หลังจากอาหารเรียกน้ำย่อยหลายจาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ส่งสายตาเป็สัญญาณบอกใบ้ให้แก่แม่นมข้างหลัง เพียงไม่นาน เหล่าสาวใช้ก็ทยอยยกอาหารเลิศรสที่ได้เตรียมไว้แล้วขึ้นโต๊ะ
ฮูหยินผู้เฒ่าทราบว่าระยะนี้เื่ทั้งหมดในจวนโหวล้วนเป็อนุห้าจัดการ รวมถึงการจัดซื้อและจัดทำอาหารเหล่านี้ด้วย
เบื้องหน้าของตนเป็อาหารรสอ่อนทว่าไม่สูญเสียความละเอียดอ่อนหลายจาน สวนเบื้องหน้าของชางหรงโหวเป็อาหารที่เขาชอบที่สุด อนุห้าละเอียดอ่อนรอบคอบ อยู่ข้างกายชางหรงโหวมาหลายปี จะไม่รู้ถึงความชอบของเขาได้อย่างไร
ในยามนี้ สายตาของบุรุษวัยกลางคนผู้แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวกลับตกอยู่บนอาหารจานหนึ่ง “นี่คือ...”
“นี่คืออาหารที่ผู้น้อยทำเองเ้าค่ะ” อนุห้าหัวเราะเบาๆ บนใบหน้าปรากฏความเขินอาย ดูท่าทางนายท่านคงจะคิดอะไรขึ้นมาได้
ไม่เลว ซุปบัวไข่มุกจานนี้ชางหรงโหวจำได้อย่างชัดเจน เมื่อปีนั้นตอนที่เขาทำงานอยู่ที่บ้านเกิดของอนุห้า นางมักจะส่งมาเพื่อเติมเต็มท้องของตน นี่เป็อาหารบ้านเกิดของนาง พริบตานั้นทำให้ชางหรงโหวย้อนนึกไปถึงความทรงจำอันไร้ขอบเขต
ราวกับว่าได้ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ได้พบสตรีบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้าของตน ในวันนี้สตรีผู้นั้นได้ให้กำเนิดทายาทแก่เขาหลังจากต้องอดกลั้นทนรับความทรมานอยู่หลายปี
ชางหรงโหวหยิบช้อนขึ้นมาแล้วจึงยื่นมือออกไป ทุกคนล้วนเห็นอยู่ในสายตา ในใจจึงแจ่มแจ้งขึ้นหลายส่วน
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก้มหน้าลง ในยามนี้นางรู้สึกยินดียิ่งนักที่มารดาของตนไม่ได้เห็นภาพนี้ ท่านพ่อถึงกับไม่เห็นแก่หน้าของท่านแม่ โอ้ไม่สิ ตอนนี้ในใจของท่านพ่อไม่มีตำแหน่งของท่านแม่อยู่อีกต่อไปแล้ว
ล้วนเป็เพราะนางจิ้งจอก! ร่วมมือกับหลิ่วอวิ๋นซูทำร้ายมารดาของตนจนถึงแก่ความตาย หลิ่วอวิ๋นฮว๋าลอบกัดฟัน ความเคียดแค้นในใจของนางพุ่งทะยานขึ้นอย่างไร้ขอบเขต เมื่อมองอาหารอันอุดมสมบูรณ์เต็มโต๊ะอีกครั้ง ราวกับว่าสุราแสงจันทร์อันล้ำเลิศที่วางอยู่บนโต๊ะจะเปล่งประกายอย่างน่าแปลกประหลาด
“ท่านพ่อเ้าคะ นี่เป็ห่านย่างลู่โจวที่ท่านชอบทานมากที่สุด อวิ๋นฮว๋าจะคีบให้ท่านเองเ้าค่ะ” เสียงอันอ่อนโยนนี้พลันดังขึ้น ทุกคนพากันมองไปยังสตรีที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าค่อยๆ ยืนขึ้น ยื่นมือออกไปคีบเนื้อห่านย่างเลิศรสอย่างระมัดระวัง วางลงในถ้วยเบื้องหน้าของชางหรงโหว นางหลุบตาลงอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่พบท่าทางหยิ่งยโสเฉกเช่นในกาลก่อนแม้แต่ครึ่งส่วน
ชางหรงโหวย่อมทราบเื่ที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไปที่วัดเทียนฝูเพื่อขอพรให้ตนเองและจวนโหวโดยเฉพาะ บุตรีคนนี้...เขารู้สึกผิดหวังมากนัก แต่ตอนนี้มารดาของนางไม่อยู่แล้ว จะสามารถทำให้นางรู้ความขึ้นบ้างหรือไม่?
ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายก็เป็บุตรีของตน ต่อให้เมื่อก่อนนางทำผิดพลาดไปมากมายเพียงนั้นก็ตาม
ชางหรงโหวไม่ขยับเขยื้อน ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงรู้สึกกระวนกระวาย จากนั้นบุรุษผู้นั้นค่อยๆ คีบเนื้อห่านย่างขึ้นมาใส่ปาก ส่งเสียงออกมาเบาๆ ครั้งหนึ่ง
สายตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าตกอยู่บนแก้มที่กำลังเคี้ยวอาหารของเขา เนิ่นนานก็ไม่สามารถละสายตาออกไปได้ พริบตานั้นในใจเกิดความรู้สึกผสมปนเป กระบอกตาร้อนผ่าว
นางพยายามรับมือกับความเ็ปที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของตน ก้มหน้าลงไม่้าให้ผู้อื่นได้เห็นอาการแปลกประหลาดของนาง เพราะนางทราบดีว่ามีดวงตาสุขุมเยือกเย็นคู่หนึ่งกำลังมองนางอยู่ตลอดเวลา
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึก หยิบถ้วยเหล้าเบื้องหน้าของตนขึ้น สาวใช้เื้ัจึงรีบเข้ามารินสุราเลิศรสหอมกรุ่นให้นาง
“ท่านพ่อเ้าคะ วันนี้เป็วันเกิดของท่านพ่อ ของขวัญที่ลูกมอบให้ท่านพ่อก็คือคัมภีร์ที่ลูกคัดในวัดเทียนฝู หวังว่าจะสามารถเพิ่มพูนความสุขให้ท่านพ่อได้ อีกเื่หนึ่ง ลูกอยากจะพูดกับท่านพ่อสักประโยค ที่ผ่านมาล้วนเป็ลูกที่ไม่ดี ขอท่านพ่อโปรดให้อภัยด้วยเ้าค่ะ”
นางกล่าวอย่างจริงใจ ไม่ได้มีความเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย ชางหรงโหวมองสตรีงดงามเบื้องหน้า พบว่านางเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ในสมองอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพของนางเมื่อยามเด็ก นางมักจะมีท่าทางออดอ้อนเชื่อฟังอยู่ข้างกายของตน
อะไรที่ทำให้นางเปลี่ยนไปมีท่าทางหยิ่งยโส ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ควรจะเป็ความผิดของเหลยซื่อกระมัง ในฐานะภรรยาเอกกลับไม่สามารถสั่งสอนบุตรีให้ดีได้ ไม่เพียงแต่ไม่ใช้คุณธรรมชี้แนะนาง แต่กลับยุยงส่งเสริมทำลายความสงบสุขของเรือนหลัง อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างได้ผ่านพ้นไปแล้ว
“ลูกขอคารวะสุราให้ท่านพ่อหนึ่งจอก”
นายท่านฮูหยินรองและฮูหยินรองดวงตาเปล่งประกาย คุณหนูรองผู้นี้เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้คนสั่นสะท้านเสียจริง
ในดวงตาของชางหรงโหวราวกับมีประกายบางอย่างวาบผ่าน เขายืนขึ้น ร่างกายใหญ่โตภายใต้แสงจันทร์ห่อหุ้มหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไว้ทั้งหมด เขาค่อยๆ ก้มหน้าลง ลมเย็นพัดปะทะเข้ามา หลิ่วอวิ๋นฮว๋าได้ยินกลิ่นอันคุ้นเคยยามที่ตนเองอยู่บนหลังของบิดาเมื่อนานมาแล้ว
ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ นางไม่อาจหันหลังกลับได้
ชางหรงโหวยกสุราขึ้นดื่ม นายท่านรองพยักศีรษะแล้วกล่าวว่าดี
“นี่มีอาหารที่คุณชายซีชอบทาน มา พี่รองจะยกไปให้เ้า” จู่ๆ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเปลี่ยนแปลงไปเป็มิตรถึงเพียงนี้ ทำให้หลิ่วเฉิงซีรู้สึกไม่คุ้นชินยิ่งนัก
ต้องทราบว่าเมื่อก่อนพี่รองมักจะมีท่าทางเช่นคนชั้นสูง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีคำพูดอะไรที่มากเกินไปนัก แต่จะอย่างไรก็ไม่นับว่าสนิทสนม
ยิ่งเป็เช่นนี้ยิ่งทำให้หลิ่วเฉิงซีรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาด
เขามองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอย่างสงสัย มือของนางที่ยกจานอยู่นั้นหยุดชะงักอย่างแข็งทื่อ
“หลิ่วเฉิงซี!” ฮูหยินสองที่อยู่ข้างๆ กล่าวเตือน เหตุใดจึงไม่มีมารยาทเช่นนี้ นางยื่นมือออกไปรับจานในมือของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ามา “ขอบคุณคุณหนูรองมาก คุณชายซียังไม่ค่อยรู้ความนัก”
“น้าสะใภ้รองเห็นที่นี่เป็เหมือนจวนของตนเองเถิด ไม่จำเป็ต้องเกรงใจเ้าค่ะ”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ้มอย่างใจกว้าง มองใบหน้าเปี่ยมคุณธรรมของฮูหยินรองพลางย้อนคิดไปถึงคำที่มารดาของนางเคยกล่าว
นางกล่าวว่าฮูหยินรองเป็คนที่มีจิตใจลึกล้ำคนหนึ่ง คนเช่นนี้หากน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองได้จะดีที่สุด มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้ได้กระทบถูกนางไปแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็โชคชะตา หากท่านแม่ที่อยู่ในปรโลกรับรู้ คงจะชื่นชมนางเป็อย่างมากกระมัง
สายตาของอนุสี่ตกอยู่บนใบหน้าของชางหรงโหว จากนั้นจึงเก็บสายตากลับมาด้วยความผิดหวัง วันนี้ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานคืออนุห้า ช่างเถิด ตนเองก็ไม่อาจร้องขออะไรได้ เกิดเื่มากมายถึงเพียงนั้น กระทั่งฮูหยินก็ไม่อยู่แล้ว ตนเองไม่ถูกส่งออกนอกจวนก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
นางหันไปมองหลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่ข้างกาย “คุณหนูห้า เหตุใดจึงไม่ทานอาหาร?”
ระยะนี้เมื่ออยู่ในเรือนของอนุสี่ หลิ่วอวิ๋นชิงมักจะแสดงท่าทางหิวโหย มีเพียงตอนที่อยู่เบื้องหน้าอาหารจึงจะทำให้นางเหมือนกับคนที่มีชีวิต แต่ตอนนี้สตรีที่อยู่ในสภาพนิ่งงันทำเพียงมองไปยังอาหารบนโต๊ะโดยไม่ขยับเขยื้อน
บางทีอาจเป็เพราะจิตใต้สำนึกของนางทราบดีว่าอาหารเหล่านี้มีพิษ ดังนั้นร่างกายถึงไม่ยอมขยับ
“คุณหนูห้า?” อนุสี่ส่งเสียงเรียกอีกหลายครั้ง ชางหรงโหวขมวดคิ้วส่งสายตามองไป ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกประหลาดใจ ตอนนี้ผลของยายังไม่ออกฤทธิ์ นางไม่อยากให้เกิดเื่เหนือความคาดหมายอะไรขึ้นใน่เวลาสำคัญ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารีบยืนขึ้น “น้องห้า นี่เป็อาหารที่เ้าชอบกินที่สุด มา กินสักหลายคำเถิด”
นางคีบอาหารหลายอย่างให้หลิ่วอวิ๋นชิงด้วยตัวเอง สายตาของสตรีที่อยู่ตรงข้ามพลันสั่นไหว
หุ่นเชิดมิอาจขัดขืนคำสั่งได้
เห็นสตรีที่กำลังเคี้ยวอย่างเชื่องช้านั้น หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็แย้มยิ้มอย่างพอใจ
“ขอบคุณคุณหนูรองมากเ้าค่ะ” อนุสี่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางรู้สึกราวกับว่าหลิ่วอวิ๋นชิงเชื่อฟังคำพูดของคุณหนูรองยิ่งนัก
“อนุสี่ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน”
บางที อาหารเย็นมื้อนี้อาจจะเป็มื้อที่จวนชางหรงโหวกินกันอย่างอบอุ่นและมีความสุขมากที่สุดใน่หลายปี
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สมควรมาย่อมต้องมา
ลมเย็นพัดผ่าน เมฆครึ้มกลุ่มหนึ่งแผ่ขยายบนฟากฟ้า บดบังดวงจันทร์กลมโตจนมืดสนิท
“เหตุใดจู่ๆ อากาศจึงเปลี่ยนกะทันหันเช่นนี้ไปได้?” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วพลางเบนสายตาขึ้น ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจจึงมีความรู้สึกแปลกประหลาด
ทันใดนั้นหลิ่วเฉิงซีร้องออกมา “อา ข้า...” สีหน้าของเขาตลอดจนดวงตาเปลี่ยนเป็สีม่วงอย่างรวดเร็ว ฮูหยินรองใ “คุณชายซี เ้าเป็อะไร?!”
นางกำลังคิดจะเข้าไปตรวจดู ไม่คิดว่าเพิ่งจะลุกขึ้นร่างกายพลันแข็งค้างไป
ยิ่งเป็คนที่มีร่างกายอ่อนแอ พิษก็จะยิ่งออกฤทธิ์เร็ว
ตามด้วยอนุห้าที่มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ชางหรงโหวรีบยืนขึ้นสังเกตเห็นถึงท่าทางแปลกประหลาดของนาง “เ้าเป็อะไร?”
“ท่านโหว...”
พริบตานั้นทุกคนรอบโต๊ะกลมพากันหน้าเปลี่ยนสี กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าก็กุมท้องของตนเองอย่างยากที่จะเชื่อ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? นางมองไปอย่างเ็ป มีคนล้มลงไปบนโต๊ะอย่างต่อเนื่อง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋านั่งตัวตรง มองทุกคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพริบตา สายตาของนางตกอยู่บนใบหน้าของอวิ๋นซูที่อยู่ตรงข้าม ใบหน้าที่เดิมทีงดงามสุกใสในยามนี้เจือไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย มีเืไหลออกมาที่มุมปาก
“ฮึ นังสารเลว ยังไม่ถึงคราวตายอีกหรือ?”
น้ำเสียงเย็นะเืนี้ ราวกับดังมาจากขุมนรก
ต่อให้เป็บุรุษร่างกายแข็งแรงเช่นชางหรงโหว ในตอนนี้เขาเองก็ไร้เรี่ยวแรงไปทั้งร่าง “อวิ๋นฮว๋า เ้า...”
เขาผ่านสนามรบมานาน ย่อมทราบว่าในยามนี้ทุกคนล้วนถูกพิษแล้ว มีเพียงหลิ่วอวิ๋นฮว๋าผู้เดียวที่ยังปรกติ นางค่อยๆ ยืนขึ้น เพียงแต่สายตาไม่ได้อยู่บนร่างของตน
“หลิ่วอวิ๋นซู เ้าคิดไม่ถึงกระมัง? ว่าข้าจะวางยาพิษทุกคนในจวนในวันเกิดของท่านพ่อ”
“อา? เ้า...เ้า...” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าอิดโรย อย่างไรก็ตาม ความเ็ปนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงแขนขาที่ยังคงไร้เรี่ยวแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าถูกพิษแล้วหรือ?
ทุกคนสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย พวกเขารู้สึกประหลาดใจ กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะยืดเอวให้ตรงก็ไม่มี
“พี่สาว คิดไม่ถึงว่าท่านจะไม่สนใจบุญคุณที่อบรมเลี้ยงดู กระทั่งท่านย่ากับท่านพ่อก็ยังวางยาพิษทำร้ายได้”
“ฮึ เช่นนั้นท่านแม่ของข้าเล่า? นางตายได้อย่างไรเ้ารู้หรือไม่?!” น้ำเสียงของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าเปลี่ยนไปเป็เชือดเฉือน ใบหน้าของนางแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
“ทั้งหมดนี้ล้วนต้องโทษเ้า! หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของเ้า ข้าก็ยังเป็บุตรีภรรยาเอกที่เป็ที่รักในจวนชางหรงโหว คนที่จะได้นั่งในตําแหน่งพระชายารัชทายาทก็คือข้า! เ้าก็เป็แค่โคลนตมที่พื้นเท่านั้น อาศัยอะไรมาแข่งกับข้า? เดิมทีการจะฆ่าเ้าให้ตายก็ง่ายเหมือนเหยียบมดตัวหนึ่ง แต่เ้าโชคดียิ่งนัก เช่นนั้นครั้งนี้เล่า คิดไม่ถึงกระมัง?”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ้ม เชิดหน้าขึ้นอย่างลำพองใจ
ที่แท้เมื่อครู่นี้ ความใจกว้างนอบน้อมของนางล้วนเป็สิ่งลวง ไม่สิ การประพฤติตัวดีเยี่ยมของนางในระยะนี้ล้วนเป็การเสแสร้งทั้งหมด! เพื่อวางยาพิษทุกคนให้ตายตกไปพร้อมกันในวันเกิดของท่านพ่อ!
ความตกตะลึงและความโมโหในใจของชางหรงโหวมิอาจระงับได้ เขา...เหตุใดจึงได้ให้กำเนิดสตรีฏที่เป็ดั่งงูพิษเช่นนี้ขึ้นมาได้!
“แต่วางใจเถิด พิษนี้ไม่ทำให้พวกเ้าตายไวเพียงนั้น โดยเฉพาะเ้า! ข้าไม่ให้เ้าตายง่ายๆ เช่นนั้นแน่ หลิ่วอวิ๋นซู ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสของการอยู่ไม่สู้ตาย!”
กล่าวจบหลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็ยืนขึ้น หยิบมีดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ในตอนที่เมฆครึ้มแผ่กระจาย บดบังแสงจันทร์ไม่ให้สาดส่องลงมาในเรือนแห่งนี้อีกครั้ง
มีดเล่มนั้นเปล่งประกายเย็นะเื นางเดินเข้าไปใกล้อวิ๋นซูทีละก้าว
