“จะว่าไปแล้วต้องโทษนังเหยาโม่หว่านคนเดียว หากนางไม่เข้าวัง ท่านพ่อหรือจะกล้ามองข้ามความสำคัญของเปิ่นกง”เหยาซู่หลวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคับแค้น แววตาเยียบเย็นปานน้ำแข็ง
“แม่เองก็มีส่วนผิดที่ไปหลงเชื่อนางขี้ข้าทรยศเกาหมัวหมัวมิเช่นนั้นป่านนี้นังเด็กปัญญาอ่อนคงลงนรกไปนานแล้ว ลูกแม่ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”โต้วเซียงหลันมองบุตรสาวด้วยท่าทางกระสับกระส่าย
“ท่านแม่อย่าเพิ่งร้อนใจจนเกินเหตุแค่หญิงโง่เขลาเบาปัญหาคนหนึ่ง หาได้เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเปิ่นกง ท่านกลับไปก่อน ่สองสามวันนี้อย่าเพิ่งไปหาเื่สองแม่ลูกซูมู่จื่อกับเหยาอวี้”เหยาซู่หลวนแววตาเย็นะเือย่างประหลาดจนชวนให้รู้สึกขนลุก
“ก็ได้เ้าเองก็ต้องระมัดระวังรอบด้านด้วยเล่า” โต้วเซียงหลันจับมือบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“อื้มวางใจเถิด ลูกจะรีบทำให้ท่านพ่อตาสว่างโดยเร็ว ว่าใครกันแน่ที่เป็เสาหลักนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตระกูลเหยาของเรา”เหยาซู่หลวนหรี่ตาแคบ ความคับแค้นอัดแน่นในหัวใจ
...
ภายในตำหนักกวานจวีเงียบสงัดไร้สุ้มเสียงเหยาโม่หว่านนอนนิ่ง ในมือขยำผ้าห่มจนยับย่น ดวงตาสุกใสดุจสายน้ำฤดูสารทจดจ้องไปบนหลังคาเตียงด้วยแววตาคมกล้า
เพื่อปกปิดสาเหตุการตายของนางเย่หงอี้สั่งฆ่าปิดปากทุกคนที่ทราบเื่ รวมถึงเผาตำหนักเย็นจนเหลือแต่ซาก ไม่ทิ้งเบาะแสใดไว้เลยหากไม่เพราะกลัวคำครหา ป่านนี้คงสั่งให้ทำลายตำหนักฉางเล่อไปแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อข้ากลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง เย่หงอี้... เกรงว่าต่อให้อยู่ในความฝัน เื่นี้คงเป็สิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับเ้าสินะ?
“พระสนมท่านฟื้นแล้วหรือ ทำบ่าวใแทบตายแน่ะ” ขณะที่เหยาโม่หว่านกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดประตูห้องพลันเกิดเสียงลั่นแอด พอทิงเยว่เห็นเหยาโม่หว่านขยับตัวก็ยกอ่างน้ำเดินเข้ามาทันที
“ข้านอนไปนานเท่าไรกันเนี่ย?”เหยาโม่หว่านพรูลมหายใจอยู่เงียบๆ ก่อนลุกขึ้นมานั่ง
“ั้แ่เมื่อคืนที่ซู่ชินหวางอุ้มท่านกลับมาถึงตอนนี้ก็ยามอู่ [1]แล้วเพคะ” ทิงเยว่ประคองเหยาโม่หว่านไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งหลังจากนั้นก็หันมาหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นส่งให้เหยาโม่หว่าน
“เมื่อคืน...ซู่ชินหวางอุ้มเปิ่นกงกลับมาหรือ?” เมื่อย้อนรำลึกถึงเงาร่างสูงใหญ่ภายใต้แสงจันทร์เมื่อคืนเหยาโม่หว่านก็เหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปากซึ่งดูคล้ายมีคล้ายไม่มีอย่างอดไม่ได้
“เพคะแต่สีหน้าของซู่ชินหวางเมื่อคืนดูแย่มาก...” ทิงเยว่ไม่กล้าแจงรายละเอียดว่าหวางเยี่ยผู้นั้นมาถึงก็จับเ้านายของตนเองโยนโครมลงบนเตียงทำราวกับเห็นเป็เทพเ้าแห่งโรคภัยที่ต้องรีบสลัดให้หลุดมือเยี่ยงนั้น
เหยาโม่หว่านหัวเราะเบาๆถึงแม้ทิงเยว่จะไม่พูด แต่นางย่อมจินตนาการใบหน้าเ็าปานภูผาน้ำแข็งของเย่จวินชิงเมื่อคืนได้
ชั่วขณะนั้นเองหลิวสิ่งก็วิ่งจากด้านนอกเข้ามา
“รายงานพระสนมจวนอัครเสนาบดีส่งข่าวมาว่าเช้านี้ฟูเหรินใหญ่ได้รับราชโองการ ทั้งถูกริบบรรดาศักดิ์ฟูเหรินตราตั้งขั้นสองและยังถูกลงโทษให้ตบหน้าตนเองสามสิบครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นอันปิ่นซานยังผูกใจเจ็บจากเื่คราก่อนจึงกลั่นแกล้งด้วยการให้ตบหน้าเพิ่มเข้าไปอีกยี่สิบทีหลังจากที่รับโทษเสร็จ ฟูเหรินใหญ่ก็เข้าวังทันที ตอนที่บ่าวทราบข่าว ฟูเหรินใหญ่ออกมาจากตำหนักหวาชิงแล้วหลังจากนั้นหวงกุ้ยเฟยก็เสด็จออกจากตำหนักไปยังห้องทรงพระอักษรของฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”หลิวสิ่งรายงานข่าวทั้งหมดที่ตนเองได้รับ
“งั้นหรือ...คิดไม่ถึงว่าฝ่าาจะทรงใส่พระทัยกับคำพูดของคนเขลาคนหนึ่งด้วย...” เหยาโม่หว่านเหยียดยิ้มแววตาเผยความรู้สึกดูแคลนอย่างถึงที่สุด
“ช่างสาแก่ใจนักพระสนม แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรต่อเพคะ?” ทิงเยว่มองเหยาโม่หว่านด้วยท่าทางตื่นเต้นภายในใจย่อมตระหนักได้ว่าเื่นี้เ้านายตนเองคงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเป็แน่
“ไปเตรียมสำรับมื้อเที่ยงเถิดแม้ว่าเปิ่นกงจะไม่หิวเท่าไร แต่มิอาจละเลยต่อซู่ชินหวาง”
เหยาโม่หว่านลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องนอนอย่างงามสง่าทิงเยว่กับหลิวสิ่งมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง ทว่าต่างก็รู้อยู่แก่ใจ เ้านายต้องมีแผนการบางอย่างแล้วจึงไม่กล้ามากวาจา
...
ในห้องทรงพระอักษรเย่หงอี้ประทับอยู่บนพระที่นั่งั ยกพู่กันขีดเขียนลงไปในหนังสือกราบทูลที่อยู่บนโต๊ะเป็พักๆเหยาซู่หลวนมายืนรออยู่หน้าโต๊ะเป็เวลากว่าครึ่งก้านธูป[2]แล้ว
“ถ้าหวงกุ้ยเฟยมาเพื่อขอร้องแทนฟูเหรินอัครเสนาบดีก็เชิญกลับไปเถิด เจิ้นไม่อยากฟัง” เมื่อเห็นนางเอาแต่นิ่งไม่พูดไม่จา เย่หงอี้จึงกล่าวเสียงเย็น
“ฝ่าาทรงกล่าวหนักเกินไปแล้วแม้ว่าปรกติซู่หลวนจะอยู่แต่ในตำหนัก แต่ย่อมทราบข่าวเื่การชอบวางอำนาจบาตรใหญ่และกระทำการเกินกว่าเหตุของมารดา ฝ่าาทรงตักเตือนครานี้ ก็เพื่อให้นางรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวซู่หลวนจึงมาขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณต่างหากเล่า” น้ำเสียงของเหยาซู่หลวนอ่อนโยนสีหน้าท่าทางเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด
...
เชิงอรรถ
[1]ยามอู่ หรือยามมะเมีย หมายถึง่เวลาระหว่าง 11.00-12.59
