ภายในป่า ม้าเร็วตัวหนึ่งวิ่งตะบึงอย่างบ้าคลั่ง ผมดำราวหมึกของบุรุษบนหลังม้าปลิวไสว ดวงตาแดงก่ำ มุมปากยังมีรอยเืเล็กน้อย
เมื่อคิดให้ถี่ถ้วน หลานเซียงเหลียงจึงรู้ตัวว่าถูกคนหลอกใช้เอาเสียแล้ว! ม้าแก่ตัวนั้นเป็เพียงม้าธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง เมื่อกินยาที่นำมาจากแคว้นเฉินถึงได้ติดโรคระบาดม้า ครั้งนี้จักรพรรดิเซียวทรงมีโทสะ หากแก้ไขไม่ได้ เช่นนั้นการเข้มงวดกับตนเองในหลายปีมานี้ ฝ่าฟันอุปสรรค ทั้งยังถูกเหยียดหยาม มิใช่ว่าจะเสียเวลาเปล่าไปหรอกหรือ?!
เกรงว่าสายลับที่เขาแอบส่งไปอยู่ข้างกายรัชทายาทก็คงถูกพบแล้ว สองมือของหลานเซียงเหลียงกำแน่นจนเห็นเส้นเื บัดซบ! น่าชิงชังนัก! เ้าครูฝึกม้านั่น จะต้องเป็มันแน่นอน!
ภายในป่ามีเพียงเสียงของเหล่าวิหคและใบไผ่ที่ขยับไหว ทว่าเนิ่นนานผ่านไปก็ยังคงไร้เงาผู้คน
หลานเซียงเหลียงใบหน้ามืดครึ้ม แผ่ไอสังหารเย็นเยียบออกมาทั่วทั้งร่าง มือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกำแน่น แววตาเปลี่ยนไป เขารีบพลิกกายขึ้นม้าควบขี่ไปยังทิศทางสนามฝึกม้าของราชวงศ์แคว้นเฉิน
...
ลูกม้าตัวน้อยวิ่งนำหน้าสะเปะสะปะ เื้ัมีม้าเร็วสามตัวตามมาติดๆ
เห็นสตรีที่ยืนรอพวกเขาอยู่ที่เส้นชัยอย่างอิสรเสรี เฟิ่งฉีพลันทอดถอนใจ แปลกประหลาดจริงเชียว คุณหนูหกมักจะตามมาทีหลัง แต่ทุกครั้งล้วนแซงหน้าไปได้เสมอ ตกลงมันเพราะอะไรกันแน่? ลูกม้าน้อยตัวนั้นก็ไม่อาจตัดสินเพียงรูปลักษณ์ภายนอกได้ วิ่งมาแล้วสามรอบยังไม่มีอาการหอบ ม้าดีใต้ร่างตนยังแสดงความเหนื่อยล้าออกมาไม่น้อย ผ่านไปหนึ่งรอบความเร็วก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัด ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกอยากแข่งขันแต่ไร้ความสามารถไปแข่งด้วยจริงๆ
“น้องสี่ อึ้งอะไร?” เฟิ่งอวี่ข้างกายสะบัดแส้ พริบตาเดียวก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า
“หรือเห็นว่าเอาชนะไม่ได้เลยไม่อยากเสียแรงหรือ?” อีกด้านส่งเสียงมา เฟิ่งฉีมองผ่านพี่ใหญ่ของตนไปยังทิศทางของรัชทายาท บุรุษบนหลังม้ามองไปเบื้องหน้าตลอด มุมปากแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ไม่จางหาย เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจหนักๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก
คุณหนูหกกับรัชทายาทอยู่ด้วยกันทั้งเช้าเย็นเช่นนี้ พี่สามของเขาก็ไม่อาจปรากฏตัวออกมาง่ายๆ ทำให้คนนอกอย่างเขามองจนร้อนใจไปหมดแล้ว! วันนั้นพี่สามกับคุณหนูหกได้พูดเื่นั้นกันหรือไม่? ให้นางแต่งเข้าจวนชางติ้งโหวเพื่อให้หลุดพ้นวิกฤตไปก่อน แน่นอนว่าหากแต่งเข้ามาแล้วก็อย่าได้คิดจะออกไปอีกเลย เฟิ่งฉีเชื่อมั่นในตัวพี่สามของตนมาก ขอเพียงพวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากเสียหน่อย คุณหนูหกจะต้องหลงใหลในตัวพี่สามแน่นอน หรือคู่สร้างคู่สมเช่นนี้จะพลาดเพราะเื่น่ารำคาญเหล่านี้?
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พี่สามนับว่ามีศัตรูรอบด้าน ด้านหนึ่งคือแม่ทัพเวยหย่วนที่ไม่ทราบเจตนาที่แท้จริง อีกด้านคือรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ทั้งยังมากความสามารถ
เมื่อคิดเช่นนี้ เฟิ่งฉีได้แต่ก้มหน้าอย่างระทมทุกข์ สุดท้ายจึงวิ่งถึงเส้นชัยอย่างเชื่องช้า
“วันนี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้” อวิ๋นซูลงจากหลังม้า สองวันมานี้ที่สนามแข่งม้าสงบมาก ราวกับไม่เคยมีเื่อะไรเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าการแข่งม้าระหว่างสองแคว้นจะสิ้นสุดลงไปแล้ว ทว่านี่เป็เพียงก้าวแรกของนาง ตอนนี้สิ่งที่นางต้องทำก็คือรอคอยโอกาสอย่างระมัดระวัง วิธีรับมือเซียวอี้เชินที่ดีที่สุดก็คือเปลี่ยนจากรับเป็รุก ด้วยนิสัยของเขา การที่แคว้นอี้พ่ายแพ้ในครั้งนี้ เขาจะต้องไม่ยอมจบง่ายๆ แน่นอน ไม่ว่าเขา้าอะไร นางจะแย่งชิงมาด้วยมือนางเองทั้งหมด!
ตงฟางซวี่มองใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักของอวิ๋นซู คิดจะเดินเข้าไป ทว่าเฟิ่งฉีราวกับคาดเดาได้จึงตามเข้าไปขวางทางเขาไว้ “ฝ่าา เฟิ่งฉีมีบางอย่าง้าขอคำชี้แนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“...คุณชายสี่เฟิ่งเชิญกล่าว” สายตาของเขามีความเสียดายอยู่หลายส่วน ร่างบางนั้นได้เดินจากไปไกลแล้ว
เมื่อผ่านป่าไป ลูกม้าข้างกายเอาหัวดุนนางอย่างออดอ้อนบ่อยครั้ง ่นี้อวิ๋นซูสอนมันจนรู้ใจกันมาก ลูกม้าตัวนี้ราวกับมีความนึกคิด สามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในใจนาง
ในมุมมืด เงาร่างอันมีดวงตาเปล่งประกายคู่หนึ่งตามนางไปติดๆ เพื่อเลี่ยงความสงสัยของเฟิ่งอวี่ เฟิ่งหลิงจึงลดการติดต่อกับพวกเขาลง ทว่าการกระทำเ่าั้ทำให้เกิดความขัดแย้งในใจของเขาไม่มากก็น้อย เฟิ่งหลิงรู้สึกจนใจยิ่งนัก ั้แ่ที่เขายื่นข้อเสนอให้คุณหนูหก ทุกๆ วันเขาก็ยากที่จะข่มตานอน ใบหน้าเรียบเฉยของนางวนเวียนอยู่ในหัวเขาตลอด เขาเผลอทำให้นางเกลียดโดยไม่ทันระวังแล้วหรือไม่? เมื่อคิดจะเข้าใกล้ ในใจกลับมีข้ออ้างต่างๆ นานา ทำให้เฟิ่งหลิงทำได้เพียงตามดูแลนางอยู่ห่างๆ เช่นนี้
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น กระทั่งเขาเองยังรู้สึกว่าตนเองในยามนี้ไม่ต่างกับสตรี จนใจที่นางดูราวกับหยกที่พร้อมจะแตกหักได้อย่างง่ายดาย เขาไม่มีความกล้าที่จะทำให้นางแปดเปื้อน
บางทีสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ในตอนนี้ คือการคุ้มครองนางกลับโดยปลอดภัยไร้อันตรายอย่างลับๆ เท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม สตรีในสายตาค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง
“ใคร?” เสียงกระจ่างใสดังขึ้น เฟิ่งหลิงใ หรือว่าตนเองถูกจับได้แล้ว? ทว่าพริบตาต่อมาสายตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็คมกริบ
รองเท้าสีดำคู่หนึ่งปรากฏเบื้องหน้าอวิ๋นซู บุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากหลังต้นไม้ ใบหน้าปกคลุมด้วยผ้าสีดำ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความชั่วร้ายอยู่เต็มที่
คนผู้นั้นไม่กล่าวอะไร ขยับมือไปที่เอวชักกระบี่ที่เต็มไปด้วยประกายเย็นเยียบออกมา ความอันตรายแผ่กระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ
เฟิ่่งหลิงเก็บลมหายใจอย่างระมัดระวัง คนผู้นี้เป็ใคร ้าทำร้ายคุณหนูหกหรือ?
ไหนเลยจะรู้ว่า อวิ๋นซูกลับแย้มยิ้มบางๆ “ข้ารอเ้ามานานแล้ว”
หลานเซียงเหลียงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เขาหยุดการเคลื่อนไหว ใคร่ครวญว่าคำพูดของอวิ๋นซูจริงหรือเท็จ คนผู้นี้คาดเดาได้แต่แรกแล้วว่าเขาจะกลับมาคิดบัญชีหรือ?
อวิ๋นซูยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อ หลานเซียงเหลียงแค่นเสียงแล้วจึงแทงกระบี่ชี้ไปยังหัวใจของนาง เป็ไปได้มากว่าหากขยับอีกเพียงนิด นางจะสิ้นชีพในหนึ่งกระบี่!
“ของที่เ้า้าอยู่ที่นี่” อวิ๋นซูกลับแย้มยิ้มบางๆ หยิบห่อยาเล็กออกมาจากแขนเสื้อ โยนไปที่เท้าของหลานซียงเหลียง อีกฝ่ายสายตาเต็มไปด้วยความระแวง ใช้เท้าตวัดห่อยาจากพื้นเข้าสู่มือ กำลังจะเปิดออกเพื่อตรวจสอบ จู่ๆ เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เ้าคิดว่าข้าจะหลงกลหรือ? ฮึ”
คนผู้นี้กระทำการรอบคอบนัก อวิ๋นซูคิดหาวิธีจะหลบหนีออกไป ในยาห่อนั้นเป็ยาฤทธิ์แรงที่สุด ขอเพียงอีกฝ่ายได้กลิ่นก็จะทำให้สูญเสียความรู้สึก ทว่าเขาระวังตัวเกินไป เกรงว่าคงไม่อาจรับมือได้ง่ายๆ เช่นนั้น
แต่ในใจของอวิ๋นซูกลับมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง ก่อนที่นางจะได้ล้างแค้น นางจะไม่ปล่อยให้ตนเองได้รับาเ็เด็ดขาด
“หรือเ้าไม่ได้มาเพื่อยาแก้พิษ?”
หลานเซียงเหลียงลังเลครู่หนึ่ง เขามาเพื่อยาแก้พิษจริงๆ ทว่าไม่คิดจะปล่อยคนตรงหน้าไป! “ข้าสามารถฆ่าเ้าก่อนแล้วค่อยพัฒนายาแก้พิษออกมาด้วยตัวเอง!”
ไหนเลยจะรู้ว่า ใบหน้าของอวิ๋นซูกลับไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย กลับหัวเราะเบาๆ “ยาพิษนั้น นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครแก้ได้ หรือท่านหลานคิดว่าข้าจะไม่เตรียมตัวมาก่อน?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้หลานเซียงเหลียงมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง หรือจะมีคนคุ้มครองในที่ลับ? หรืออีกฝ่ายวางมาดตบตา?
ไม่ถูก! หากมีคนคุ้มครองจริง ตอนนี้ควรจะปรากฏตัวออกมาแล้ว! หลานเซียงเหลียงแผ่ไอสังหารออกมา เขาเปลี่ยนท่าทางถือกระบี่ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่คอของอวิ๋นซู “เ้าเป็ใครกันแน่ บางทีถ้าเ้ายอมพูด ข้าอาจจะช่วยให้เ้าตายสบายขึ้นหน่อย”
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดจบ เขาก็ไม่คิดที่จะรอคำตอบของอวิ๋นซู สะกิดเท้าพุ่งเข้าไปด้วยร่างกายปราดเปรียวดุจเสือพุ่งทะยาน เหลือไว้เพียงรอยเท้าลึกๆ บนพื้น มุ่งโจมตีเข้าใส่อวิ๋นซู
แม้ร่างบางดูราวกับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทว่าสิ่งที่นางรอคอยก็คือ่เวลานี้ นางรีบสูดยาถอนพิษเข้าไป หยิบยาพิษออกมาเตรียมไว้ ขอเพียงถูกพิษนิดเดียวคนผู้นี้ก็จะกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เปื่อยเน่าจนตาย! ใน่เวลาแห่งความเป็ความตาย ดวงตาของนางเปล่งประกาย ผมยาวปลิวไสวแฉลบผ่านแก้มของนาง ประกายสีเงินส่องระยับ เพียงพริบตาร่างกายของนางพลันตกอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น
กระบี่ยาวพุ่งเข้าปะทะ ปัดป้องการโจมตีของหลานเซียงเหลียงอย่างแม่นยำ สายตาของอีกฝ่ายปรากฏแววตกตะลึง เขาถึงกับไม่สังเกตเห็นการเข้ามาใกล้ของคนผู้นี้! ราวกับจู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากอากาศอย่างไรอย่างนั้น บุรุษหน้ากากนั่นเขารู้จักดี อีกฝ่ายได้แสดงทักษะการขี่ม้าอันสูงส่งเหนือผู้อื่นในการแข่งม้า หลานเซียงเหลียงคำนวณหาวิธีเอาชนะอยู่ในใจ ไม่คิดว่าเขากลับเผลอสบสายตาเ็าของบุรุษหน้ากากเข้า โทสะที่ปะทุออกมาจากดวงตานั้นยากที่จะซ่อนเร้นทำให้ตนถึงกับสะพรึง อำนาจที่แผ่ออกจากร่างทำให้ใจของหลานเซียงเหลียงหวาดกลัว ทั้งสองเข้าปะทะกันจนเกิดเสียงเสียดหู อีกฝ่ายพลันะเิพลังภายในอันรุนแรงออกมาจนเขาถึงกับกระเด็นออกไป!
ได้ยินเสียงฉีกขาด ไม่ทราบว่าชุดของตนถูกฟันขาดไปเมื่อใด กระทั่งมิอาจเห็นได้ชัดถึงกระบวนท่าตวัดกระบี่ของอีกฝ่าย
คล้ายว่าบุรุษหน้ากากผู้นี้ถูกกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมา หลานเซียงเหลียงรับรู้ได้ถึงความอันตราย
อวิ๋นซูเงยหน้ามองลำคอขาวสะอาดงดงามของบุรุษผู้นั้น บนกายของเขามีกลิ่นหอมออกมาจางๆ สายตานางค่อยๆ ไล่สังเกตพลางขยับร่างของตน ทว่าเฟิ่งหลิงกลับยังคงโอบไหล่นางอย่างระมัดระวัง ก้มหน้าลงกล่าว “ได้รับาเ็หรือไม่?”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลและความปวดใจที่ยากจะสังเกต
อวิ๋นซูส่ายหน้าเบาๆ พยายามไม่สนใจความรู้สึกแปลกประหลาดภายในอก
มีเพียงเฟิ่งหลิงที่ทราบว่า ในยามนี้ตนเองอยากจะฆ่าคนผู้นั้นมากเพียงใด! เขาปล่อยสตรีในอ้อมกอด ป้องกันนางไว้ข้างหลัง ใช้ร่างกายของตนบดบังอันตรายเพื่อนาง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สถานการณ์นี้จึงทำให้อวิ๋นซูนึกถึงตนเองสมัยก่อน
นางนึกไปถึงชาติที่แล้ว นางไม่เคยถูกเซียวอี้เชินช่วยเช่นนี้เลย ราวกับเป็นางยืนอยู่เบื้องหน้าคนผู้นั้นตลอดกาล เมื่ออันตรายผ่านพ้นไป เขาถึงจะออกมายินดีกับโชคและความสุขที่มีชีวิตรอดกับนาง กระทั่งนางยังไม่มั่นใจว่าที่ผ่านมาเคยได้รับความห่วงใยที่ออกมาจากใจเช่นนี้หรือไม่ นางคิดว่าตนเองเป็สตรีที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด ทว่าใน่เวลานี้ นางรับรู้ได้ถึงความอ่อนแอในใจของตนเอง ที่แท้ความรู้สึกที่ถูกปกป้องมันน่าหวั่นไหวเช่นนี้นี่เอง
อวิ๋นซูใช้สายตาสงสัยมองไปยังบุรุษที่ปกป้องนางอยู่เบื้องหน้า กล่าวตามจริง พวกเขามิอาจนับเป็กระทั่งสหาย ทว่าเหตุใดตอนนี้นางถึงได้รับรู้ถึงความตึงเครียดของเขา เป็นางมองผิดไปหรือ? แน่นอนว่าความรู้สึกนี้ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่
เฟิ่งหลิงไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์ของอวิ๋นซู เขาจ้องบุรุษเบื้องหน้าที่เกือบจะทำร้ายนางอย่างเ็า “ทิ้งขาสองข้างของเ้าไว้ หากอยากมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่!”
ช่างโอหังอะไรเช่นนี้! ตนเองอยู่ข้างกายจักรพรรดิเซียวมิอาจแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาง่ายๆ แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน การรับมือคนผู้นี้ ตนสามารถพยายามเต็มกำลังโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด!
ไม่รอให้หลานเซียงเหลียงตอบสนอง เฟิ่งหลิงะโไปเบื้องหน้าเขาราวกับะเิสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมาในพริบตา อะไรกัน?!
ดวงตาอันโเี้สะท้อนอยู่ในสมองของเขา พริบตาเดียวกระบี่อันเย็นเยียบแทงเข้าไปยังกระดูกไหล่ เขาออกกระบวนท่าโดยสัญชาตญาณโจมตีไปยังกระบี่ของอีกฝ่าย ปาดเนื้อของตนจนขาด อดกลั้นความเ็ปแล้วะโออกไปไกลหลายจั้ง “เ้า...”
เฟิ่งหลิงสะบัดเืบนกระบี่ แค่นเสียงเย็นออกมาเล็กน้อย ไม่จำเป็ต้องให้เวลาศัตรูใคร่ครวญ เพราะเขาไม่้าให้อีกฝ่ายมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่!
