ฉินฮุ่ยหนิงจับข้อมือของฉินหยีหนิงด้วยทั้งสองมือของนาง และพยายามรั้งมือของอีกฝ่ายออก อย่างไรก็ตามมือของฉินหยีหนิงก็เหมือนคีมเหล็ก จะใช้แรงอย่างไรก็ไม่สามารถคลายออกได้
คอถูกคนบีบอยู่ นางรู้สึกหายใจไม่สะดวกมากขึ้นเรื่อยๆ นางร้องะโด้วยเสียงแหบ “พวกเ้ามองอะไรอยู่ ยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก ไปเรียกคนมาเร็วแม่นมช่าย” ปี้เถาใตะลึงงันกับวิธีการเช่นนั้นของฉินหยีหนิงที่ดุเดือดเกรี้ยวกราดมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อได้ยินเสียงถึงได้รู้สึกตัวอีกที จากนั้นพวกนางจะเดินเข้ามาดึงฉินหยีหนิง
แต่อำนาจของฉินหยีหนิงนั้นยิ่งใหญ่ลึกล้ำ เพียงแค่กวาดสายตาที่ดูคล้ายกับมีดคมเ็าไปมองแม่นมช่ายกับปี้เถา ร่างกายของทั้งสองก็สั่นระริกๆ ปี้ถงนั้นแม้แต่จะเดินเข้าไปก็ยิ่งไม่กล้าเลย
ฉินหยีหนิงปล่อยมืออย่างรังเกียจ
เท้าของฉินฮุ่ยหนิงอ่อนแรงลง ทรุดกองลงบนพื้นกุมคอตนเองและไอออกมา
“ไม่ใช่ว่าเ้าไม่มีหน้าตาที่จะมีชีวิตอยู่หรือ? ล่าวไท่จุนเป็คนมีเมตตากรุณา แต่ข้าเป็คนป่าที่เห็นเืคาวมาจนชินแล้ว ถ้าอยากจะตายแต่กลัวเจ็บจนไม่กล้าลงมือ ข้าสามารถช่วยเ้าได้”
น้ำเสียงของฉินหยีหนิงนั้นอ่อนโยนมาก แต่สิ่งที่นางพูดนั้นกลับทำให้ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกสยองขนลุกขนพอง
เมื่อสักครู่นี้ นางรู้ในทันทีว่า หากฉินหยีหนิง้าฆ่านางจริงๆ เกรงว่าตนเองจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ยังไม่ทันได้เรียกคนให้มาช่วย นางคงจะโดนบีบคอตายไปแล้ว
ลูกสาวไท่ซือขององค์ชายรัชทายาทจะฆ่าคน? พูดออกมาจะมีใครเชื่อบ้าง แม้แต่เ้านายในบ้านเองต่างก็รู้ว่าตนเองโดนนางฆ่าไปแล้ว จำต้องปกปิดซ่อนเื่นี้เอาไว้เพื่อไม่ให้ฉินหวยหยวนต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเื่ดังกล่าวเป็แน่!
นึกไม่ถึงเลยว่านางอยู่ในจวนฉินต้องตกอยู่ในสภาวะอันตรายเช่นนี้ ั้แ่เมื่อไหร่แล้ว?
นี่ไม่ใช่เพียงแค่เพราะอยากจะร่ำรวยอยู่สุขสบาย แต่แม้แต่ชีวิตของนางก็อยู่ในกำมือของคนอื่น?
ฉินหยีหนิงเห็นฉินฮุ่ยหนิงแสดงอาการกลัวลนลาน นางก็ยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง
“รู้จักกลัวด้วยหรือ? ฉินฮุ่ยหนิง คำพูดที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ เ้าจำไว้ให้ดีๆ วันนี้เ้าก่อเื่แขวนคอจะฆ่าตัวตาย เกรงว่าเื่นี้ถูกลือไปทั่วจวนฉินแล้ว ไม่แน่ภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้ในบ้านของผู้ดีทั้งหลายสามารถหยิบยกเื่ของเ้ามาพูดเล่นก็ยังได้ หากวันไหนที่เ้ากล้าแขวนคอขึ้นมาจริงๆ ข้าจะแขวนคอให้เ้าเอง ข้าคิดว่า ในเมื่อเ้าเคยมีประวัติแขวนคอมาแล้ว ทุกคนต่างก็จะคิดว่าเ้าทำผิดอีกครั้งก็เท่านั้นแหละ”
นางเงยหน้ามองคานของห้อง จากนั้นเบนสายตากลับมามองดูฉินฮุ่ยหนิงอีกครั้ง ฉินหยีหนิงยกปลอกคอของแม่นมช่ายขึ้นด้วยมือเดียว นางยกเหมือนยกถุงใส่ของใบหนึ่ง
เท้าของแม่นมช่ายไม่แตะที่พื้นแล้ว นางใจนดวงตาเบิกโต
ฉินหยีหนิงวางนางลงด้วยรอยยิ้มและเอ่ยบอกภายใต้สายตาแสดงความหวาดกลัวของฉินฮุ่ยหนิง “เห็นหรือยัง? ข้าไม่ได้เล่นๆ กับเ้านะ แรงที่จะเอาเ้าแขวนขึ้นไปข้างบน ข้ายังมีแรงอยู่นะ หากเ้ายังกล้ายั่วยุท่านแม่ และยังทำให้นางต้องอับอายขายขี้หน้าต่อหน้าคนในครอบครัวของท่านพ่อ และยังกล้าทำให้ครอบครัวต้องกระสับกระส่ายอีกครั้งละก็ เ้าก็ลองดูเถิด ก็ดูสิว่าคนที่มาช่วยเ้าหรือว่าข้าบีบคอเ้าตายแล้วแขวนขึ้นไปข้างบน อันใดมันจะเร็วกว่า”
จากนั้นก็ได้ตบไหล่ของฉินฮุ่ยหนิงอีกหนและพูดว่า “ดึกแล้ว เ้าสามารถพักผ่อนได้แล้ว” เมื่อพูดจบนางก็หันหลังกลับและเดินออกไป
ฉินฮุ่ยหนิงจ้องมองตรงไปที่ประตูราวกับว่านางเป็ไก่ไม้
แม่นมช่ายตบหน้าอกของนางแล้วบ่นพึมพำว่า “นี่ยังเป็มนุษย์อยู่หรือไม่ นี่ยังเป็มนุษย์อยู่หรือไม่...”
ปี้ถงก้มศีรษะของนางต่ำ พลางนึกถึงคำสั่งของหัวหน้าจง ในดวงตาของนางมีความกลัวและความสิ้นหวังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนั้นเป็เวลานานพอสมควร ฉินฮุ่ยหนิงกรีดร้องขึ้นมาหนึ่งครั้งและทุบทำลายข้าวของในบ้านด้วยความโกรธ
ตอนนี้ฉินหยีหนิงไปดูล่าวไท่จุน เมื่อได้รับการยืนยันว่าร่างกายของหญิงชราไม่เป็อะไรแล้ว จากนั้นนางก็กลับไปยังเรือนเสวี่ยลี่
วันรุ่งขึ้นเป็วันที่องค์ชายรัชทายาทจะมาเยือนที่จวนเพื่อคารวะไท่ซือ และเป็เ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับศิษย์ ดังนั้นยังไม่ทันรุ่งสาง ในบ้านก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมาแล้ว
เช้าตรู่ หัวหน้าจงได้ฝากสำเนารับรองสถานะจากสำนักกิจการศาสนาเต๋าให้กับแม่เฒ่าจิ่งคนทำงานในห้องครัว จากนั้นนางได้นำไปส่งให้ฉินหยีหนิง พร้อมกระซิบแจ้งว่า “เงินถูกส่งไปแล้วและแม่นางทั้งสองคนก็เตรียมพร้อมแล้วเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงนิ่งอยู่สักครู่ อีกอึดใจถึงแย้มยิ้มออกมา
“ลำบากแม่เฒ่าจิ่งที่ช่วยจัดการให้แล้ว” ฉินหยีหนิงมอบถุงผ้าฝ้ายที่ปักด้วยคำว่าสุข ซึ่งหนักไม่เบาให้กับแม่เฒ่าจิ่ง “วันข้างหน้ายังต้องรบกวนแม่เฒ่าจิ่งให้ช่วยและดูแลอีก ของเล็กๆ ชิ้นนี้ ถือว่าให้แม่เฒ่าจิ่งซื้อสาโทมาดื่มนะ”
“โอ๊ะ! คุณหนูตงเจีย ทำเช่นนี้บ่าวไม่กล้ารับเ้าค่ะ” แม่เฒ่าจิ่งทำทุกวิถีทางเพื่อปฏิเสธ
“เราต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน เหตุใดถึงจะต้องเกรงใจเช่นนี้ด้วย แม่เฒ่าจิ่งปฏิเสธอีกก็เท่ากับดูถูกแล้วนะ?” ฉินหยีหนิงแสร้งทำเป็โกรธ
แม่เฒ่าจิ่งถึงได้เก็บเอาไว้ จากนั้นก็พูดคุยอย่างสุภาพอยู่ครู่หนึ่งก่อนลาจากไปด้วยความเคารพ
ฉินหยีหนิงทานน้ำแกงรังนกที่คนในครัวส่งมาให้ นางเม้มริมฝีปากนึกวางแผนอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาจึงยกยิ้มอีกหนและสั่งชิวหลู่ “ไปทำความสะอาดห้องด้านข้างห้องนอนของข้า สิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องใช้กับผ้าปูที่นอนและอื่นๆ อย่าได้ให้ขาดตกบกพร่อง”
ชิวหลู่พยักหน้าตอบตกลงและไปทำงานในทันที
ฉินหยีหนิงพาบ่าวเหยาฉินและยวี้ฉีที่ฉินหวยหยวนมอบให้นาง ไปที่เรือนสื่อเซี่ยวเพื่อคำนับล่าวไท่จุน
เรือนสื่อเซี่ยวในวันนั้นสงบเงียบ เสมือนว่าเื่ที่ฉินฮุ่ยหนิงแขวนคอฆ่าตัวตายไม่ได้แพร่สะพัดออกไปข้างนอกแต่อย่างใด
ซุนซื่อกับฮูหยินสอง ฮูหยินสามต่างก็ออกไปนอกเรือนเพื่อทำการจัดเตรียมงานเลี้ยงสำหรับต้อนรับการมาเยือนขององค์ชายรัชทายาท
ล่าวไท่จุนกำลังพูดคุยกับคุณหนูที่แต่งตัวมาอย่างดีอยู่ในเรือนสื่อเซี่ยว รอให้งานจะเริ่มขึ้นก็จะไปคารวะองค์ชายรัชทายาทก่อนล่วงหน้า
ฉินหยีหนิงหันมองฉินฮุ่ยหนิงและพบว่านางสวมเสื้อยาวมีปลอกคอเพื่อซ่อนร่องรอยบนคอของนาง บนใบหน้าของนางก็ทาแป้งอย่างเหมาะสมเพื่อปกปิดรอยแดง รวมทั้งอาการบวมบนแก้มที่ซุนซื่อได้ฝากรอยมือไว้ นางกำลังก้มหน้านั่งอยู่ข้างๆ คุณหนูหก ดูรวมๆ แล้วถือว่าปลอดภัยหายห่วง
เด็กสาวคิดอย่างขบขัน ดูเหมือนว่าฉินฮุ่ยหนิงนั้นเป็คนที่ให้ความร่วมมือกับพวกใช้ความรุนแรง คำพูดที่พูดออกมาหนึ่งพันคำ ก็ไม่สู้ตบนางหนึ่งทีถึงจะได้ผล
ในเมื่อฝ่ายนั้นปลอดภัยหายห่วงแล้ว ฉินหยีหนิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางได้พูดคุยกับคุณหนูหลายคน ชวนสนทนาเพื่อให้ล่าวไท่จุนขบขัน
ยามเหมามีบ่าวเด็กเข้ามารายงาน “องค์ชายรัชทายาทมาถึงแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้กำลังคารวะกับไท่ซือแหย่เพื่อรับเป็ศิษย์อยู่ที่หน้าบ้านเ้าค่ะ”
อีกไม่ถึงครึ่งเค่อ ก็มีคนเข้ามารายงานอีกครั้ง “องค์ชายรัชทายาทกับไท่ซือแหย่และนายท่านสอง นายท่านสาม คุณชายใหญ่ คุณชายสองต่างก็เดินไปที่ห้องหนังสือเพื่อพูดคุยกันแล้วเ้าค่ะ”
ยามซื่อ
จี๋เสียงที่เพิ่งออกไปข้างนอกเพื่อดูสถานการณ์นั้น เดินกลับมาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มพร้อมพูดว่า “ล่าวไท่จุน องค์ชายรัชทายาทกับนายท่านทั้งสามและคุณชายทั้งหลายต่างก็กำลังเดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังบ้านแล้วเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่ได้บอกแล้วว่างานเลี้ยงได้เตรียมเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ ยามจื่อก็สามารถเริ่มงานเลี้ยงแล้วเ้าค่ะ เชิญล่าวไท่จุนพาคุณหนูทั้งหลายเดินไปที่ห้องดอกไม้ได้เ้าค่ะ”
ล่าวไท่จุนอารมณ์ดีมากพลางพยักหน้า “รับทราบแล้ว”
ล่าวไท่จุนได้ตรวจดูชุดและการแต่งตัวของคุณหนูทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง
ใครจะไปรู้ เพียงชั่วเวลาไม่นาน ข้างนอกก็มีบ่าวตัวเล็กๆ วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ อยู่ที่ใต้ระเบียงและได้เอ่ยขึ้นราวกับปืนใหญ่
“ล่าวไท่จุน เมื่อสักครู่นี้ปี้ถงกับเสี่ยวอ้ายบ่าวเคียงข้างคุณหนูฉินฮุ่ยหนิงได้เจอกับองค์ชายรัชทายาทที่สวนดอกไม้หลังบ้านแล้วเ้าค่ะ ไท่ซือแหย่ได้ออกคำสั่งไล่ทั้งสองออกไปแล้ว ไท่ซือแหย่ยังมีคำสั่งให้ล่าวไท่จุนนำตัวคุณหนูฉินฮุ่ยหนิงขังไว้ที่ห้องเก็บฟืนและนายท่านก็มีเื่จะถามทีหลังด้วยเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินฮุ่ยหนิงก็ลุกยืนขึ้นและจ้องมองด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง นางหันไปหาล่าวไท่จุนเพื่อขอความช่วยเหลือ “นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ ปี้ถงไม่ได้ติดตามข้ามาในเช้านี้ เพราะนางได้บอกว่ามีระดูแล้ว นางรู้สึกไม่สบายตัว ข้าเห็นว่านางไม่ค่อยสบายก็เลยไม่ได้ให้นางมาด้วย นางจะวิ่งไปที่สวนหลังบ้านแล้วเจอะเจอกับองค์ชายรัชทายาทได้อย่างไรเล่า...”
ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วและสั่งแม่นมฉิน “หลู่จวน เ้ารีบไปถามให้ชัดเจนแล้วรีบมารายงานข้า”
“เ้าค่ะ” แม่นมฉินรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหยีหนิงหลุบตาลงแล้วนั่งจิบชาอุ่นๆ
เมื่อน้ำชาเข้าปากนั้นมีรสขมเล็กน้อย ทว่ายามกลืนเข้าไปกลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็ชาที่ดี
แต่เดิม คุณหนูทั้งหลายต่างก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นองค์ชายรัชทายาทในงานเลี้ยงตอนเที่ยง ในเวลานั้นพวกนางรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย โดยเฉพาะฉินฮุ่ยหนิงที่หน้าซีดขาวและมีเหงื่อเย็นๆ ออกมา นางคาดเดาอยู่ในใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านพ่อของนางถึงได้สั่งให้กักขังนางในห้องเก็บฟืน?
หลังจากนั้นไม่นาน แม่นมฉินก็ได้กลับมาแล้ว
“ล่าวไท่จุน” ใบหน้าของแม่นมฉินดูเคร่งเครียด “บ่าวได้ไปถามให้ชัดเจนแล้วเ้าค่ะ ปี้ถงกับเสี่ยวอ้าย ทั้งสองต่างก็ไม่รู้ว่าไท่ซือแหย่ นายท่านสอง นายท่านสามจะพาองค์ชายรัชทายาทไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังบ้านน่ะเ้าค่ะ วันนี้ทั้งสองมีเวลาว่างพอดี ก็เลยพูดคุยตามประสาอยู่ข้างหลังูเาประดิษฐ์ ผลก็คือองค์ชายรัชทายาทกับไท่ซือแหย่และคนอื่นๆ ได้ยินอย่างชัดเจน พวกนางพูดว่า...พูด...พูดว่า...”
ล่าวไท่จุนขมวดคิ้ว “พูดว่าอะไรหรือ รายงานให้ชัดเจนสิ”
“บ่าวได้พาฉี่ไท่คือคนที่อยู่เคียงข้าง และติดตามไท่ซือแหย่มาโดยตลอดมาด้วยแล้วเ้าค่ะ ให้ฉี่ไท่บอกกับท่านเถิดเ้าค่ะ”
“รีบเรียกเขาเข้ามา”
ปีนี้ฉี่ไท่อายุสามสิบปีกว่าแล้ว เขาอยู่เคียงข้างและติดตามฉินหวยหยวนเป็เวลานาน มีความจงรักภักดีและเฉลียวฉลาด เมื่อเขามาแล้วก็ไม่ได้เข้าห้องข้างใน แต่คุกเข่าอยู่ที่ด้านนอกฉากไม้กั้นแกะสลัก เมื่อมองแล้วก็มองเห็นเพียงเงาร่างของเขาเท่านั้น
“...ทันทีที่องค์ชายรัชทายาทและคนอื่นๆ กำลังเดินก็ได้ยินเสียงเด็กหญิงสองคนกำลังพูดพึมพำ บอกว่าคุณหนูสี่เป็คนที่สมองกลวงและโง่เขลา ถูกคนอื่นใส่ร้ายก็ยังไม่รู้ตัวอีก นางบอกว่าบ่าวที่ขโมยกำไลข้อมือของล่าวไท่จุนนั้น ความจริงแล้วเป็เพราะคุณหนูฮุ่ยหนิงสั่งให้ปี้ถงใส่ร้ายนาง และยังบอกอีกว่าล่าวไท่จุนก็เป็คนโง่ ที่เชื่อแล้วเอาคนไปเฆี่ยนตีและไล่ออกไปแล้ว
ตอนนั้นบ่าวเดินตามไท่ซือแหย่และองค์ชายรัชทายาทอยู่ข้างหลัง คำพูดนี้บ่าวได้ยินชัดเจน องค์ชายรัชทายาทก็จะต้องได้ยินแล้วเป็แน่ขอรับ”
ในเวลานั้นองค์ชายรัชทายาทไม่ได้พูดอะไร แต่ว่าสีหน้าของไท่ซือแหย่นั้นดูโกรธมาก ดุด่าทั้งสองอย่างโกรธเคือง ไท่ซือแหย่มีความเมตตาไม่ได้เฆี่ยนหรือฆ่าแต่อย่างใด เพียงแค่ให้พวกนางออกไปข้างนอก”
ในเรือนเงียบกริบลงฉับพลัน ทุกสายตาจับจ้องมองไปที่ฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไท่ซือแหย่ให้กักขังฉินฮุ่ยหนิงในห้องเก็บฟืน ที่แท้บ่าวเคียงข้างของฉินหยีหนิงที่เป็ขโมยนั้นถูกใส่ร้ายนี่เอง
เื่มืดมิดในครอบครัวเช่นนี้ถูกเปิดโปงต่อหน้าองค์ชายรัชทายาท อีกทั้งยังเป็ลูกสาวบุญธรรมใส่ร้ายบ่าวของลูกสาวคนโต เื่เช่นนี้แพร่กระจายออกไป จะให้คนพูดว่าอย่างไร?
คงไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะปราศจากเสียงนินทา ในบ้านของฉินไท่ซือยังไม่สะอาด แถมไม่สามารถกวาดทำความสะอาดได้ แล้วจะกวาดทำความสะอาดแผ่นดินได้อย่างไร...
สีหน้าของล่าวไท่จุนกลายเป็สีม่วงแล้ว และนางก็โยนหม้อทองเหลืองใส่ยาเส้นในมือออกไปอย่างแรง จนกระแทกไหล่ของฉินฮุ่ยหนิง เด็กสาวร้องโอย ทั้งร้องไห้ออกมาด้วยเ็ป
“เ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีก เรียกคนมา จับฉินฮุ่ยหนิงไปขังที่ห้องเก็บฟืน ถ้านายท่านใหญ่ยังไม่มีคำสั่งให้ปล่อยตัว ไม่อนุญาตให้ใครไปดูนาง!”
“ล่าวไท่จุน ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ทำจริงๆ ข้าถูกใส่ร้าย จะต้องมีคนใส่ร้ายข้าอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“ถึงตอนนี้เ้าก็ยังกล้าเล่นลิ้นแก้ตัวอีก นำตัวออกไป! นำตัวออกไป!” ล่าวไท่จุนทุบโต๊ะด้วยความโกรธ
บ่าวผู้หญิงที่แข็งแรงเข้ามาปิดปากของฉินฮุ่ยหนิงแล้วดึงตัวนางออกไป
บรรยากาศเงียบกริบเกิดขึ้นอีกหน
เนื่องจากการขโมยของรุ่ยหลาน ทำให้หลายคนเยาะเย้ยฉินหยีหนิงว่าไม่สั่งสอนบ่าวของตนเอง และยังมีคนที่พูดเกินกว่านั้นก็คือกล่าวหาว่าฉินหยีหนิงเบื้องบนคดเคี้ยวเบื้องล่างก็เลยคดเคี้ยวไปด้วย
ตอนนี้ความจริงก็ได้เปิดโปงแล้ว เมื่อมองไปที่ฉินหยีหนิงนั้น ทุกคนต่างก็ทำตัวไม่ถูกอยู่หลายส่วน
ในขณะเดียวกันนี้ ข้างนอกก็มีบ่าวเข้ามารายงาน “ล่าวไท่จุน ฮูหยินติ้งกั๋วกงส่งบ่าวสองคนมาให้คุณหนูสี่เ้าค่ะ”
ทันทีที่พูดจบ ก็เห็นบ่าววัยกลางคนจี๋เสียงมีสีหน้าที่ลึกลับเข้าใจยากและได้พาบ่าวทั้งสองเข้ามา
ครั้นได้เห็นหน้าบ่าวคนใหม่ทั้งสอง ทุกคนต่างก็หันมองฉินหยีหนิงอีกครั้ง
ล่าวไท่จุนตกตะลึง ชี้ไปที่คนหนึ่งและเอ่ยขึ้น “เ้าไม่ใช่รุ่ยหลานหรอกหรือ?”
“บ่าวมีนามว่าซงหลาน คำนับล่าวไท่จุน คำนับคุณหนูสี่เ้าค่ะ” ตอนนี้รุ่ยหลานเปลี่ยนชื่อเรียกเป็ซงหลานแล้ว นางกำลังยิ้มและคำนับ
