ความคาดหวังที่มากที่สุดในวันนี้ก็คือฮูหยินผู้เฒ่ายังสามารถจดจำบุตรีอนุภรรยาอย่างนางได้ และในอนาคตจะจัดเตรียมการแต่งงานที่ดีให้แก่นาง
ติดอยู่ที่ไม่สามารถแสดงท่าทางดีๆ ต่อหน้าอวิ๋นซูได้ เพื่อจะทำให้นางรู้ว่าตนเองพูดได้ทำได้จริง จึงคิดจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกซาบซึ้งของตน และเมื่อครู่นี้ ในที่สุดนางก็พบโอกาส
“คุณหนูเ้าคะ นั่นไม่ใช่...คุณหนูเจ็ดหรือ?”
อวิ๋นซูได้ยินจึงหันไปมองและได้สบตากับหลิ่วอวิ๋นเหยาพอดี นางอดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นระริก ขยับออกมายืนอย่างระมัดระวัง
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในตอนนี้เมื่อได้สบตากับพี่หก นางยังคงอดไม่ได้ที่จะเกิดความกลัวขึ้นในใจ
“น้องเจ็ด?”
หลิ่วอวิ๋นเหยายกชายกระโปรงขึ้นเดินเข้ามา “พี่หกเ้าคะ เมื่อครู่...ข้าพบพี่ห้าที่นอกเรือน พวกนางกลับจวนมาแล้ว...”
“คุณหนูเจ็ดเ้าคะ คุณหนูทราบแล้วเ้าค่ะ!” อวี้เอ๋อร์หัวเราะเบาๆ คุณหนูเจ็ดผู้นี้เองก็แปลกประหลาดจริงๆ มาเพื่อบอกเื่นี้โดยเฉพาะหรือ?
หลิ่วอวิ๋นเหยาหน้าแดง รีบแกว่งมือไปมาอย่างกระวนกระวายใจ “ไม่ ไม่ใช่เ้าค่ะ ข้า...ข้ารู้สึกว่าพี่ห้าดูแปลกๆ จึงมาบอกกับพี่หกเ้าค่ะ...”
“แปลกๆ?”
“คือว่า ไม่ว่าข้าจะเรียกนางอย่างไร ก็ราวกับว่านางไม่ได้ยิน...”
อวี้เอ๋อร์กลับลอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่าคุณหนูห้าจะตั้งใจแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินหรือ?
เมื่อเห็นท่าทางของสาวใช้ตรงหน้า หลิ่วอวิ๋นเหยาก็รู้ว่านางจะต้องไม่เชื่อตนเองแน่ “ยังมีอีก สีหน้าของพี่ห้าย่ำแย่เป็อย่างมาก ดวงตาของพี่ห้าเลื่อนลอยเหมือนกับโดนของเลยเ้าค่ะ!”
