“เื่นี้ ต่อให้เป็เสด็จพ่อของเ้าก็ไม่ยอมรับแน่”
ฮองเฮาทรงทราบดีว่าพระองค์มิอาจถอยได้เด็ดขาด “รัชทายาท เ้าทราบหรือไม่ว่าหลายปีมานี้ เหล่าองค์ชายพยายามกันมากเพียงใด? ทุกคนพยายามเต็มที่เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานจากเสด็จพ่อของเ้า ไม่ว่าจะเป็ความรู้ความสามารถ หรือด้านการรบ พวกเขาต่างไม่ด้อยไปกว่าเ้ามากนัก เหตุใดเ้าจึงไม่ใคร่ครวญเพื่อตัวเองเสียหน่อย มีคนมากมายที่จับจ้องตำแหน่งรัชทายาทของเ้า?!”
พระสุรเสียงของฮองเฮาหนักแน่น พระองค์ทราบว่าหากพระองค์ไม่หนักแน่นเช่นนี้ รัชทายาทจะต้องทำผิดพลาดครั้งใหญ่เป็แน่
ความรักลึกซึ้งระหว่างหญิงชาย เมื่อเทียบกับชาติบ้านเมืองแล้ว สิ่งใดสำคัญกว่ากัน?!
“เสด็จแม่! การแข่งม้าระหว่างสองแคว้นในครั้งนี้ ที่พวกเราชนะเป็เพราะคุณหนูหกพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ? นี่เ้าหมายความว่าอย่างไร?” การแข่งม้าระหว่างสองแคว้นเกี่ยวอะไรกับสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง
“คุณหนูหกไม่เพียงมีวิชาแพทย์สูงส่ง ฝีมือการขี่ม้ายังยอดเยี่ยมมาก เป็เพราะ่นั้นนางสอนเคล็ดลับการขี่ม้าที่พวกเราไม่เคยพบมาก่อน จึงสามารถยกระดับฝีมือของพวกเราในระยะเวลาที่สั้นที่สุดได้ อีกทั้งในวันแข่งขันยังคิดแผนการให้พวกเรา เสด็จแม่ หากเปลี่ยนเป็ท่าน สตรีที่อัศจรรย์เช่นนี้ ท่านจะยอมตัดใจจริงๆ หรือ?”
ฮองเฮาทรงคิดไม่ถึงว่าจะมีเื่เช่นนี้ด้วย “แต่ว่า...สตรีจะ...” พระองค์อยากจะตรัสว่า สตรีจะเข้าร่วมการแข่งม้าระหว่างสองแคว้นได้อย่างไร หากปล่อยให้แคว้นอี้ทราบ เกรงว่าคงจะหัวเราะเยาะพวกเขาว่าไม่มีผู้มีความสามารถ
“ผู้ทำการใหญ่ ไม่คิดเล็กคิดน้อย!”
เพียงประโยคเดียวทำให้ฮองเฮามิอาจสรรหาคำใดมาตอบโต้ ประโยคนี้เป็คำที่พระองค์ใช้สอนรัชทายาทอยู่บ่อยครั้ง ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะถูกใช้กับพระองค์เอง
“ขอเสด็จแม่ทรงใคร่ครวญ คุณหนูหกเป็สตรีที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ หากมีความช่วยเหลือของนาง ลูกเชื่อว่านางจะไม่เป็ตัวถ่วงลูกแน่นอน” เมื่อพูดประโยคนี้ออกไป ตงฟางซวี่ก็โค้งตัวคารวะแล้วหมุนกายก้าวยาวๆ เดินหายไปจากพระเนตรของฮองเฮา
ภายในตำหนักหงส์อันว่างเปล่า เหลือเพียงเสียงทอดถอนหายใจเบาๆ ของฮองเฮาเท่านั้น
ณ เรือนไผ่
เงาร่างขลาดเขลายืนอยู่หลังูเาจำลอง สายตามองไปข้างในอย่างระมัดระวัง
“คุณหนูเจ็ด?” ชุนเซียงพบผู้มีท่าทางลับๆ ล่อๆ ยังคิดว่าเป็คนน่าสงสัยเสียอีก เมื่อเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าใบหน้าเล็กๆ นั้นซีดขาวเล็กน้อย
“พี่ชุนเซียง! พี่หกอยู่หรือไม่เ้าคะ?” นางโถมตัวเข้าไปทันที สายตากวาดมองไปรอบๆ ราวกับมีใครตามนางมา
“คุณหนูอยู่ข้างในเ้าค่ะ คุณหนูเจ็ด ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ? ทำไมมือเย็นเช่นนี้?”
ร่างกายของนางสั่นอย่างไม่อาจระงับ ดูน่าสงสารยิ่งนัก ไม่คิดว่าไม่ได้พบเพียงระยะเดียว คุณหนูเจ็ดที่ร่าเริงสดใสจะมีท่าทางเช่นวันนี้ได้
“ชุนเซียง เ้ากำลังพูดกับใคร?” เสียงเรียบเฉยเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านใน ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นเหยาปรากฏแววยินดี รีบหันกายวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในเรือน
เมื่อเห็นอวิ๋นซู นางคุกเข่าลงอย่างตื่นเต้น ไม่ทราบว่ายินดีหรือหวาดกลัว น้ำตาสองสายทำใบหน้าของนางพร่าเลือน “พี่หกเ้าคะ! อวิ๋นเหยาสำนึกผิดแล้ว อวิ๋นเหยารอนานแล้ว เหตุใดพี่หกยังไม่ให้ท่านย่าย้ายอวิ๋นเหยาออกมาเ้าคะ?”
ดวงตาของนางดูอิดโรย มีรอยคล้ำสองวงอยู่ใต้ตา มือทั้งสองดึงชายเสื้อของอวิ๋นซูแน่น
หลายวันมานี้ แม้ว่าหลิ่วอวิ๋นหลี่จะไม่ได้กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเฉกเช่นเมื่อก่อน แต่ใน่กลางดึกมักจะจะมีเสียงคำรามราวสัตว์ป่าดังออกมา มีเพียง์ที่รู้ว่าหลิ่วอวิ๋นเหยาไม่ได้นอนหลับอย่างสงบแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้จิติญญาของนางพังทลายหมดแล้ว ไม่อาจอดทนรอถึงเวลาที่อวิ๋นซูกล่าวได้อีกต่อไป
“พี่หก ช่วยอวิ๋นเหยาด้วยเถิด วันนี้ วันนี้อวิ๋นเหยาไม่อยากกลับไปแล้ว!”
ท่าทางขอร้องอย่างขมขื่นเช่นนี้ดูน่าสงสารยิ่งนัก อวิ๋นซูมองใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจ “ชุนเซียง รีบยกชามาให้คุณหนูเจ็ดเร็ว ทำให้ร่างกายนางอบอุ่นเสียหน่อย”
หลังจากผ่านการคิดทบทวนมาระยะหนึ่ง เชื่อว่านางจะต้องเข้าใจสถานการณ์ของตนอย่างชัดเจน อวิ๋นซูประคองนางขึ้นจากพื้น “เป็พี่หกไม่ดีเอง พี่หกจะไปขอร้องท่านย่าเดี๋ยวนี้ ให้เ้าไปอยู่ที่เรือนอื่น”
“...จะ จริงหรือ?” ใบหน้าของนางพลันมีรอยยิ้มแห่งความหวังผลิบาน
“คุณหนูเจ็ดเ้าคะ รีบมาดื่มชาร้อนๆ สักถ้วยเถิดเ้าค่ะ” ชุนเซียงพาดรุณีน้อยที่อารมณ์เริ่มมั่นคงเข้าไปด้านใน อวิ๋นซูมองตามหลิ่วอวิ๋นเหยาจนเดินหายไปสุดทางเดินระเบียง ความจริงนางตั้งใจจะปล่อยให้เด็กคนนี้อยู่ที่เรือนเดิมอีกหลายวัน บางครั้งความเ็ปเล็กน้อยมักจะถูกลืมได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าหากทำให้นางเ็ปนานเสียหน่อย วันหน้าก็จะจดจำาแนี้อย่างฝังใจ และไม่ทำผิดซ้ำอีก
อวิ๋นเหยาอายุยังน้อย เพียงแต่ได้เห็นได้ฟังจึงซึมซับมาั้แ่เด็ก ในเมื่ออวิ๋นซูตัดสินใจจะให้โอกาสนางเป็ครั้งสุดท้าย ย่อมต้องทำให้นางจดจำการสั่งสอนครั้งนี้อย่างลึกซึ้ง ให้นางรู้ว่าหากไม่อยู่อย่างสงบ จุดจบของนางจะไม่ต่างกับหลิ่วอวิ๋นหลี่
วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เรียกนางไปคัดคัมภีร์เป็เพื่อน เดิมทีอวิ๋นซูคิดว่าอีกครู่หนึ่งจะไปดูอยู่แล้ว นางจัดเสื้อผ้าที่ถูกหลิ่วอวิ๋นหยาดึงจนยับให้เรียบร้อย เดินมุ่งไปยังเรือนฮูหยินผู้เฒ่า
“ท่านย่าเ้าคะ”
เสียงอ่อนโยนดังแว่วมา ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ซูเอ๋อร์”
“ท่านย่า วันนี้ซูเอ๋อร์ไม่ได้มาคัดคัมภีร์เป็เพื่อนท่านย่า ซูเอ๋อร์จึงมารับโทษเ้าค่ะ” สตรีน้อยผู้เฉลียวฉลาดค่อยๆ เข้ามาใกล้ ฮูหยินผู้เฒ่าแย้มยิ้มเปี่ยมเมตตา “เด็กโง่ ไม่ตำหนิเ้าหรอก เป็ย่าที่ลืมให้แม่นมไปเรียกเ้า”
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูมองปราดไปบนโต๊ะข้างๆ อย่างละเอียด แผ่คัมภีร์ที่คัดไปได้ครึ่งหนึ่งออก
“ท่านย่ามีเื่ไม่สบายใจหรือเ้าคะ?”
ดวงตาฮูหยินผู้เฒ่าเปล่งประกาย “เป็ซูเอ๋อร์ที่เข้าใจจิตใจของข้าจริงๆ ...” นางยื่นมือไปจับจูงอวิ๋นซู พานางมาข้างกาย “ย่าได้ข่าวมาเื่หนึ่ง”
“...”
“คุณชายสามจวนชางติ้งโหว เ้าเคยพบแล้วกระมัง? คิดว่าเป็อย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นซูเข้าใจในทันทีว่านางกำลังพูดเื่อะไรอยู่ “คุณชายสาม...เป็คนดีเ้าค่ะ”
“คนดี? ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ?”
นางรีบทำท่าทีเรียบเฉยออกมา แสดงให้ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอย่างชัดเจนว่านางไม่มีใจเกี่ยวดองโดยไม่จำเป็ต้องพูดจาอ้อมค้อมใดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าพลันเข้าใจความคิดของนางทันที “ก็ดี ข้าเองก็อยากให้เ้าอยู่ข้างกาย ทำใจให้เ้าแต่งออกไปเร็วเช่นนี้ไม่ได้!”
อวิ๋นซูยิ้มเขินอาย “จริงสิ ท่านย่าเ้าคะ ซูเอ๋อร์มีเื่จะขอร้องเ้าค่ะ”
“หืม? กล่าวมาเถิด ย่าฟังเ้าทั้งหมด”
“เื่เกี่ยวกับพี่สี่เ้าค่ะ” เมื่อกล่าวออกไปเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าพลันมีท่าทางเคร่งขรึม “นางทำไมอีก?” เด็กคนนั้นไม่ใช่ว่าเป็เสียสติไปแล้วหรือ?
“ตอนนี้พี่สี่ป่วยหนัก ซูเอ๋อร์กังวลว่าจะเป็การสร้างปมในใจให้น้องเจ็ด มิสู้ให้น้องเจ็ดย้ายเรือนจะดีกว่าไหมเ้าค่ะ”
หือ? เื่นี้นางไม่เคยคิดถึงมาก่อน ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ชอบหลิ่วอวิ๋นเท่าใดนัก ย่อมไม่คิดอะไรมาก “เ้าพูดจามีเหตุผล เช่นนั้นก็ทำตามคำของเ้าเถิด”
ภายในเรือนของอนุสี่
“อี๋เหนียง ท่านย่าให้คนเปลี่ยนเรือนให้น้องเจ็ดแล้วเ้าค่ะ” หลิ่วอวิ๋นชิงแกะเมล็ดแตงพลางมองไปยังสองคนข้างๆ
ตอนนี้อนุสี่กำลังสอนคุณชายเก้าอ่านอักษร ทว่ากลับไม่ยอมตอบนาง
“อี๋เหนียง...”
“อวิ๋นชิง เื่พวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา” ในที่สุดอนุสี่ก็ตอบ “คุณหนูเจ็ดควรจะเปลี่ยนเรือนตั้งนานแล้ว” เด็กผู้นั้นยังเยาว์ จะทนรับเสียงกรีดร้องปั่นประสาทของพี่สาวร่วมมารดาเช่นนั้นได้อย่างไร? ไม่บ้าตามกันไปก็ดีมากแล้ว
“ฮึ ข้าได้ยินมาว่าน้องหกไปขอร้องท่านย่า” หลิ่วอวิ๋นชิงกล่าวถึงจุดสำคัญ นางอยากจะพูดว่าทุกวันนี้ในจวนโหว คำพูดของอวิ๋นซูมีน้ำหนักถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะเมื่อท่านแม่และพี่รองถูกส่งกลับจวนแม่ทัพไป ยิ่งรู้สึกว่าทั้งจวนโหวมีอวิ๋นซูเป็ใหญ่
นางอายุน้อยกว่าตนเองแท้ๆ ท่านย่ากลับให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ใจของหลิ่วอวิ๋นชิงไม่พอใจเป็อย่างมาก เมื่อเห็นว่าอี๋เหนียงไม่สนใจตนเองอีก นางยิ่งรู้สึกกลุ้มใจ สลัดเมล็ดแตงในมือทิ้งแล้วเดินออกไป
นางเตะหินใกล้เท้า เดินไปตามถนนเล็กๆ อย่างไร้จุดหมาย ตอนนี้เอง นางเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้าไปในประตูหลังของเรือนไผ่
หลิ่วอวิ๋นชิงรีบหลบไปอย่างระมัดระวัง มีท่าทางครุ่นคิด นางมิได้ตาพร่าเลือนไปใช่หรือไม่? เหตุใดจึงมีผู้ชายแอบเข้าไปในเรือนไผ่ได้? ดูจากลักษณะรูปร่างแล้ว เป็คุณชายวัยหนุ่มผู้หนึ่ง หรือว่า...
นางลูบปากตนเองอย่างแปลกใจ สุดท้ายใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเบิกบานใจออกมา นี่เป็เื่ใหญ่! ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็ใคร วันนี้อนุห้าอยู่ในเรือน แล้วยังมีหลิ่วอวิ๋นซูผู้นั้นอีก ที่เหลือก็เป็สาวใช้สามคน ไม่ว่าจะมาหาใคร พวกนางต้องไม่ได้ทำเื่ดีๆ แน่!
“ในที่สุดโชคก็เข้าข้างข้า!” นางรู้ความลับใหญ่เข้าเสียแล้ว!
...
“ท่านย่า! ท่านย่าเ้าคะ!” หลิ่วอวิ๋นชิงเคาะประตูเรือนฮูหยินผู้เฒ่าอย่างกระตือรือร้น แม่นมที่อยู่ไม่ไกลได้ยินเข้าจึงรีบวิ่งมา “คุณหนูห้า ท่านกำลังทำอะไรเ้าคะ? ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังพักผ่อนอยู่!”
“แม่นม ข้ามีเื่สำคัญมากจะต้องบอกกับท่านย่าให้ได้! ให้ข้าเข้าไปเถิด!” เมื่อคิดว่าหากท่านย่าทราบเื่นี้แล้ว คนในเรือนไผ่จะโชคร้ายอย่างไร หลิ่วอวิ๋นชิงจึงไม่สนใจว่าจะถูกตำหนิหรือไม่
“นี่...”
“แม่นม ข้ารีบมากจริงๆ หากช้าไปกว่านี้เดี๋ยวคนได้ไปก่อนแน่!” นางผลักแม่นมที่ขวางไว้ออกแล้วเดินเข้าไป เห็นฮูหยินผู้เฒ่านั่งคลุมเสื้อคลุมอยู่บนตั่งอย่างไม่สบอารมณ์
นางขมวดคิ้วแน่น คำพูดของหลิ่วอวิ๋นชิงเมื่อครู่นางได้ยินหมดแล้ว “มีเื่อะไรถึงได้รีบร้อนเช่นนี้?”
“ท่านย่า! เร็ว ไปกับอวิ๋นชิงเร็วๆ เถิดเ้าค่ะ!” นางไม่อธิบายเหตุผล วิ่งเข้าไปดึงฮูหยินผู้เฒ่าจนแม่นมข้างหลังใ “ไม่ได้นะเ้าคะคุณหนูห้า ฮูหยินผู้เฒ่าวิ่งไปวิ่งมากับท่านไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ!”
“ไม่ ท่านย่าฟังข้านะเ้าคะ เมื่อครู่อวิ๋นชิงพบบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ด้านนอก กำลังเข้าไปในเรือนไผ่อย่างลับๆ ล่อๆ!”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าพลันเปลี่ยนไป “ไร้สาระ เ้าพูดจาไร้สาระอะไร!”
“เื่จริงเ้าค่ะ เมื่อครู่อวิ๋นชิงเดินอยู่ถนนเล็กๆ หลังเรือนไผ่ เห็นชัดเจนเลยเ้าค่ะ! คนผู้นั้นเข้าไปโดยไม่เคาะประตูเลย! ไม่แน่ว่าอาจจะมาหลายครั้งแล้วก็เป็ได้!”
น้ำเสียงสะใจในความทุกข์ของผู้อื่นเช่นนี้ ทำให้แม่นมด้านหลังได้สติกลับมาจากความตกตะลึง คุณหนูห้านี่จริงๆ เลย เื่ใหญ่ขนาดนี้เหตุใดจึงได้พูดด้วยท่าทางเช่นนั้น? ฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องไม่พอใจแน่!
จริงดังคาด
“หือ? งั้นหรือ? เช่นนั้นข้าจะไปดูเสียหน่อย”
“ใช่ๆๆ ท่านย่ารีบหน่อยเ้าค่ะ อย่าให้ชายผู้นั้นหนีไปได้!” หลิ่วอวิ๋นชิงไม่ได้สังเกตถึงน้ำเสียงไม่พอใจของของฮูหยินผู้เฒ่าเลยแม้แต่น้อย
