“เพราะอนุสี่ได้รับความะเืใจ จึงส่งผลต่อครรภ์ขอรับฮูหยิน” หลังจากผ่านไปนาน ท่านหมอยืนขึ้นมองไปยังฮูหยินที่กระวนกระวายอยู่ด้านข้าง
ได้รับความะเืใจจนส่งผลต่อครรภ์? ฮูหยินรองหันไปมองอย่างไม่พอใจ “พวกเ้าทำอะไรกับอนุสี่?”
“ฮูหยิน พวกเราไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เ้าค่ะ เพียงแค่พบนางอยู่บนระเบียงพอดี ไหนเลยจะรู้ว่าอยู่ดีๆ นางจะเจ็บท้องขึ้นมา...” ร่างกายนี้จะอ่อนแอเกินไปหรือไม่? พูดไม่กี่ประโยคก็ได้รับความะเืใจจนส่งผลต่อครรภ์แล้ว! ในใจของอี๋เหนียงทั้งสองไม่ยอมรับ หากไม่ใช่ว่าท่านหมอกล่าวเช่นนี้ พวกนางคงจะกล่าวว่าอนุสี่เสแสร้งอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เื่ราวเช่นนี้ข้าไม่อยากเห็นอีกเป็ครั้งที่สอง พวกเ้ากลับไปเถิด”
ฮูหยินรองมีสีหน้าเ็า ในใจของอี๋เหนียงทั้งสองรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรม มองไปยังดวงตาที่ปิดสนิทคู่นั้นของสตรีบนเตียง นับว่านางร้ายกาจ! แล้วพวกนางจะคอยดู!
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงของลวี่หลัวดังขึ้น “ฮูหยินเ้าคะ หย่งจี๋เสี้ยนจู่มาแล้วเ้าค่ะ”
อวิ๋นซู? นางมาพอดี ฮูหยินรองเดินออกไปต้อนรับด้วยใบหน้ายินดี
อนุสี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็น ท่านหมอผู้นั้นกำลังก้มเก็บสัมภาระของตนและได้เห็นรอยยิ้มอันแปลกประหลาดของนางเข้าพอดีพลันชะงักไป
“เสี้ยนจู่ ลำบากท่านแล้วจริงๆ” ฮูหยินรองพาอวิ๋นซูเข้ามา ท่านหมอผู้นั้นพลันได้สติกลับมา เสี้ยนจู่? หรือว่าจะเป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่ฝ่าาทรงแต่งตั้งเมื่อเร็วๆ นี้?
ใบหน้าของท่านหมอปรากฏความคาดหวัง เมื่อพบสตรีอายุน้อยตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึกอย่างชื่นชม คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะได้พบคุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหวในข่าวลือผู้นี้ ดูบรรยากาศบนร่างนั่นสิ ยากที่จะจินตนาการได้ว่า สตรีอ่อนแอจะกลับมาจากเขตโรคระบาดอันโหดร้ายอย่างครบสมบูรณ์ได้อย่างไร
“คารวะเสี้ยนจู่ขอรับ” ท่านหมอรีบคารวะครั้งหนึ่ง เมื่ออวิ๋นซูเห็นห่อยาในมือก็รู้ในทันทีว่าเขาคือหมอที่ฮูหยินรองเชิญมา
“ท่านหมอไม่ต้องมากพิธีเ้าค่ะ”
ท่านหมอที่เดิมทีคิดจะจากไปก็ไม่ไปแล้ว เขาเก็บของทุกอย่างแล้วยืนอยู่ข้างๆ ด้วย้าเห็นวิชาแพทย์อันสูงส่งของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ด้วยตาของตน
สตรีบนเตียงฟื้นคืนสภาพสงบนิ่งแล้ว อวิ๋นซูยื่นมือออกไปจับชีพจรให้นาง คิ้วงามขมวดแน่น “เมื่อวานอนุสี่ได้ทานยาหรือไม่?”
ลวี่หลัวพยักหน้า ยาสงบครรภ์ของอนุสี่ล้วนเป็นางต้มเองกับมือ ฮูหยินบอกว่าเชื่อใจเพียงตนเองเท่านั้น เพราะเหตุนี้แม้ในใจของลวี่หลัวจะรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ก็จำเป็ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ
นี่มันแปลกประหลาดจริงๆ หากว่ากันตามเหตุผลเมื่อกินยาเทียบนั้นของตนไปแล้ว ชีพจรจะแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงจะถูก เหตุใดนางจึงมีชีพจรที่เหมือนกับคนป่วยอ่อนแอเช่นนี้ได้
“วันนี้เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ?”
“เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่าอนุรองและอนุสามจะมีปากเสียงกับอนุสี่ที่ระเบียงทางเดิน จากนั้นอนุสี่จึงรู้สึกเจ็บครรภ์ ท่านหมอกล่าวว่าเป็เพราะจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนเ้าค่ะ” น้ำเสียงของลวี่หลัวเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เอะอะโวยวายเล็กน้อยก็จิตใจกระทบกระเทือนจนส่งผลต่อครรภ์ ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว
อวิ๋นซูหันไป ท่านหมอผู้นั้นพยักหน้าตอบ
“ยาที่ข้าทิ้งไว้ให้เมื่อวาน คืนนี้ก็ให้อนุสี่กินเสีย พักผ่อนให้มากหน่อยก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
เมื่อเดินออกมาจากห้อง ฮูหยินรองมองสีหน้าสงสัยของอวิ๋นซู “เสี้ยนจู่กังวลอะไรหรือเ้าคะ?”
“น้าสะใภ้รอง หากไม่มีผู้อื่นอยู่ เรียกข้าว่าซูเอ๋อร์เถิดเ้าค่ะ”
ฮูหยินรองยิ้มอย่างรู้สึกไม่ดีนัก “ซูเอ๋อร์”
อวิ๋นซูหลุบตา กุมมือของนางเบาๆ “หากสุขภาพของอนุสี่อ่อนแอเช่นนี้ ในยามปกติให้นางเดินไปเดินมาในเรือนให้น้อยหน่อย ให้นอนพักผ่อนบนเตียง รอจนครรภ์มั่นคงค่อยออกมาก็ไม่สาย”
“อืม เ้าพูดได้มีเหตุผล”
“เหตุใดวันนี้จึงไม่เห็นคุณชายซีเลยเ้าคะ” อวิ๋นซูมองไปรอบๆ ครู่หนึ่ง ฮูหยินรองขมวดคิ้ว ั้แ่อนุสี่เข้าจวนมา เฉิงซีก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน อารมณ์รุนแรง ทั้งยังทำความผิดบ่อยครั้ง เมื่อเห็นนางก็เบะปากไม่ยอมพูด ไม่ว่านางจะถามอะไรก็ไม่ตอบ
อวิ๋นซูได้ฟังก็ยิ้มอย่างเข้าใจ “บางทีคุณชายซีเพียง้าให้ท่านลุงรองกลับมาเท่านั้น”
ที่แท้ก็...เป็เช่นนี้? ฮูหยินรองเข้าใจโดยพลัน เหตุใดนางจึงคิดไม่ถึง เมื่อก่อนต่อให้คุณชายซีจะดื้อรั้นเพียงใดก็ฟังคำพูดของนาง แต่ครั้งนี้กลับทวีความดื้อรั้นยิ่งขึ้น บางทีอาจจะเพื่อ้าเรียกร้องความสนใจของนายท่านก็เท่านั้น บีบบังคับนายท่านให้กลับจวน
“เ้าเด็กโง่นั่น...” ความจริงแล้วนางก็ไม่เคยคิดตำหนิเขา ล้วนเป็ความผิดของนาง ไม่ควรจะแสดงอารมณ์ของตนออกมาต่อหน้าบุตรชาย “ลวี่หลัว ไปดูคุณชายซีหน่อยเถิด บอกเขาว่าพี่ซูของเขามาแล้ว”
“เ้าค่ะ ฮูหยิน”
อย่างไรก็ตาม พ่อบ้านชราเดินเข้ามาอย่างกระวนกระวาย “ฮูหยิน แย่แล้วขอรับ! คุณชายเผาหอเก็บหนังสือแล้ว!”
“อะไรนะ?”
...
เมื่อทุกคนมาถึง ภายในหอเก็บหนังสือก็เต็มไปด้วยควันโขมง “เร็ว เร่งมือกันหน่อย!”
“น้ำ เอาน้ำมาอีก!”
รอบด้านวุ่นวายสาละวน เหล่าข้ารับใช้ถือถังน้ำวิ่งไปมา ฮูหยินรองจับคนผู้หนึ่งไว้ “คุณชายซีเล่า?”
“เรียนฮูหยิน ไม่ทราบขอรับ ไม่เห็นคุณชายเลย”
คงไม่ใช่ว่ายังอยู่ข้างในหรอกกระมัง? สีหน้าของฮูหยินรองซีดขาว ทำท่าจะพุ่งเข้าไปในกองเพลิง แต่กลับถูกอวิ๋นซูหยุดเอาไว้ “น้าสะใภ้รอง ใจเย็นหน่อยเ้าค่ะ ในเมื่อพ่อบ้านกล่าวว่าไฟไหม้แล้ว จะต้องพาคุณชายซีออกมาแล้วอย่างแน่นอนเ้าค่ะ!”
“ฮูหยิน! คุณชายซีอยู่นั่นเ้าค่ะ!” ลวี่หลัวชี้ไปที่บริเวณรั้วหินที่อยู่ไม่ไกล ฮูหยินรองมองไป พบใบหน้ามอมแมมของคุณชายซีที่ปรากฏความใอย่างเห็นได้ชัด กำลังถูกผู้คนล้อมเอาไว้
“คุณชาย ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
“คุณชาย ดื่มน้ำหน่อยเกิด!”
“รีบไปเรียกฮูหยินมาเร็วเข้า คุณชายได้รับความในิ่งไปแล้ว” ทุกคนเห็นว่าคุณชายซีไม่กล่าวอะไร จึงคิดว่าเขาถูกไฟทำให้สูญเสียการตอบสนอง พริบตาเดียวฮูหยินรองก็มาถึงเบื้องหน้าของเขา “เฉิงซี...”
อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์ยังคงไม่มีการตอบสนอง
ทุกคนรีบเปิดทาง ฮูหยินรองเดิมทีอยากจะนั่งลงตรวจสอบว่าเขาไม่ได้รับาเ็ แต่ว่าในหอหนังสือกลับมีเสียงเอะอะดังขึ้น
“แย่แล้ว มีคนได้รับาเ็!”
ข้ารับใช้สองนายถูกหามออกมาด้วยความตึงเครียด แขนของพวกเขามีรอยแผลจากไฟไหม้ปรากฏอยู่
ฮูหยินรองเห็นดังนั้นจึงมองไปยังใบหน้าของหลิ่วเฉิงซีที่ไม่มีความรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย ในใจจึงทั้งเ็ปทั้งโมโห “เ้า เหตุใดจึงได้จุดไฟ? เ้ารู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้จะมีคนได้รับาเ็?” เด็กคนนี้จะทำเกินไปแล้ว! เพราะการกระทำตามอำเภอใจของตนเองทำให้ผู้อื่นาเ็ นี่คือสิ่งที่เขา้าหรือ?
ในที่สุดหลิ่วเฉิงซีก็ขยับ เขาขมวดคิ้วปรายตามองท่าทางเข้มงวดของมารดาตน
“คุณชาย...”
“อา! คุณชาย!”
ทันใดนั้น คุณชายที่นั่งอยู่พลันลุกขึ้นยืน ผลักฮูหยินรองตรงหน้าออก พริบตาเดียวก็พุ่งเข้าไปท่ามกลางฝูงชนแล้วหายเข้าไปในมุมหนึ่ง
“เฉิงซี!”
อวิ๋นซูรีบหยุดฮูหยินรองไว้ “น้าสะใภ้รอง ให้ข้าไปเองเถิดเ้าค่ะ” กล่าวจบก็ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วตามไป
ผู้เยาว์ที่วิ่งตะบึงอย่างบ้าคลั่งมีใบหน้าดื้อรั้นเคร่งเครียด พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา สุดท้ายจึงพุ่งเข้าไปยังศาลาภายในสวนดอกไม้แล้วโถมตัวไปบนโต๊ะ ใช้มือปิดหูของตน
อวิ๋นซูหอบหายใจเบาๆ สุดท้ายจึงตามมาถึงข้างกายเขา ยื่นมือออกไปวางบนไหล่อันสั่นระริก ส่งเสียงเรียกออกมาอย่างอ่อนโยน “เฉิงซี พี่ซูเอง”
ผู้เยาว์บนโต๊ะค่อยๆ ขยับ
“เกิดเื่อะไรขึ้น บอกพี่ซูได้หรือไม่?”
หลิ่วเฉิงซีหลับตา ต่อให้เขาปิดหูของตนไว้ ก็ยังสามารถได้ยินเสียงของอวิ๋นซู ขนตาโค้งงอนสั่นเบาๆ เนิ่นนานก็ยังไม่ตอบ อวิ๋นซูยังคงนั่งอยู่ข้างกายเขา
“หากเ้าอยากจะอยู่คนเดียว เช่นนั้นพี่ซูไปแล้วนะ?”
ผู้เยาว์ยังคงไม่มีปฏิกิริยา อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กำลังจะลุกขึ้น แต่กลับมีมือเล็กๆ คู่หนึ่งดึงแขนเสื้อของนางไว้
ดวงหน้าเล็กๆ อันย่ำแย่เงยขึ้น ดวงตาแดงเรื่อเต็มไปด้วยความรู้สึกอยุติธรรม “พี่ซู ข้าไม่ได้ตั้งใจจะวางเพลิง” เสียงเต็มไปด้วยความสั่นเครือ เห็นได้ชัดว่าเขาอดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ไม่อยากถูกผู้คนหัวเราะเยาะ
“ข้ารู้”
“แต่ท่านแม่ไม่เชื่อข้า!” นี่เป็สาเหตุที่หลิ่วเฉิงซีรู้สึกโมโหและรู้สึกได้รับความอยุติธรรม
“ไม่ใช่ว่าน้าสะใภ้รองไม่เชื่อเ้า เพียงแต่เป็ห่วงจนสับสนวุ่นวาย เช่นนั้นเ้าบอกพี่ซูมาเถิดว่าเกิดเื่อะไรขึ้น?”
ผู้เยาว์ผู้นี้ราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาลังเลว่าจะเอ่ยปากหรือไม่ อวิ๋นซูเห็นเขาเงียบไปอีกครั้ง จึงแสร้งทำเป็จะจากไป หลิ่วเฉิงซีรีบร้อนหยุดนางเอาไว้ “ข้า..เดิมทีข้าคิดจะไปหอเก็บหนังสือ จะเอาหนังสือที่ท่านพ่อชอบสักหลายเล่มไปเผา ไม่คิดว่าลมจะพัดเชิงเทียนจนล้ม กว่าที่ข้าจะรู้สึกตัวก็ไม่ทันแล้ว...”
ที่แท้ เริ่มแรกเขาก็คิดจะเผาหนังสือ แต่ไม่ได้ระมัดระวัง สถานการณ์จึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้ เมื่อฟังดูแล้วก็ยังคงเป็ความผิดของเขา
“เหตุใดจึง้าเผาหนังสือเล่า?”
“...ทำแบบนี้ ท่านพ่อก็จะกลับมา” ไม่พบหลายวัน เขาคิดถึงบิดาของตนมากจริงๆ ท่านแม่เองก็คิดถึงมาก ขอเพียงตนเองเกิดเื่ ท่านพ่อจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน
เป็ดั่งที่อวิ๋นซูคาดเดาไว้ไม่ผิด ที่คุณชายน้อยทำตัวต่อต้านเช่นนี้ทั้งหมดก็เพื่อ้าพบหน้านายท่านรอง แต่ว่าเมื่อพบหน้าแล้ว นายท่านรองจะพูดถึงความลำบากของเขาออกมาหรือไม่? กระทั่งฮูหยินที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปีเขาก็ยังไม่ยอมพูด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็เพียงเด็กที่ยังไม่โตคนหนึ่ง
“แต่ว่าในสายตาของข้า หากตอนนี้น้าสะใภ้รองไม่มีความสุขก็เป็เพราะเ้า!” ด้านหนึ่งอวิ๋นซูก็ซาบซึ้งใจกับความกตัญญูของหลิ่วเฉิงซี อีกด้านหนึ่งก็ทราบว่าจำเป็ต้องสั่งสอนชี้แนะเด็กคนนี้ให้ดี การไปถึงเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีการนั้นไม่ถูกต้อง
“...ข้า...”
“ในเมื่อรู้ว่าน้าสะใภ้รองไม่มีความสุข ไม่ใช่ว่าเฉิงซีควรจะยิ่งเชื่อฟังรู้ความหรือ อย่าทำให้น้าสะใภ้รองต้องกังวลใจอีก? ตอนนี้คนที่สามารถทำให้น้าสะใภ้รองยิ้มออกมาได้ก็คือเ้า ไม่ใช่พี่ซู แต่เมื่อครู่เฉิงซีผลักน้าสะใภ้รอง รู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้นางจะเสียใจเพียงใด?”
อวิ๋นซูแตะถูกจิตใจอันอ่อนโยนของคุณชายน้อยผู้นี้อย่างอดทน นางสามารถััได้ถึงจิตใจยากลำบากของผู้เป็แม่
หลิ่วเฉิงซีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล ทันใดนั้นจึงสลัดความอยุติธรรมที่ตนเองได้รับออกไปจากสมอง พริบตาเดียวก็ยืนขึ้น “เช่นนั้น... ตอนนี้เฉิงซีจะกลับไปขอโทษท่านแม่!”
อวิ๋นซูพยักหน้า จู่ๆ หลิ่วเฉิงซีก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันกลับมา “พี่ซูไปเป็เพื่อนเฉิงซีได้หรือไม่ขอรับ” ใบหน้าของเขาแขวนไปด้วยความกังวลใจมากมาย ไม่ทราบว่าท่านแม่จะยอมให้อภัยตนเองหรือไม่
ไฟที่ไหม้หอหนังสือดับไปแล้ว ในอากาศกระจายไปด้วยกลิ่นไหม้อันเข้มข้น เหล่าข้ารับใช้เหน็ดเหนื่อยจนนอนระเกะระกะอยู่บนพื้น เสียงร้องโอดครวญดังเข้าหูไม่ขาดสาย
“...ท่านแม่...” เมื่อหลิ่วเฉิงซีกลับมา เห็นลวี่หลัวกำลังซับเหงื่อบนหน้าผากของฮูหยินอยู่ข้างกาย เขาเดินเข้าไปอย่างขลาดเขลา ลวี่หลัวพลันปรากฏใบหน้ายิ้มแย้มขึ้น “ฮูหยินรีบดูเถิด คุณชายมารับผิดกับฮูหยินแล้วเ้าค่ะ!”
มุมปากของฮูหยินรองอดไม่ได้ที่จะปรากฏรอยยิ้มขึ้นหลายส่วน ตอนนี้เอง บริเวณประตูกลับปรากฏเงาร่างสูงใหญ่
