เซียวปิงถอนหายใจยาว รู้สึกราวกับความคับคั่งในจิตใจบัดนี้ ได้รับการปลดปล่อยไปหมดสิ้น เอาเวลาที่มีอยู่ไปใช้ทำอย่างอื่นเพื่อเพ่ยหย่าดีกว่า ใยจะต้องจมอยู่กับความเ็ปเช่นนี้ตลอดไปด้วย ยิ่งเรารู้สึกเ็ปมากเท่าใด ศัตรูก็จะยิ่งสะใจมากเท่านั้น
เซียวปิงจ้องมองเย่จื่อราวตกอยู่ในภวังค์ เธอไม่เพียงแต่ไขปมในจิตใจเซียวปิงได้ด้วยคำพูดเพียงแค่ไม่กี่คำเท่านั้น แต่ความน่ารักซุกซนและตรงไปตรงมาของเธอ ก็กำลังถูกส่งต่อไปยังเซียวปิงในทุกขณะอีกด้วย
เย่จื่อสายตาแฝงไปด้วยความแสนกล เธออมยิ้มพลางกล่าว “คิดไม่ตกแล้วล่ะสิ ไว้มีโอกาสอย่าลืมเลี้ยงเหล้าฉันด้วยล่ะ”
ในตอนนั้นเอง ทางป่าก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงหอบหายใจของใครบางคนดังขึ้น “เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทำไมไอ้คนคนนั้นถึงบินได้เร็วขนาดนั้น คุณหนูก็ถูกมันพาไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วอย่างนี้จะกลับไปบอกเ้านายยังไงดีวะเนี่ย” เขาพูดหอบ
เซียวปิงหยัดตัวลุกขึ้นพลางพูดระคนหัวเราะ “ถ้าอยากให้ฉันเลี้ยงเหล้าล่ะก็ ที่ถนนหมินหางมีร้านบะหมี่เล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง ไปหาฉันที่นั่นแล้วกัน”
“ร้านบะหมี่เล็กๆ?” เย่จื่อชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกระฉับกระเฉง “ได้สิฉันไปแน่ อย่าลืมล่ะ พี่ยังติดเลี้ยงฉันอีกมื้อหนึ่ง”
เมื่อการ์ดสองคนนั้นรีบร้อนหาเย่จื่อจนเจอ เซียวปิงก็จากไปแล้ว เมื่อพบว่าเย่จื่อที่ยืนอยู่ตรงหน้ายังคงปลอดภัยดีทุกประการ ทั้งคู่จึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก “คุณหนูครับคนคนนั้น...” หนึ่งในนั้นออกปากถามอย่างระมัดระวัง
เย่จื่อปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเรียบ “เขาเป็เพื่อนฉัน”
คนทั้งสองนิ่งเงียบอย่างกระอักกระอ่วนใจ คนเมื่อครู่พาคุณหนูวิ่งออกไปด้วยความเร็วขนาดนั้น แล้วมันยังบินขึ้นไปในอากาศได้อีก ความสามารถขนาดนั้นทั่วทั้งเจียงเฉิงก็คงจะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำได้ เื่นี้อาจจะเป็แค่เื่เล็กหรืออาจจะกลายเป็เื่ใหญ่ก็ได้ อย่างไรก็กลับไปรายงานให้คุณท่านทราบไว้ก่อนดีกว่า
หลังได้พูดคุยกับเย่จื่อปมที่เคยมีในจิตใจก็ค่อยๆ คลายออก หากแต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องคนในครอบครัวเพ่ยหย่าให้ดี เพื่อเพ่ยหย่าในอีกภพภูมิจะได้วางใจและจากไปอย่างสงบ เมื่อคิดถึงเื่ที่คุณนายซูโรคหัวใจกำเริบจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดขึ้นมา ความเคียดแค้นที่จุกอยู่ในอกก็ทำให้เซียวปิงแทบจะหายใจไม่ออก หลังกลับเข้าเมืองเซียวปิงก็ตรงไปยังตู้โทรศัพท์ก่อนจะต่อสายออกไป
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่นาน ก็มีเสียงงัวเงียของชายคนหนึ่งก็ดังลอดกลับมา “ฮัลโหลดึกดื่นเที่ยงคืนคนจะหลับจะนอนใครเนี่ย?”
“แจ็ค ช่วยหาเบอร์โทรผู้อำนวยการสำนักงานที่ดูแลความปลอดภัย ในเมืองเจียงเฉิงแถบถนนหมินหางให้ฉันที” ขณะพูดประโยคเหล่านี้ออกมา ความหนักแน่นเด็ดขาดที่เซียวปิงเคยมีในอดีตก็กลับมาอีกครั้ง
“พี่ปิง?” อีกฝ่ายพูดน้ำเสียงดีใจ “ดีจริงๆ พี่ปิง พี่ไปไหนมา? พวกเราทุกคนต่างก็ตามหาแต่พี่!”
เซียวปิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เป็ไปได้ว่า ในทีมเราจะมีคนทรยศ นอกจากแกกับไอ้เหลย คนที่ฉันสามารถเชื่อใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มีอีกแค่ไม่กี่คน ดังนั้นห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าฉันติดต่อมาหาแก”
“พี่ปิงพวกเราทุกคน้าพี่...”
“หาเบอร์เจอแล้วบอกฉันด้วย”
อีกฝ่ายถอนหายใจเฮือก ไม่นานก็มีเสียงรัวเคาะแป้นพิมพ์ดังลอดออกมา ก่อนที่อีกฝ่ายจะกรอกเสียงกลับมา “ผู้อำนวยการสำนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองเจียงเฉิน แถบหลงซา ชื่อฉางไหวอัน เบอร์โทร 181444622X9 ถนนหมินหางเป็ถนนสายหนึ่งในแถบหลงซา”
“อย่าลืมที่ฉันพูดล่ะ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็คนทรยศ แกเองก็ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี อืม...ไอ้เหลยชอบทำอะไรวู่วาม เื่นี้อย่าเพิ่งบอกให้มันรู้จะดีกว่า ตอนนี้เบอร์โทรฉันถูกหยุดใช้งานชั่วคราว เอาไว้ทำเบอร์ใหม่แล้วฉันจะบอกแกเอง ถึงตอนนั้นถ้ามีเื่อะไรเกิดขึ้นจะได้ติดต่อฉันได้”
“เข้าใจแล้วครับพี่ปิง” แม้พี่ปิงจะไม่ยอมกลับไปตามที่เขา้า แต่พี่ปิงก็ยังเลือกที่จะติดต่อกับเขาเป็คนแรก ถึงจะติดต่อมาเพราะความจำเป็ แต่นั่นก็เป็การแสดงถึงความเชื่อมั่นที่พี่ปิงมีในตัวเขา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาตอบรับคำนั้นอย่างง่ายดาย
หลังจากวางสาย เซียวปิงก็ไม่รีรอรีบต่อสายไปยังฉางไหวอันทันที คราวนี้โทรศัพท์ดังอยู่นานกว่าอีกฝ่ายจะรับสาย ที่ข้างๆ ยังมีเสียงหอบหายใจของผู้หญิงดังลอดกลับมาด้วย “นี่ใครเนี่ย?” เขาตอบเสียงหอบน้ำเสียงฟังดูไม่สู้พอใจนัก
เซียวปิงพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไม่ต้องสนหรอกว่าฉันเป็ใคร ฉันแค่้าจะบอกให้นายรู้ ไอ้ต้วนจื่อแห่งถนนหมินหาง กำลังต้องสงสัยว่าก่อตั้งแก๊งนักเลงผิดกฎหมายอยู่ มันทั้งข่มขู่เอาทรัพย์สินจากชาวบ้าน ลวนลามผู้หญิงและยังจำหน่ายสารเสพติดในที่สาธารณะด้วย”
“แกเป็ใครกันแน่?” ดูเหมือนปลายสายจะหยุดกีฬาบนเตียงนั่นลง แล้วเขานิ่งเงียบไปหลายนาทีก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้วนจื่อเป็ประชาชนผู้ปฏิบัติตนภายใต้กฎหมาย นายกล่าวหาเขาลอยๆ แบบนี้จะถูกสงสัยว่าเป็การแจ้งความเท็จได้ เพราะฉะนั้นหากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนล่ะก็ อย่าเพิ่งพูดอะไรมั่วซั่วเลยจะดีกว่า...”
เซียวปิงหัวเราะเย็นเยือก “ฉันเข้าใจแล้ว”
กึก
หลังพูดจบ เซียวปิงก็วางหูโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม เขาจุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นสูบอย่างเงียบๆ ขณะที่โทรศัพท์ในตู้ก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย หากแต่เซียวปิงไม่ได้สนใจ เขาปล่อยให้โทรศัพท์ดังอยู่อย่างนั้น ก่อนจะก้าวเข้าไปในความมืดด้วยความเงียบสงัด
ในบางครั้งคนเราก็มักจะเป็เช่นนี้ เมื่อคุณให้โอกาสพวกเขาจะไม่สนใจที่จะรักษามันเอาไว้ ใช่ว่าโอกาสจะมีเข้ามาบ่อยหรอกนะ
จุดจบของต้วนจื่อได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แล้วฉางไหวอันจะหนีพ้นไปได้อย่างไร?
กลางดึกต้วนจื่อเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล แขนข้างหนึ่งถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าก็อตสีขาว ไอ้ต้วนจื่อเดินกะโผลกกะเผลก ที่ข้างตัวมีลูกน้องสองคนช่วยกันประคองมันเอาไว้ ทั้งสองพยุงมันมาส่งจนถึงหน้าบ้าน
“แม่งเอ๊ย พรุ่งนี้พวกเอ็งไปตามสืบเื่ไอ้บ้านั่นมาให้ข้าด้วย ว่ามันเป็ใครมาจากไหน ถึงได้บังอาจมาทำให้ข้าเสียหน้าในถิ่นของตัวเอง ข้าจะตามไปฆ่ามันให้ได้เลยคอยดู”
“ลูกพี่ แต่ไอ้บ้านั่นต่อสู้เก่งมากแถมยังโหดมากด้วย”
ต้วนจื่อตบกบาลลูกน้องสองครั้ง ก่อนจะพูดด่า “เอ็งกลัวเหรอ? เวรเอ๊ย มันก็แค่ไอ้กระจอกที่มีลูกเล่นอยู่แค่นิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้นเอง คอยดูถ้าข้าเจอมันอีกล่ะก็...ข้าไม่เอามันไว้แน่...”
ต้วนจื่อพูดไปพลางพลางก็รู้สึกค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจไปด้วย อย่าเพิ่งพูดถึงเื่ที่เซียวปิงอัดพวกเขาซะจนราวกับเป็แค่เด็กกะโปโลเลย ลำพังแค่รอยสักรูปับนตัวเซียวปิง ก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจเขามากพออยู่แล้ว
“พี่ต้วนจื่อ ปกติเราก็ส่งเครื่องบรรณาการไปให้พี่ฮวาเหลี่ยนไม่น้อยเลยนี่ เื่ปัญหาในครั้งนี้เราไปขอให้พี่ฮวาเหลี่ยนช่วยดีไหมพี่ พี่เขามีลูกน้องมากแถมยังมีปืนอีก...เก็บไอ้หมอนั่นได้สบายๆ เลยนะพี่”
ต้วนจื่อตบกะโหลกลูกน้องอีกคนที่เป็คนพูดแล้วด่า “แม่งดิ ถ้าเื่แค่นี้ข้ายังต้องขอให้คนอื่นมาช่วย แล้วต่อไปข้าจะทำมาหากินในเจียงเฉิงต่อไปได้ยังไงฮะ? เอ็งกลับไปสืบเื่ไอ้หมอนั่นมาให้ข้าเลยนะ เอาั้แ่โคตรเหง้าศักราชของมันเลยยิ่งดี ถ้าเรายังทำอะไรมันไม่ได้ ก็ไปจัดการพวกคนรอบข้างมันก่อน...พวกเอ็งกลับไปเถอะข้าจะขึ้นห้องแล้ว”
พอต้วนจื่อกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่มันเปิดไฟ ภาพที่เห็นก็ทำให้มันถึงกับสั่นเทาด้วยความหวาดผวา ใบหน้าของมันแสดงออกถึงความกลัวสุดขีด ราวกับเพิ่งเจอผีมาอย่างไรอย่างนั้น
ไอ้ผู้ชายที่สมควรตายคนนั้นขณะนี้กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องนอนของเขาไม่เพียงเท่านั้นมันยังมองเขาพลางส่งยิ้มหวานมาให้อีกด้วย!
“แก...แกหาฉันเจอได้ยังไง? แล้วแกเข้ามาได้ยังไง?”
“จะหาที่อยู่ของแกน่ะมันไม่ยากหรอก ถ้ามีแฮกเกอร์เก่งๆ สักคน อย่าว่าแต่แกเลย ต่อให้ต้องสืบหาั้แ่โคตรเหง้าศักราชของแกมันก็ไม่ใช่เื่ยาก แล้วเผอิญว่าฉันเองก็มีเพื่อนแบบนี้อยู่พอดี เพื่อนฉันชื่อแจ็ค เขาถูกขนานนามว่าเป็ถึงหนึ่งในสิบอันดับแฮกเกอร์ที่เก่งที่สุดในโลกเชียวนะ...” เซียวปิงหัวเราะร่วน “ส่วนเื่ที่ฉันเข้ามาในบ้านแกแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ได้ ยังไงนั่นก็ยิ่งง่ายไปใหญ่เลย เพราะขนาดอาคารเพนตากอนในประเทศสหรัฐฯ ฉันยังเข้าออกได้อย่างสบายๆ เลย นับประสาอะไรกับอีแค่บ้านธรรมดาๆ แบบบ้านแก”
เมื่อมองไปยังใบหน้าผ่อนคลายแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของคนตรงหน้า จู่ๆ ก็เกิดอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักฉาดสองฉาด วินาทีนั้นเขาสาบานกับตัวเองจากก้นบึ้งของหัวใจ ในอนาคตหากพบเจอกับเซียวปิงอีกล่ะก็ ตนจะหลบไปให้ไกลจากเขาอย่างแน่นอน ต่อให้ต้องไสหัวออกจากถนนหมินหางนับแต่นี้เป็ต้นไปก็ตาม เพราะคนที่สามารถเข้ามานั่งอยู่ที่หัวเตียงในบ้านของตนได้อย่างเงียบเชียบ แถมยังไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้เลยเช่นนี้ คนแบบนี้มันน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก
ต้วนจื่อไม่รู้ว่าเซียวปิงกำลังจะทำอะไรกับตนกันแน่ จึงลุกลี้ลุกลนถามอย่างหวาดระแวง “พี่...พี่ปิง...มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ?”
“อืม” เซียวปิงขานรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วันนี้....เื่ในวันนี้น่ะ เป็ความผิดของผมเองครับ ผมมีตาหามีแววไม่ ผมไม่ควรไปมีเื่มีราวกับพี่เลยจริงๆ เอาอย่างนี้ไหมครับ คืนพรุ่งนี้ผมจะจัดงานเลี้ยงขอขมาพี่ในร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดบนถนนหมินหางเลย พี่ว่าดีไหมครับ”
“ไม่ต้องไม่มีความจำเป็ต้องทำแบบนั้นแล้ว” เซียวปิงยิ้มอย่างเป็มิตร กิริยาท่าทางในการพูดก็ราวกำลังคุยอยู่กับเพื่อนเก่าที่สนิทสนมกันมานาน เพียงแต่คำพูดที่เปล่งออกมาหลังจากนั้น กลับทำให้แม้แต่คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งก็สติแตกกระเจิงได้ “เพราะฉันไม่เคยถือสาคนตายอยู่แล้ว”
ต้วนจื่อหัวใจกระตุกวูบ สีหน้าของมันแลดูแย่ขึ้นมาทันที “พี่ปิง พี่ต้องกำลังพูดเล่นอยู่แน่ๆ เลยใช่ไหม” มันยังคงพูดต่อราวยังไม่ยอมรับความจริงเบื้องหน้า
“ฉันมาหาแกดึกดื่นป่านนี้ แกคิดว่าฉันกำลังพูดเล่นอยู่หรือเปล่าล่ะ?”
ต้วนจื่อกลัวแล้วกลัวแล้ว จริงๆ มันะโกร้าวราวกำลังจะขาดใจ “เพราะอะไรกัน?”
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมบนโลกถึงได้มีคนแบบนี้อยู่ แค่เพียงเพราะเื่ผิดใจกันเล็กน้อยก็ถึงกับจะเอาชีวิตเขาให้ได้
เซียวปิงเองก็ไม่้าให้เขาตายไปโดยที่ยังมีข้อข้องใจอยู่ เขามองไปยังต้วนจื่อแล้วพูด “ที่ร้านบะหมี่ของบ้านซูน่ะ...แกเป็คนพังสินะ”
ต้วนจื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว เขาไม่เพียงรู้ว่าตนเป็ผู้พังร้านบะหมี่นั้น แต่ยังรู้อีกว่าเ้าของร้านบะหมี่เกิดโรคหัวใจกำเริบขึ้น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็หรือตาย ที่แท้เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็เพราะร้านบะหมี่นั่นเอง...
“ลูกสาวคนโตของบ้านซูเป็เพื่อนสนิทกับฉัน ก่อนตายเธอฝากฝังให้ฉันดูแลคนในครอบครัวแทนเธอ” และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ ประโยคที่เซียวปิงเปล่งออกมาราวกับเสียงระฆังไว้ทุกข์ที่ถูกเคาะขึ้นเพื่อเขา “ไม่ใช่แค่นั้น ฉันเองก็เคยเป็ทหารมาก่อนแกก่อตั้งแก๊งมาเฟียกดขี่ประชาชน แล้วยังจำหน่ายยาเสพติดอีก แกทำความชั่วครบทุกแขนงขนาดนี้ สำหรับคนที่มองว่าการปกป้องประเทศและคุ้มครองประชาชนเป็หน้าที่ของตนแบบฉันแล้ว ตอนนี้แกได้สูญเสียเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
ต้วนจื่อสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาแดงก่ำเขาะโออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ฉันจะกลับตัวฉันสัญญา ฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแน่นอน!”
เซียวปิงโยนมีดพกเล่มหนึ่งไปตกที่ข้างเท้าของมัน แล้วมองมันด้วยสายตานิ่งสนิท “แกลงมือเองเถอะ!”
“ฉัน...ฉัน...” ต้วนจื่อเก็บมีดพกขึ้นจากพื้น ขณะร่างกายก็เอาแค่สั่นไม่หยุด ดวงตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยรัศมีแห่งความบ้าคลั่ง ทันใดนั้นมันก็ะโเสียงดัง “ฉันจะฆ่าแก!!”
ขณะที่เขาเตรียมจะพุ่งเข้าสังหารอีกฝ่ายอยู่นั้น เงาดำเงาหนึ่งได้แวบผ่านตัวเขาไป ต้วนจื่อรู้สึกเย็นวูบที่ลำคอ จากนั้นจึงได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลังที่ค่อยๆ ไกลห่างออกไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นเสียงเย็นเยือกของเซียวปิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ลงไปสำนึกผิดในนรกเถอะ”
ทันทีที่ต้วนจื่อเปิดปาก เืสีแดงสดก็ไหลทะลักออกจากปาก และรอยขาดที่ลำคออย่างบ้าคลั่ง มีดที่ปาดลงนั้นช่างรวดเร็วเหลือเกิน รวดเร็วจนเมื่อเซียวปิงจากไปแล้ว หลอดลมที่ลำคอต้วนจื่อจึงเพิ่งจะขาดออกจากกัน เขาดิ้นทุรนทุรายในกองเื บิดร่างไปมาด้วยความเ็ป และยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่เช่นนั้น ตราบจนเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในร่างกายจะหมดไป...
