ทั้งเมืองฉางอันเต็มไปด้วยข่าวลือของกู้โยวหนิงกับเหวินอ๋อง ข่าวลือพวกนั้นสามารถไปถึงหูของคนในราชสำนักได้ แล้วมีหรือที่คนในจวนอัครเสนาบดีจะไม่รับรู้อะไรมาบ้าง อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายแม้จะรู้สึกอับอายถึงเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าบันดาลโทสะกับกู้โยวหนิง นอกจากนั้น สายตาของคนในจวนที่มีต่อกู้โยวหนิงล้วนแต่เปลี่ยนไป เดิมทีพวกเขาคิดว่าต่อให้กู้โยวหนิงแต่งเข้าจวนอ๋องไป ก็คงเป็เพียงพระชายาผู้ไม่ได้รับการโปรดปรานใดๆ ทว่าผู้ใดจะรู้เล่าว่าท่านอ๋องผู้ไร้หัวใจกลับให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องไม่เพียงแต่ไม่ได้รับโทษจากการไม่รักษาขนบธรรมเนียม ยังคงกราบบังคมทูลกับฮ่องเต้อย่างเปิดเผยว่าพึงพอใจในตัวกู้โยวหนิง ต่อให้คำเล่าลือต่างๆ ในฉางอันจะฟังดูไม่ดีเพียงใด แต่ใครเล่าจะกล้าลองดีกับเหวินอ๋อง ในยามนี้จึงเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า เหวินอ๋องกำลังประกาศต่อหน้าผู้คนว่าเขานั้นไร้ซึ่งคุณสมบัติในการสืบทอดบัลลังก์เสียแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็อย่างไร
หากเป็ตระกูลอื่น เมื่อเกิดเื่เช่นนี้คงพากันดีใจจนแทบเสียสติ ทว่ายามนี้บรรยากาศในจวนอัครเสนาบดีกลับเต็มไปด้วยความอึมครึม พวกเขาต่างหวังกันลึกๆ ว่า หลังจากที่กู้โยวหนิงแต่งเข้าจวนอ๋องไปแล้วจงอย่าได้เป็ที่โปรดปรานของท่านอ๋อง ส่วนกู้ถิงเอาแต่ถอนหายใจติดต่อกันมาเป็เวลาสองวันแล้ว เหล่าพี่น้องชายหญิงที่คอยรังแกกู้โยวหนิงมาโดยตลอดต่างพากันกินไม่ได้นอนไม่หลับ และผู้ที่ดูจะเจ็บแค้นกู้โยวหนิงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นฮูหยินของจวน
นางรู้สึกโมโหจนถึงกับหลับไม่ลง เมื่อนึกย้อนไปถึงยามที่กู้โยวหนิงถูกนางเหยียบย่ำไว้ใต้เท้า แค่คิดว่าหากมีวันใดกู้โยวหนิงได้กลายเป็ที่โปรดปรานแล้วกลับมาเหยียบย่ำตนคืน ก็พาลให้นางโมโหจนข่มตาหลับไม่ได้ กู้โยวหนิงเป็เพียงบุรุษ ถึงจะเป็ที่โปรดปรานก็อาจเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีทางที่ท่านอ๋องจะโปรดปรานเขาได้ตลอดชีวิต ในภายภาคหน้า วันเวลาผ่านไปคนย่อมต้องแก่ตัวลง และคงหนีไม่พ้นถูกทิ้งขว้างไม่ใยดี อนาคตเกิดท่านอ๋องหันไปโปรดปรานอนุจนถึงกับกำจัดพระชายา นางก็คงจะมีเื่ขบขันให้ได้สำราญใจเสียแล้ว
ดวงตาฮูหยินสกุลหลี่ฉายแววร้ายกาจ สุนัขจิ้งจอกอย่างไรเสียก็ยังเป็สุนัขจิ้งจอกอยู่วันยันค่ำ เป็บุรุษกลับกล้าใช้มารยายั่วยวนเหวินอ๋อง ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!
กู้โยวหนิงที่นั่งอยู่ภายในห้องของตัวเอง หลังจากได้ยินเสียงจอกน้ำชาแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ และเสียงก่นด่าตนว่าไร้ยางอายออกมาจากภายในห้องฮูหยิน ทำให้เขาถึงกับยกยิ้มทันที “ฮึๆ จะมียางอายไปทำไมกัน กินได้ขายได้ที่ไหนกัน ตอนนี้นางกำลังกลัวจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้ว”
“จะไม่เป็เช่นนั้นได้อย่างไรล่ะขอรับ นางจะไม่เกรงกลัวได้อย่างไรกัน ตอนนี้ทั้งฉางอันมีผู้ใดไม่รู้กันบ้างว่า คุณชายห้ายังไม่ทันได้เข้าพิธีอภิเษกก็กลายเป็ผู้ที่ท่านอ๋องให้ความสำคัญเสียแล้ว” เจียนอวี่ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ข้างกายกู้โยวหนิง เมื่อก่อนเขากลัวว่ากู้โยวหนิงแต่งเข้าจวนอ๋องไปแล้วต้องตกระกำลำบาก แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับความลำบากใดๆ แล้ว แม้แต่ท่านอ๋องยังให้ความสำคัญเสียด้วยซ้ำ
แต่เื่นี้มีแค่กู้โยวหนิงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าท่านอ๋องใช้เขาเป็ข้ออ้างในการกู้หน้าเท่านั้น ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงรีบร้อนมาหาอย่างนั้น แต่ก็ส่งผลดีกับเขาอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างนั้นแล้ว ข่าวลือต่างๆ นานาอะไรนั่นเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด เมื่อผู้คนต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีและคอยเอาอกเอาใจ เขาก็น้อมรับไว้ด้วยความไม่กระดากอายอะไรทั้งนั้น มิหนำซ้ำยังวางท่าทีหยิ่งผยองจนอีกนิดคนทั้งจวนอัครเสนาบดีก็แทบจะพยุงตัวเดินกันอยู่รอมร่อ ถึงจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้มานานกว่าสิบปี แต่่เวลาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ถือเป็วันที่เขารู้สึกมีความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว
และใน่นี้กู้โยวหนิงก็ติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการที่เขาชอบกลั่นแกล้งผู้คนในจวนอัครเสนาบดี โดยเฉพาะพวกคนรับใช้ทั้งหลายที่ปกติมักจะข่มเหงรังแกเขาเป็ประจำ ตอนนี้กลับพากันกลัวจนหัวหด กู้โยวหนิงไม่ด่าว่าหรือลงมือทำร้ายทุบตีพวกเขา และเพราะการกระทำเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนแทบจะตลอดเวลา เขารู้สึกอย่างพอใจมากกับพฤติกรรมที่คล้ายกับเป็โรคจิตของตัวเอง
ที่จริงแล้วการพึ่งบารมีของเหวินอ๋องมันดีอย่างนี้นี่เอง คิดได้เช่นนั้นกู้โยวหนิงก็พลันหัวเราะด้วยความพอใจ เมื่อทุกคนเห็นเขาจู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมาเช่นนั้นต่างพากันขนลุกชูชัน ไม่กล้าที่จะปฏิบัติละเลยต่อว่าที่พระชายาเหวินอ๋องผู้นี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
หลังจากกู้โยวหนิงทารุณเด็กรับใช้ในจวนอัครเสนาบดีจนเป็ที่พอใจแล้ว เขาจึงเดินไปกอดคอเจียนอวี่ “ไปกันเถอะ วันนี้ข้าอารมณ์ดียิ่งนัก พวกเราออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกันดีกว่า”
เจียนอวี่ที่ถูกเขากอดคอกึ่งบังคับนั้นเดินอย่างทุลักทุเลและได้แต่กลอกตา
……
ตำหนักปี้สุ่ยคือห้องหนังสือของเหวินอ๋อง อักษร้าตำหนักสลักไว้ว่า ความซื่อสัตย์ ความชอบธรรม ยากจะคงไว้คู่กัน
ฉู่อวี้นั่งอยู่หน้าโต๊ะอ่านตำราพลางจดจ้องไปยังพระราชโองการพระราชทานพิธีอภิเษกจากฮ่องเต้ วันที่สิบแปดเดือนสองหมั้นหมาย วันที่ยี่สิบสามเดือนสามส่งเกี้ยวรับตัวเ้าสาว อีกไม่ถึงครึ่งเดือนเท่านั้น กู้โยวหนิงจะได้แต่งเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้แล้ว หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้กับพบกู้โยวหนิงอีก วันนั้นเขาพึ่งจะตื่นจากความโง่เขลาในชาติที่แล้ว จึงได้หุนหันพลันแล่นออกไปพบกู้โยวหนิงโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม แม้ข่าวลือและเสด็จพ่อจะถูกเขาควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว แต่หากยังไม่คำนึงถึงความเหมาะสมต่างๆ แล้วลอบออกไปพบคนผู้นั้นอีกหน เกรงว่าจะเป็ผลเสียกับชื่อเสียงของกู้โยวหนิงเอาได้
ในขณะที่ท่านอ๋องกำลังป่วยไข้ใจอยู่นั้น องครักษ์ที่เขาสั่งให้คอยแอบติดตามกู้โยวหนิงได้วิ่งเข้ามาด้านในอย่างรีบร้อน ยังไม่ทันได้คำนับท่านอ๋องก็โพล่งออกมาทันทีว่า “ท่านอ๋อง เกิดเื่ไม่ดีแล้วขอรับ คุณชายกู้เขา...เขา...”
ฉู่อวี้พลันลุกขึ้นแล้วร้องถามด้วยความใ “เกิดอะไรขึ้น?”
องครักษ์ผู้นั้นเกิดหวาดเกรงเพราะน้ำเสียงของฉู่อวี้ จึงค่อยๆ กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วตอบกลับว่า “วันนี้คุณชายกู้ไปที่หอชุนเฟิง จนถึงตอนนี้ยังอยู่ในห้องของแม่นางเชียนเซวี่ย ไม่ออกมาเลยขอรับ”
กู้โยวหนิงคาดไม่ถึงว่าการที่เขามาดื่มเหล้าสักจอก จะกลายเป็ลากเหวินอ๋องให้ตามมาที่นี่ด้วย
“ไม่มีเื่ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น เ้าจะมารายงานข้าทำไม!”
กู้โยวหนิงในยามนี้สวมเพียงชุดตัวในสุด ขณะที่กำลังหยิบชุดนอกสวมทับอย่างฉุกละหุก และนิ้วมือเรียวงามกำลังจะผูกผ้าคาดเอวอย่างรีบร้อนอยู่นั้น ได้มีมือของสตรีนางหนึ่งเอื้อมเข้ามาช่วยผูกให้ ทั้งยังช่วยจัดชุดของเขาให้เรียบร้อย ทันใดนั้นนางได้เอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “คุณชาย...เหวินอ๋องจะไม่...”
ใบหน้าของกู้โยวหนิงที่เดิมทีดูอ่อนหวานได้เปลี่ยนเป็ดุดันในทันที ผินหน้าไปทางเชียนเซวี่ยที่้าช่วยเขาหวีผมแล้วเอ่ย “เื่ในวันหากแพร่งพรายออกไปแล้ว เ้ากับข้าจะไม่มีที่ให้ดินกลบหน้าด้วยกันทั้งคู่”
เชียนเซวี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงใกลัวจนตัวสั่น และเกือบจะทำปิ่นปักผมร่วงลงบนพื้น กู้โยวหนิงขมวดคิ้วแล้วแย่งเอาปิ่นปักผมนั้นมาไว้ “ไม่ต้องปักของพวกนี้แล้ว”
พูดเสร็จก็หยิบเอาผ้าผูกผมสีขาวขึ้นมามัดเส้นผมสีดำสนิทของตัวเองไว้ จากนั้นหันไปหาเจียนอวี่ “ใครถามเ้าก็บอกว่าข้ามาเยี่ยมเยียนพูดคุยกับแม่นางเชียนเซวี่ยเท่านั้น ได้ยินไหม?”
“ขอรับๆ ข้าได้ยินแล้ว!”
เจียนอวี่ตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่บนหน้านั้นซีดเซียวไร้สีไปนานแล้ว ถึงแม้กู้โยวหนิงมักจะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับเหล่าหญิงงาม หอนางโลมทั่วฉางอันไม่มีที่ไหนที่เขาไม่เคยไปมาก่อน แต่ก็เพียงดื่มสุราหรือชมดนตรีเท่านั้น ไม่เคยทำสิ่งใดเกินเลยไปกว่านั้นเลยสักนิด ในครั้งนี้ตนคิดว่ากู้โยวหนิงแค่จะมาดื่มสุราพูดคุยกับคุณชายท่านอื่นๆ หรือหาหญิงงามมานั่งเล่นเป็เพื่อนเช่นเคย ดังนั้น หลังจากได้ยินว่าเหวินอ๋องจะมาที่นี่จึงไม่ได้คิดอะไรมากความแล้วรีบวิ่งเข้ามารายงานคุณชายทันที แต่พอเข้ามาถึงในห้องกลับพบว่าคนทั้งสองกำลังถอดอาภรณ์จนเหลือเพียงชุดตัวในสุดเท่านั้น
หลังจากเห็นเช่นนั้น สติของเจียนอวี่ก็ได้ล่องลอยไปเสียแล้ว
กู้โยวหนิงเมื่อสวมชุดเรียบร้อยแล้วจึงค่อยๆ แอบย่องออกมาจากในห้อง ครั้นเงยหน้าขึ้นกลับพบกับเหวินอ๋องที่กำลังโมโหจนใบหน้าทมึงถึงอยู่ เขาจึงค่อยๆ กระแอมออกมาด้วยความรู้สึกเขินอาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผากออกไปว่า “คำนับท่านอ๋องขอรับ!”
ท่านอ๋องยื่นมือมาฉุดเขาให้ไปอยู่ข้างกายโดยไม่รอให้โค้งคำนับใดๆ ทั้งนั้น เอ่ยพลางขมวดคิ้วเป็ปมว่า “เ้าเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน ถึงได้กล้ามายังสถานที่เช่นนี้?”
กู้โยวหนิงถูกใบหน้าทมึงถึงของท่านอ๋องกดดันจนเกิดเป็ความกลัว พยายามใจกล้าตอบกลับอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ท่านอ๋อง กระหม่อมอายุสิบหกแล้วขอรับ”
เขาไม่เพียงอายุสิบหกปี ก่อนที่จะข้ามเวลามาที่นี่เขามีชีวิตอยู่มาตั้งยี่สิบปี ถ้าเอามารวมกันแล้ว เขาอายุสามสิบกว่าแล้วด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเขาไม่คิดจะทำเื่พวกนี้ เพราะร่างกายและหน้าตาที่สวยหวานเสียขนาดนี้ จะให้ไปทำอะไรพี่สาวเ่าั้ได้ แต่ตอนนี้เขาอายุสิบหกปีแล้ว ครั้งนี้พอมีความคิดอยากจะเปิดหูเปิดตาก่อนต้องออกเรือนไปสักหน่อย กลับต้องมาถูกท่านอ๋องจับได้เสียก่อน เขารู้สึกทุกข์ใจเสียจริง
ฉู่อวี้เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ของกู้โยวหนิงถึงกับเบิกตาโพลง พลอยทำให้กู้โยวหนิงใจนถึงกับหัวหด ฉู่อวี้พูดอะไรไม่ออก เมื่อตอนที่อายุสิบหก เขามีอนุชายาถึงสองคนแล้วด้วยซ้ำ แต่คนผู้นี้คือพระชายาของเขา พระชายาของเขาจะมาทำเื่เช่นนี้กับผู้อื่นได้อย่างไร...
ไม่นานก็ต้องเข้าพิธีอภิเษกแล้วแท้ๆ ยังกล้ามาหอนางโลมเช่นนี้อีก
ทันใดนั้นฉู่อวี้ก็นึกได้ว่าในชาติก่อนกู้โยวหนิงคุกเข่าต่อหน้าตน พลางบอกว่าเคยมีความสัมพันธ์กับแม่นางเหลียน แม่นางเหลียนผู้นี้ต้องเป็แม่นางหลินเหลียน บุตรสาวผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของเขาอย่างแน่นอน หลังจากพิธีอภิเษกได้ครึ่งปี นางถูกเขารับเข้ามาเป็ชายารองอีกคน เป็ถึงพระชายาแต่กลับกล้าลักลอบมั่วโลกีย์กับชายารองของเขา เพราะฉะนั้นแล้วจะนับประสาอะไรกับการมาหอนางโลมก่อนเข้าพิธีอภิเษกกันเล่า
ดวงตาของฉู่อวี้ฉายแววหม่นหมองขึ้นพักหนึ่ง แล้วค่อยๆ บอกกับตัวเองว่าเื่ทุกอย่างยังสามารถแก้ไขได้ วันนี้หลังจากกลับจวนอ๋องไป เขาจะส่งหลินเหลียนให้กลับไปอยู่กับพี่ชายของนางเสีย
“ภายภาคหน้าข้าไม่อนุญาตให้เ้ามาในที่แบบนี้อีก เ้ากับข้าจะเข้าพิธีอภิเษกกันในเร็ววันนี้แล้ว ในยามนี้ทั้งฉางอันยังมีข่าวลือและคำครหาอีกมากมาย เ้าทำเช่นนี้ไม่เกรงว่าจะถูกผู้มีใจคิดร้ายนำไปใช้ประโยชน์หรืออย่างไร”
“แต่การอภิเษกของเราไม่เป็ความจริงนี่ขอรับ!” กู้โยวหนิงกระทืบเท้า รีบร้อนอธิบาย
“สิ่งใดไม่เป็ความจริง จะมีการอภิเษกใดไม่เป็ความจริงกัน?” ฉู่อวี้ถามกลับด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“ตะ...แต่ว่า...” กู้โยวหนิงเริ่มรู้สึกขัดเขินอีกครั้ง แต่ก็ยังพยายามเอ่ยมันออกมาเพื่อเตือนสติท่านอ๋อง “แต่ว่าท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือขอรับ หากการใหญ่เสร็จสิ้นเมื่อใด ท่านอ๋องจะคืนอิสรภาพให้โยวหนิง ท่านอ๋องไม่ได้จะกลับคำใช่หรือไม่ขอรับ!”
ฉู่อวี้ถึงกับชะงักงันเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขานึกไม่ถึงว่าเ้าเด็กคนนี้จะจดจำประโยคพวกนี้ไว้จนขึ้นใจ ความรู้สึกไม่พอใจได้อัดแน่นอยู่ภายใน ทว่าเขาไม่รู้ว่าควรจะระบายมันออกมาได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด เขาไม่้าเห็นกู้โยวหนิงคลุกคลีอยู่กับสตรีเ่าั้
ท่านอ๋องผู้เด็ดเดี่ยวและเฉียบขาดมาโดยตลอด ท้ายที่สุด ในเวลานี้ก็ยังคงตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาดเช่นเดิม นั่นก็คือรวบคนผู้นี้แล้วอุ้มพาดบ่าออกมา
กู้โยวหนิงเอาแต่ร้องโหวกเหวกโวยวายออกมา จนฉู่อวี้ต้องเอ่ยวาจาข่มขู่ในทันที “เ้าร้องอีกสิ หากเ้าร้องขึ้นมาอีกสักทีล่ะก็ ผู้คนทั้งฉางอันจะได้รู้กันทั่วว่า ว่าที่พระชายาก่อนเข้าพิธีอภิเษกกลับมายังหอนางโลมเช่นนี้”
กู้โยวหนิงหุบปากทันที ยอมโดนอุ้มพาดบ่าไปอย่างไม่ต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าถูกเจอว่ามาที่หอนางโลมอย่างนี้ นั่นก็หมายความว่าเขาได้ทำให้ราชวงศ์ต้องอับอายอย่างถึงที่สุด ต้องถูกลอบฆ่าแน่นอนไม่ต้องสงสัย เขายังไม่ทันได้สมหวังกับความฝันที่จะมีหญิงงามรายล้อม เพราะอย่างนั้นจะมาตายอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด กู้โยวหนิงได้แต่มองไปยังแผ่นหลังกว้างของฉู่อวี้ และบอกกับตนเองว่า เพื่อชีวิตที่สวยงามในวันข้างหน้า เขาจำเป็ต้องอดทนสักหน่อยก็แล้วกัน
