วันต่อมา เย่ซินหยี่เดินเฉิดฉายเข้าไปยังห้องทำงานของฉางไหวอัน เ้าของห้องเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ก่อนส่งยิ้มเจื่อนๆ กลับไป “คุณหนูเย่ เซียวปิงถูกปล่อยตัวออกไปั้แ่เมื่อวาน...คุณไม่จำเป็ต้องมาที่นี่อีกแล้ว”
“อะไรนะ ปล่อยตัว?” เย่ซินหยี่ชะงัก เธอหัวใจไหววูบ เมื่อนึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเขาในตอนนั้น เธอประเมินผู้ชายคนนี้ต่ำเกินไปจริงๆ เพียงแต่...เขาทำให้ฉางไหวอันยอมปล่อยออกไปได้อย่างไร?
เย่ซินหยี่เป็คนฉลาด นับั้แ่วันที่ฉางไหวอันไม่ยอมอ่อนข้อให้ และจับเซียวปิงไปต่อหน้าต่อตาเธอ เธอก็รู้ทันที ว่าเซี่ยหลุนต้องยอมจ่ายไปไม่น้อยแน่...สำหรับการจะเอาชีวิตเซียวปิง แต่พอมาตอนนี้ เขาเพิ่งถูกขังได้แค่ไม่กี่วัน ฉางไหวอันก็ยอมปล่อยไป แบบนี้ มีความเป็ไปได้แค่สองอย่าง คือหนึ่ง ฉางไหวอันยอมแพ้เขา และสอง เซียวปิงเสนอเงินที่มากกว่าเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเขาออกไป
ซึ่งไม่ว่าจะเป็ข้อไหน เย่ซินหยี่ก็ยังประเมินเขาต่ำไปอยู่ดี
เย่ซินหยี่แสร้งยิ้มบางๆ กล่าว “ในเมื่อเป็แบบนี้ งั้นฉันก็ไม่รบกวนแล้ว...จะยังไงก็ยังต้องขอบคุณ ผอ.ฉางอีกที ที่ไว้หน้าฉันในครั้งนี้ และที่คุณรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดแบบนี้”
ฉางไหวอันหัวเราะเจื่อนๆ ในใจ สีหน้ากระอักกระอ่วน เย่ซินหยี่เป็คนฉลาดอยู่แล้ว เมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้น เธอก็เดาได้ทันทีว่า เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะปล่อยเซียวปิงออกไปเลย โดนบังคับ? หรือเซียวปิงจะรู้จักคนใหญ่คนโตอะไร? ถ้าเป็แบบนั้น แล้วทำไมเขายังต้องไปทำงานในร้านบะหมี่เล็กๆ แบบนั้นอยู่ล่ะ? แต่ก็อาจจะเป็ไปได้...ถึงขนาดสามารถเชิญคนใหญ่โตเช่นจางอีจื่อมาได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ เธอยังเคยเชื่อว่าที่เขารู้จักกับจางอีจื่อได้เป็เพราะความบังเอิญเท่านั้น แต่พอมาดูตอนนี้ เธอคงจะเข้าใจผิดไป...
ขณะเย่ซินหยี่กำลังจะกล่าวลา จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ก่อนชายชุดดำหลายคนจะเดินผ่านประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินมาหยุดยังหน้าโต๊ะทำงานฉางไหวอัน แล้วประกาศ “คุณฉางไหวอัน มีคนรายงานมาว่าคุณรับสินบน ปกป้องผู้กระทำผิด ขัดขวางงานยุติธรรม และใช้อำนาจที่มีโดยมิชอบ กรุณาไปกับพวกผมเพื่อรับการตรวจสอบด้วยครับ”
ฉางไหวอันใบหน้าซีดเผือด เหงื่อออกไม่หยุด ก่อนจะนั่งอ่อนระทวยอยู่บนโต๊ะทำงาน เ้าหน้าที่ชุดดำไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปจับหมับที่แขนทั้งสองข้าง ก่อนจะดึงเขาเดินออกไป
เย่ซินหยี่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ฉางไหวอันถูกลากไปจนถึงหน้าประตู แล้วจู่ๆ เขาก็เบิกตากว้าง พลางะโสุดเสียง “เย่ซินหยี่ ไปบอกไอ้บัดซบนั่นด้วย มันไม่มีสัจจะ! เซียวปิง ฉันจะฉีกเนื้อมันมากิน กรีดเืมันออกมาให้หมด ไอ้เวรเอ๊ย ต่อให้ตายฉันก็จะไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!”
ฉางไหวอันโดนคุมตัวออกจากห้องไปแล้ว...เย่ซินหยี่พ่นลมหายใจยาวออกมา ในที่สุดเธอก็เข้าใจเสียที ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้มั่นใจมากขนาดนั้น ทำไมถึงถูกปล่อยตัวเร็ว...จู่ๆ ในใจเธอก็หนักอึ้งขึ้นมา เดิมเธอคิดว่าจะใช้โอกาสในครั้งนี้บีบให้เขายอมจำนน แต่พอมาตอนนี้ เธอดูผู้ชายคนนี้ไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว...
พอเย่ซินหยี่ก้าวขาเข้าบ้าน เธอก็ถูกพ่อบ้านเรียกให้ไปพบเย่ปั้นเฉิงในห้องทันที...
คำสั่งนั้น ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที เธอรู้นิสัยบิดาดี ถ้าท่านรู้ว่าเื่จางอีจื่อยังไม่สำเร็จล่ะก็ ท่านจะต้องโมโหมากแน่ๆ...บนโลกนี้ คนที่บิดาจะรักอย่างไม่มีข้อแม้ก็มีเพียงน้องสาวเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเย่จื่อก็ยัง...
เย่ซินหยี่สงบจิตสงบใจอยู่นาน จึงเคาะไปที่ประตูตรงหน้า ก่อนน้ำเสียงไพเราะอ่อนเยาว์ของใครบางคนจะดังตอบมา “ซินหยี่เหรอ? เข้ามาสิ”
เย่ซินหยี่ถอนหายใจเบาๆ สำหรับแม่เลี้ยงคนนี้ของเธอ...หากว่ากันตามจริง เธอก็ไม่ได้ชอบเขาสักเท่าไรหรอก ในโลกใบนี้จะมีคนสักกี่คนที่ชอบแม่เลี้ยง? แต่เพื่อความสุขของพ่อ...เธอจึงจำต้องแสร้งดีกับแม่เลี้ยง
เป็อย่างที่คิด เมื่อดันประตูเข้าไป เย่ซินหยี่ก็เปลี่ยนเป็ใบหน้าสดใส เธอพูดยิ้มแย้มอย่างสนิทสนม “น้าเหลี่ยว น้าก็อยู่ด้วยเหรอ...ดูสิ ได้น้ามาดูแลพ่อแบบนี้ ท่านสีหน้าดีขึ้นเยอะเลย”
นอกจากเย่ปั้นเฉิงที่นอนอยู่บนเตียง และเย่เทียนิที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังมีหญิงอายุเจียนสามสิบอีกคนนั่งอยู่ข้างๆ เตียงด้วย หญิงคนนี้มีหน้าตาสะสวย เช่นเดียวกับชุดนอนที่เธอสวมอยู่ในขณะนี้...ผมเธอถูกปล่อยสยายเงางามอยู่ด้านหลัง ให้ความรู้สึกราวเ้าตัวเป็กระต่ายขี้เซา แต่ในขณะเดียวกัน ก็แฝงไปด้วยความเซ็กซี่ดึงดูดใจ...
หากว่ากันตามหน้าตา แน่นอนว่าเธอสวยสู้เย่ซินหยี่ไม่ได้เลย ทว่า เธอกลับได้ความยั่วยวนดึงดูดใจมาแทน
และที่สำคัญ เธอมีสัดส่วนสรีระที่สมบูรณ์แบบมาก หากว่ากันด้วยเื่หน้าตา ใครก็คงจะเทียบเทียมเย่ซินหยี่ไม่ได้ แต่หากว่ากันด้วยเื่รูปร่างเซ็กซี่ยั่วยวนล่ะก็ เธอถือเป็ผู้หญิงที่มีสรีระเซ็กซี่ร้อนแรงที่สุด เท่าที่เย่ซินหยี่เคยพบมาเลย โดยเฉพาะเอวบางเล็กๆ นั่น ต่อให้เป็ผู้หญิงด้วยกันก็ยังอดที่จะมองตามไม่ได้เลย
หญิงคนนี้ก็คือแม่เลี้ยงของพวกเขา เหลี่ยวเพียวเพียว!
เหลี่ยวเพียวเพียวหัวเราะน้อยๆ พลางยกมือขึ้นปิดปาก ร่างกายเธอไหวน้อยๆ ตามแรงหัวเราะ ชุดนอนคอเว้าที่เธอสวมอยู่ก็หลุบลงต่ำ จนสามารถเห็นร่องอกขาวๆ ยั่วยวนนั่นได้อย่างชัดเจน ช่างดึงดูดสายตาผู้คนได้ดีจริงๆ...ผู้คนที่ว่า หมายถึงคนอื่นๆ นอกจากเย่ซินหยี่และเย่เทียนิ ที่ขณะนี้สนใจเพียงบิดาที่นอนอยู่บนเตียงเท่านั้น ส่วนแม่เลี้ยงจะเป็อย่างไร ไม่ได้อยู่ในสายตาพวกเขาเลย...
“ซินหยี่พูดเก่งขึ้นทุกวันเลยนะ เมื่อกี้พวกเรายังพูดถึงเธออยู่เลย ได้ข่าวว่าเธอจะไปเชิญจางอีจื่อมารักษาคุณพ่อ...เป็ยังไงบ้างล่ะ?” เหลี่ยวเพียวเพียว
ฟังจบ เย่ปั้นเฉิงก็มองตรงไปยังเย่ซินหยี่อย่างเอาคำตอบ...เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะถอนหายใจยาว กล่าวว่า “พ่อคะ หนูมันไม่ได้เื่เอง...เซียวปิงไม่ยอมช่วยเราค่ะพ่อ...หนูไปขอพบจางอีจื่อด้วยตัวเองอีกครั้งแล้ว...แต่เขาก็ไม่ยอมคุยกับหนูเลย”
เย่ปั้นเฉิงสายตาหมองหม่น ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนเหลี่ยวเพียวเพียวที่ข้างกันพูดขึ้น “บนโลกนี้ยังมีคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแบบนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย? เขาไม่รู้หรือไงว่าตระกูลเย่ของเราร่ำรวยขนาดไหน? มีอะไรที่ตระกูลเราให้เขาไม่ได้กัน?”
เย่ปั้นเฉิงกล่าวเสียงต่ำอย่างยากลำบาก “สำหรับจางอีจื่อ เื่เงินไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาอีกแล้ว นั่นฉันพอเข้าใจได้ แต่กับเซียวปิง...เธอก็จัดการไม่ได้เหรอ?”
แย่จื่อถอนหายใจ “เขาดื้อรั้นมาก แต่หนูจะพยายามทำให้ถึงที่สุดค่ะ”
เย่เทียนิที่อยู่ข้างๆ พูดโพล่ง “คงไม่มีเวลาอีกแล้วล่ะ...คนของฉันไปสืบจากทางโรงพยาบาลมาแล้ว อย่างมากก็อีกสองวัน จางอีจื่อก็จะไปจากเมืองเจียงเฉิง”
เย่ซินหยี่ชายตามองน้องชายแวบหนึ่ง ถามยิ้มๆ “เทียนิ แล้วนายคิดว่าควรทำยังไง?”
“ให้ฉันไปเถอะ...เรายังจะใช้วิธีเดิม...ไปพบเซียวปิงก่อน ถ้าเขายังไม่ยอมตกลง เราค่อยไปหาจางอีจื่อด้วยตัวเองอีกครั้ง”
เย่ปั้นเฉิงเสียงต่ำ “ไปเถอะ...อย่าทำให้ฉันผิดหวัง...”
“ครับ คุณพ่อวางใจเถอะ” เย่เทียนิสีหน้าจริงจัง “ผมจะพยายามทุกวิถีทาง ต่อให้ต้องแลกกับทรัพย์สมบัติของตระกูลไปกว่าครึ่ง ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาทางช่วยคุณพ่อให้ได้!”
เย่ปั้นเฉิงแววตาแสดงความพอใจออกมา ก่อนจะหันมองไปทางเหลี่ยวเพียวเพียว แล้วกล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน “พวกแกออกไปก่อนเถอะ ให้เพียวเพียวอยู่เป็เพื่อนฉันก็พอ”
เย่ซินหยี่กล่าวห่วงใย ทั้งใบหน้าไม่เปลี่ยนจากเดิม “พ่อคะ งั้นคุณพ่อก็ดูแลตัวเองให้ดีนะคะ ไม่ต้องกังวลเื่อะไรทั้งนั้น...ถ้ามีอะไรก็เรียกหนูนะคะพ่อ...น้าเหลี่ยว ฝากคุณพ่อด้วยนะ”
เหลี่ยวเพียวเพียวมองไปยังชายคนรักด้วยแววตาอ่อนโยน ยิ้มกวานกล่าว “การดูแลผู้ชายของตน เป็สิ่งที่ฉันสมควรจะทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
เย่ซินหยี่และเย่เทียนิเดินออกจากห้อง หลังทั้งสองเดินลงบันไดมาแล้ว เย่ซินหยี่จึงออกปากถามน้องชาย “นายจะไปหาเซียวปิงเมื่อไร?”
“ก็ต้องเป็เดี๋ยวนี้เลยสิ” เขายิ้ม “วันเวลาไม่รอใคร ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”
เย่ซินหยี่สีหน้าจริงจัง “ครั้งนี้ ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องทำให้เขารับปากให้ได้นะ...ฉันกลัวว่าถ้าจางอีจื่อกลับไปครั้งนี้ คุณพ่อจะทนต่อไปอีกไม่ไหว...เทียนิ ฝากด้วยนะ”
“วางใจเถอะ” เย่เทียนิพยักหน้าจริงจัง ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็ชิงชัง เขากล่าวน้ำเสียงเย็นเฉียบ “ทุกครั้งที่เห็นนังผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างคุณพ่อ ฉันก็แทบอดไม่ได้ที่จะ...ฆ่ามันซะ”
ไม่ว่าเมื่อไร เย่เทียนิก็เป็คนสุขุมเรียบร้อยเสมอ ไม่ว่าจะเป็คนเลือกมากมาจากไหน เมื่อมาเจอกับเทียนิ ยังต้องยอมรับในความเป็สุภาพบุรุษของเขาเลย แถมเขายังไม่มีนิสัยแย่ๆ แบบพวกลูกคนรวยทั่วไปอยู่อีก...จะมีก็แต่เวลาที่พูดถึงยัยแม่เลี้ยงนั่น ใบหน้าของเขาจึงจะเปลี่ยนไปเป็เกลียดเข้ากระดูกดำทันที
เย่ซินหยี่ส่ายหัว ก่อนจะส่งสายตาเตือนน้องชาย พูดเสียงค่อย “นี่มันในบ้านนะ ระวังคำพูดหน่อย...ยังไงเสียตอนนี้เขาก็เป็แม่เลี้ยงเรา”
เย่เทียนิขานรับพี่สาว ก่อนจะสงบสติอารมณ์ลง แล้วเดินจ้ำอ้าวออกไป
มองดูแผ่นหลังที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ของเย่เทียนิ เย่ซินหยี่แววตาระคนหลากหลาย ก่อนแววตานั้นจะปรากฏความเฉียบขาดและเืเย็น ซึ่งไม่ควรมีในตัวหญิงออกมา
เมื่อลูกๆ ออกไปแล้ว เย่ปั้นเฉิงถอนหายใจเฮือก กล่าวว่า “เพียวเพียว เธอคิดยังไงกับพวกลูกๆ ฉันบ้าง?”
เหลี่ยวเพียวเพียวตักซุปยาช้อนสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะเป่าไล่ความร้อนหลายครั้ง จนเมื่อป้อนยานั้นเข้าปากเย่ปั้นเฉิงไปแล้ว เธอจึงยิ้มพลางส่ายหัวกล่าว “เื่แบบนี้...ฉันไม่ยุ่ง”
เย่ปั้นเฉิงถอนหายใจ “ฉันรู้ว่าที่เย่จื่อมีอคติกับเธอก็เพราะฉัน แล้วตอนนี้ยัยเด็กนั่นก็...เฮ้อ ฉันกลับมาก็ตั้งหลายวันแล้ว เย่จื่อยังไม่เคยมาดูอาการฉันเลยสักครั้ง...จะเคยก็แต่แอบถามอาการของฉันกับพวกคนใช้เท่านั้น...ถ้าพวกแม่บ้านไม่มาบอก ฉันก็คงจะยังไม่รู้ไปอีกนานเลย”
เย่ปั้นเฉิงพูดท่าทางยินดี “เธอก็พูดถึงแค่ซินหยี่กับเทียนิก็พอ เื่ทรัพย์สมบัติของฉัน เย่จื่อเธอไม่สนใจหรอก ต่อให้ฉันจะยัดเยียดไปให้ เย่จื่อก็ไม่ยอมรับอยู่ดี...ระหว่างเทียนิกับซินหยี่ เธอคิดว่าใครเหมาะสมที่จะสืบทอดกิจการของฉันมากกว่ากัน?”
เหลี่ยวเพียวเพียวจ้องเย่ปั้นเฉิงเขม็ง ก่อนกัดฟันพูดงอนๆ “คุณ...นี่คุณทำอะไร...กำลังจะสั่งเสียหรือไง?”
เย่ปั้นเฉิงยิ้มเจื่อน กล่าว “ฉันก็แค่คิดเผื่อเอาไว้ หลังฉันตายไป ฉันจะยกสมบัติให้เธอกับเย่จื่อส่วนหนึ่ง แต่เื่กิจการ ไม่ว่ายังไงก็ต้องให้ซินหยี่หรือเทียนิ คนใดคนหนึ่งเป็คนสืบทอดเท่านั้น”
เหลี่ยวเพียวเพียวลังเลแวบหนึ่ง ตอบ “คุณหนูเย่แม้จะเป็ผู้หญิง แต่เธอก็มีความสามารถมาก ในตระกูลเย่ คนที่สนับสนุนเธอก็มีไม่น้อย... แต่หากจะเอามาเทียบกัน เย่เทียนิก็ไม่มีข้อติเช่นกัน เขามีความสามารถแถมยังเป็คนกตัญญู ในตัวก็ไม่มีนิสัยเสียแบบพวกลูกคนรวยอยู่เลย ถ้าว่ากันตามปกติ หากเป็การสืบทอดมรดกของพ่อ ในเมื่อเทียนิก็ไม่ได้มีข้อเสียอะไรล่ะก็ ถ้างั้น...”
เย่ปั้นเฉิงยิ้มบางๆอย่างพอใจ กล่าว “เธอหมายถึงเทียนิ?”
“อื้ม” เหลี่ยวเพียวเพียวพยักหน้า
“เธอก็คงจะรู้อยู่ แม้ว่าเทียนิจะไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนเหมือนเย่จื่อ แต่เขาก็มีอคติกับเธออยู่ไม่น้อยเลย ถ้าให้เขาเป็ผู้สืบทอดมรดกล่ะก็...”
เหลี่ยวเพียวเพียวยิ้มเจื่อน “เพราะฉันเป็ผู้หญิง ก็เลยต้องคิดถึงแต่ตัวเองทุกเื่เลยหรือไง?”
“เพียวเพียว...” เย่ปั้นเฉิงมองตรงไปยังเหลี่ยวเพียวเพียว พลันความรู้สึกรักใคร่ที่มีต่อเธออย่างมากมายก็ทะลักออกทางสายตา...
