เย่ฝานทำยันต์และเครื่องรางคุ้มภัยจำนวนหนึ่ง จากนั้นสะพายกระเป๋าแล้วเริ่มออกเดินทางไปยังเมืองลั่วฟง มณฑลซานซี
“ขออภัยด้วยนะคะ โรงแรมของเราห้องพักเต็มหมดทุกห้องแล้วค่ะ” พนักงานต้อนรับพูดพลางมองไปยังเย่ฝาน
เย่ฝานมองพนักงานสาวด้วยความกลุ้มใจ “ห้องเดียวก็ไม่มีเลยเหรอ?”
พนักงานต้อนรับส่ายหน้าพร้อมพูดว่า “ไม่มีเลยค่ะ”
“ฉันเพิ่มเงินค่าห้องได้นะ!” เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“ต้องขออภัยจริงๆ นะคะ เราไม่มีห้องพักว่างจริงๆ ค่ะ”
ระหว่างที่เย่ฝานกำลังเจรจากับพนักงานต้อนรับอยู่นั้น ไป๋อวิ๋นซีเดินลงมาจากชั้นบนของโรงแรม
เย่ฝานมองเห็นไป๋อวิ๋นซีก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขารีบเดินให้ทันไป๋อวิ๋นซีแล้วจับแขนของเขาไว้ ก่อนถามว่า “นายจองห้องพักได้แล้วเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีโดนเย่ฝานถามด้วยประโยคที่ฟังดูไร้สมอง ก็ประหลาดใจไม่น้อย
“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพลางถามด้วยความสงสัย
"ฉันมาทำงานโบราณคดี! แต่ว่าห้องเต็มไปซะก่อนน่ะ!" เย่ฝานตอบ
“งานโบราณคดี!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างงุนงง
เย่ฝานนำใบรับรองการทำงานออกมาแล้วพูดว่า “ใช่ คุณอาโจวเป็คนแนะนำให้ฉันมา นายดูป้ายชื่อนี่สิ...”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ทำไมคุณอาโจวถึงแนะนำนายมาได้?” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยท่าทีรังเกียจ
“คงเป็เพราะเขาเห็นถึงอนาคตที่สดใสของฉัน! จดหมายที่ส่งไปให้ครั้งก่อน นายได้รับไหม?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพลันตอบว่า “จดหมาย? จดหมายอะไร? ฉันไม่เคยเห็นเลย!”
เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “ฮึ เ้าคนหลอกลวงนั่นบอกฉันว่าส่งไปถึงมือนายแล้ว วันหลังฉันคงต้องไปเอาเื่สักหน่อย”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ใช่สิ! นายว่าอย่างนี้ดีไหม ฉันขอไปปูที่นอนบนพื้นห้องนายได้ไหม แล้วฉันจะจ่ายค่าห้องเอง?” เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยแววตาสดใสมีชีวิตชีวา พร้อมบอกข้อเสนอนี้ออกไป
หยางเฟยเดินผ่านมาได้ยินคำพูดฮึกเหิมและกล้าได้กล้าเสียของเย่ฝานเข้า ก็รู้สึกนับถือเขาขึ้นมาทันที
หยางเฟยเป็ลูกศิษย์ของเซี่ยวฉือ เขาสนิทสนมกับไป๋อวิ๋นซีพอสมควร ในสายตาของหยางเฟย ไป๋อวิ๋นซีเป็ศิษย์น้องที่หล่อเหลาและสง่างาม มีความสามารถที่โดดเด่น เพียงแต่เ็าและเย่อหยิ่งมากไปเท่านั้น แต่เพราะไป๋อวิ๋นซีเกิดมาฐานะสูงศักดิ์ เขาจะถือตัวไปบ้างก็เป็เื่ปกติ
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก!” ไป๋อวิ๋นซีตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ
เย่ฝานหัวเราะพลางพูดว่า “นายกลัวว่าฉันจะกรนใช่ไหม? นายวางใจเถอะ ฉันเป็คนนอนเรียบร้อย ไม่รบกวนนายแน่นอน”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มแห้งๆ พลันกล่าว “หุบปากไปเลย ห้องฉันไม่มีที่ให้นายปูนอนหรอก นายไปนอนข้างถนนเถอะ"
เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “หา! นายนี่เ็าจริงๆ เลย!”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะเสียงเย็นแล้วพูดว่า “นายกล้าดียังไงถึงคิดว่าฉันจะยอมให้นายมานอนบนพื้นห้องฉัน เพื่อแลกกับเงินไม่กี่ร้อยหยวน”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแล้วตอบว่า “ฉันก็ไม่ได้จะบุกรุกที่นอนนายสักหน่อย”
“นายฝันไปเถอะ!” ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะเยาะ
เย่ฝาน “…”
…
หยางเฟยเดินเข้ามาใกล้เย่ฝาน แล้วถามว่า “น้องชาย ฉันขอดูใบรับรองการทำงานของนายหน่อยได้ไหม?”
“ได้ครับ!” เย่ฝานกล่าวอย่างใจกว้าง
หยางเฟยรับใบรับรองการทำงานมาตรวจสอบสักครู่ แล้วพูดว่า “ถ้านายไม่รังเกียจล่ะก็ ห้องพักของฉันยังมีเตียงว่างอีกหนึ่งหลังให้นายนอนได้”
เย่ฝานพยักหน้า เขาพูดอย่างดีใจว่า “ครับ ขอบคุณมากเลยครับ ถ้าคุณชายไป๋นิสัยดีเหมือนคุณก็คงจะดีไม่น้อย”
หยางเฟย “…”
เย่ฝานตามหยางเฟยเข้าไปในห้องพัก
“เย่ฝาน นายก็เป็นักวิจัยวรรณคดีโบราณเหรอ?” หยางเฟยยิ้มก่อนเอ่ยถาม
เย่ฝานพยักหน้าตอบกลับไป “ใช่แล้วครับ”
“นายอ่านคำจารึกนี้หน่อยซิ ว่าแปลว่าอะไร” หยางเฟยหยิบกระดาษออกมาหนึ่งใบส่งให้เย่ฝาน
เย่ฝานกวาดสายตามองกระดาษสักครู่ แล้วพูดว่า “อ๋อ นี่เป็เื่ขององค์หญิงองค์หนึ่งที่บ้าผู้ชายมาก นางแต่งสามีตั้ง 18 คน ต่อมาภายหลังองค์หญิงสิ้นพระชนม์ พระาาซึ่งเป็พี่ชายของนางจึงรับสั่งให้นำสามีผู้โชคร้ายทั้ง 18 คนของนางไปฝังในสุสานให้ตายตกตามกันไปด้วย ช่างเป็บุคคลที่โดดเด่นในบรรดาผู้หญิงด้วยกันจริงๆ”
หยางเฟยมองเย่ฝานด้วยความประหลาดใจ พลางคิดในใจว่าคนคนนี้เก่งมากๆ!
เดิมทีก่อนที่จะพบสุสานซานซีนั้น ทางรัฐบาลเองก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีสุสานอยู่ที่นั่น แต่เพราะมีโจรขโมยสุสาน 2 คน ขโมยเครื่องทองแดงสำริดออกมาจากสุสานแล้วนำไปขายในตลาดมืด สุดท้ายถูกจับได้เื่สุสานจึงแดงออกมา
คำจารึกที่หยางเฟยให้เย่ฝานดู เป็ข้อความที่ลอกมาจากเครื่องทองแดงสำริดนั่นเอง
ตอนแรกศาสตราจารย์เสี้ยวใช้ความพยายามอย่างหนัก จึงสามารถแปลความหมายของจารึกนี้ออกมาได้ คิดไม่ถึงว่าเย่ฝานแค่มองผ่านๆ ก็รู้ความหมายทั้งหมดแล้ว เ้าหมอนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“ของสิ่งนี้คุณได้มาจากไหนครับ?” เย่ฝานเอ่ยถาม
หยางเฟยหัวเราะแล้วตอบกลับไปว่า “ได้มาจากร้านขายของเก่าน่ะ”
“เกรงว่าของเก่าชิ้นนี้จะเป็สิ่งอัปมงคล! ผู้ที่นานวันเข้าอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้!” เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หยางเฟยพลันกังวลใจขึ้นมา จากข้อมูลที่เขาได้มานั้น พวกโจรขโมยสุสานเดิมทีมีทั้งหมดสิบคน แปดคนตายอยู่ในห้องสุสาน แม้จะยังเหลืออีกสองคนที่หนีออกมาได้ แต่ผ่านไปไม่นานก็ตายกันไปหมด และในครั้งนี้สุสานที่พวกเขาต้องเข้าไปสำรวจก็คือสุสานที่ว่านั่นเอง
หยางเฟยส่ายหัว หยุดคิดไปไกลมากกว่านั้น
“เย่ฝานนายกับคุณชายไป๋เป็อะไรกันเหรอ!” หยางเฟยถามอย่างสงสัย
เย่ฝานยักไหล่พลางตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่เป็อะไรกัน แต่ถ้าผมจีบเขาสำเร็จเมื่อไร เขาก็จะกลายเป็ภรรยาของผมครับ”
หยางเฟย “…” ช่างเป็คนที่กล้าหาญจริงๆ! คำพูดแบบนี้ก็กล้าพูดออกมาได้ ถ้าคุณปู่บ้านตระกูลไป๋รู้เข้าต้องจับเ้าหมอนี่ถ่วงน้ำแน่ๆ
“ถ้าอย่างนั้นนายต้องพยายามให้มากๆ นะ คุณชายไป๋ไม่ใช่คนที่จะจีบได้ง่ายๆ!” หยางเฟยกล่าว
เย่ฝานพยักหน้า แต่ก็พูดออกมาด้วยความกังวลว่า “ก็นั่นน่ะสิครับ ผมจะขอไปปูที่นอนห้องเขาแค่นี้ก็ไม่อนุญาต”
หยางเฟย “…”
“โจวจิ่นจือเป็คนแนะนำนายมาที่นี่เหรอ” หยางเฟยถาม
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบ “ใช่แล้วครับ!”
หยางเฟย “…” โจวจิ่นจือทำไมถึงแนะนำคนประหลาดแบบนี้ให้มาที่นี่ด้วยนะ?
“รีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราต้องนั่งรถบัสขึ้นเขาถึงสองชั่วโมงเลยนะ”หยางเฟยเอ่ย
เย่ฝานพยักหน้าตอบรับ “อ่อ ครับ”
…
เช้ารุ่งขึ้นในวันที่สอง มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังรอรถบัสอยู่หน้าโรงแรม
“เอ้านี่ ตั๋วรถบัสของนาย เดี๋ยวขึ้นไปนั่งที่นั่งหมายเลขของตัวเองก็ได้แล้ว” หยางเฟยกล่าว
“เดี๋ยวผมขอนั่งข้างคุณชายไป๋ได้ไหม?” เย่ฝานถาม
หยางเฟยส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เกรงว่าจะไม่ได้ เพราะตั๋วรถของนายคือเบอร์ 4 ได้นั่งข้างๆ ฉันนี่แหละ”
“ทำไมผมได้พักห้องเดียวกับคุณ แล้วยังได้นั่งที่นั่งข้างคุณอีกล่ะเนี่ย?” เย่ฝานเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ
หยางเฟย “…” นายคิดว่าฉันอยากนั่งกับนายมากหรือไง!
หยางเฟยรู้สึกได้ถึงสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมา ใบหน้าเขาพลันแดงเรื่อ อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“แล้วคุณชายไป๋ล่ะครับ” เย่ฝานถาม
หยางเฟยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ยังไม่มา”
“สงสัยหมอนั้นจะชอบนอนตื่นสายแน่ๆ” เย่ฝานบ่นพึมพำ
เมื่อเย่ฝานเดินขึ้นไปบนรถก็พบว่าไป๋อวิ๋นซีนั่งอยู่ในมุมทแยงกับที่นั่งของตน ที่นั่งของไป๋อวิ๋นซีคือเบอร์หนึ่งซึ่งติดกับหน้าต่าง คนที่นั่งข้างเขาเป็ชายแก่ที่ดูท่าทางมีความรู้แต่ร่างกายผอมแห้งไม่แข็งแรง
“นี่ ตาแก่ ฉันขอแลกที่นั่งหน่อยได้ไหม!” เย่ฝานถามเสียงห้วน
หยางเฟย “…” ตาแก่! เ้าหมอนี้สมควรตายจริงๆ กล้าเรียกศาสตราจารย์เซี่ยวว่าตาแก่เชียวเหรอ!
หยางเฟยทำเหยเก เพราะรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ที่ยอมใจอ่อนให้หมอนี่มานอนร่วมห้อง คนแบบนี้สมควรให้ไปนอนข้างถนนจริงๆ
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วพลางมองเย่ฝานอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพูดว่า “ไม่แลก”
“ตาแก่ อย่าใจแคบนักเลย!” เย่ฝานหยิบหยกออกมาหนึ่งชิ้น แล้วพูดว่า “ตาแก่ ดูนี่ ผมเอาหยกชิ้นนี้แลกกับที่นั่งของคุณดีไหม”
เซี่ยวฉือยังไม่ทันได้เปิดปากพูด ชายในชุดนักพรตเบิกตากว้างแล้วพูดว่า “น้องชายหยกชิ้นนี้ไม่เลวเลยนะ แสงประกายแวววับ ถ้าไม่มีสองสามล้านหยวนคงซื้อมาครองไม่ได้”
เย่ฝานจ้องมองไปที่ชายหนุ่ม แล้วกล่าวอย่างแปลกใจว่า “เอ๋ สหาย นายนี้ช่างตาถึงจริงๆ!”
เซี่ยวฉือ “…” คนผู้นั้นคือคุณจางเหวินเทาแห่งหุบเขาหลงหู่! เขาเป็คนที่หน่วยงานพิเศษของรัฐบาลส่งมา เ้าหมอนี้ช่างไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย ทำกิริยาอย่างนั้นได้อย่างไรกัน!
“ไม่ทราบว่าหยกชิ้นนี้ ได้มาจากยอดอาจารย์ท่านใดเล่า?” จางเหวินเทาถามพลางยิ้มกริ่ม
“ฉันได้มาจากตลาดขายของเก่า ในราคาห้าพันหยวนเท่านั้น” หยกนั้นเย่ฝานซื้อมาคือความจริง แต่ค่ายกลที่ปรากฏบนหยกนั่น เขาเองที่เป็คนสักลงไปในภายหลัง
“น้องชายช่างโชคดีมีวาสนาจริงๆ ”
เย่ฝานพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว”
สายตาของเย่ฝานเปลี่ยนไปที่เซี่ยวฉือ พลันกล่าวว่า “นี่ตาแก่ คุณได้ยินแล้วใช่ไหม นี่มันของดีนะ ช่วยเสริมโชคและปัดเป่าเภทภัย เหมาะกับคนอายุมากอย่างคุณที่สุดแล้ว จะเข้าไปในสุสานที่มีพลังหยินรุนแรงอย่างนั้นโดยไม่ประมาณกำลังตัวเองก็เท่ากับรนหาที่ตายแท้ๆ”
เซี่ยวฉือโมโหจนหนวดกระตุก ใบหน้าพลันเปลี่ยนสี!
หยางเฟย “เ้าหมอนี่ สมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย!”
จางเหวินเทาหันไปมองเซี่ยวฉือแล้วพูดว่า “ศาสตราจารย์เซี่ยว หยกนี้ช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายได้ คุณแลกที่กับเขาแล้วไม่เสียเปรียบแน่นอน ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้วๆ! ขอเพียงยอมแลกที่นั่งเท่านั้น”
เซี่ยวฉือมองเย่ฝานแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ได้ ฉันยอมแลกที่นั่งกับนาย”
“ตาแก่ ชื่อของคุณฟังดูคุ้นหูอยู่นะ!” เย่ฝานมอบหยกให้กับเซี่ยวฉือ แล้วยังไม่ลืมที่จะพึมพำอีกหนึ่งประโยค
เซี่ยวฉือ “…”
…
เย่ฝานได้นั่งข้างไป๋อวิ๋นซีดสมใจ ไป๋อวิ๋นซีสวมแว่นตาดำหลับตาทำสมาธิ เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเย่ฝาน เย่ฝานหยิบมันฝรั่งทอดขึ้นมาหนึ่งถุง แล้วพูดอย่างเอาใจว่า “นายจะเอามันฝรั่งทอดหน่อยไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีกวาดตามองเย่ฝานอย่างเ็า แล้วตอบว่า “ไม่เอา”
“นายจะกินลูกอมไหม?” เย่ฝานถาม
“ไม่กิน” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
“นายอยากดื่มนมหน่อยไหม?” เย่ฝานถาม
“ฉันไม่ดื่ม แต่นายควรดื่มให้เยอะๆ หน่อยนะ สมองจะได้โตขึ้นบ้าง” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
เย่ฝานกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ฉันมีความรู้กว้างขวาง รอบรู้เหตุการณ์ั้แ่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ไม่ต้องให้สมองโตขึ้นกว่านี้แล้วล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซี “....” นายแน่ใจนะ?
“เอ๋ นายกินยาสมุนไพรแล้วนี่ แล้วยังมาโกหกฉันว่าไม่เคยอ่านจดหมายที่ฉันเขียนส่งไปให้ ถ้านายไม่เคยอ่านจดหมายของฉัน นายจะรู้รายละเอียดในใบสั่งยาได้ยังไง?” เมื่อได้กลิ่นสมุนไพรจากกลิ่นกายของไป๋อวิ๋นซี ทำให้เย่ฝานพึงพอใจมาก
ไป๋อวิ๋นซีกล่าวว่า “ใบสั่งยานั่นเป็ของยอดฝีมือพิสดาร...” คำพูดของไป๋อวิ๋นซีชะงักทันที “หรือว่า...”
เย่ฝานพยักหน้าพลางตบหน้าอกของตนแล้วตอบไป “ไม่ผิดหรอก ยอดฝีมือพิสดารคนนั้นก็คือฉันเอง”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ถ้านายป่วยก็ควรจะไปหาหมอนะ”
เย่ฝานพูดอย่างจริงจังว่า “ฉันไม่ได้ป่วย! แต่โรคของนายร้ายแรงกว่าฉันมากนะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีสวมแว่นดำกลับไป เขารำคาญที่จะสนทนากับเย่ฝานต่อ ทันใดนั้นเย่ฝานจับมือของเขาไว้ ตอนแรกเขาคิดจะสะบัดออก แต่ไออุ่นจากฝ่ามือของเย่ฝานที่แผ่เข้ามาในฝ่ามือของเขาเป็ระลอกทำให้ไป๋อวิ๋นซีอุ่นวาบไปทั้งร่างกาย เป็ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาจึงปล่อยตัวไปกับการกระทำนี้ของเย่ฝาน
รถบัสขับตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกง่วงจึงนอนหลับไป
นอนหลับสนิทจนหัวเอนลงมาพิงบ่าของเย่ฝาน
เย่ฝานมองใบหน้ายามหลับใหลของไป๋อวิ๋นซี ในใจเปี่ยมไปด้วยความสุข
จางเหวินเทายิ้มพลางพูดว่า “น้องชาย ที่แท้เราก็เป็ผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท”
เย่ฝานยิ้มกริ่มโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป
เย่ฝานรู้ดีว่าบนโลกนี้มีผู้รอบรู้วิชาหลายแขนงอยู่ไม่น้อย คนเหล่านี้มักมีความสามารถแปลกประหลาด เย่ฝานเองไม่ได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้นัก ดังนั้นจึงไม่ขอออกความเห็นของตน
เซี่ยวฉือมองเห็นไป๋อวิ๋นซีที่นอนเอนหัวพิงอยู่บนบ่าของเย่ฝาน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนผักกาดขาวที่ปลูกไว้ในบ้าน ถูกเ้าหมูตะกละเหยียบย่ำ
