เฉิงกุ้ยเห็นฉู่อวี้เอาแต่ลุกๆ นั่งๆ อยู่บนเตียงด้วยอาการกระวนกระวายใจ บนร่างสวมชุดบรรทมสีดำ เท้าเปลือยเปล่า ไหนจะผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงในตอนนี้ จากท่านอ๋องผู้เต็มไปด้วยความสุขุมดุดัน ยามนี้กลับคล้ายเด็กที่กำลังตื่นตระหนกผู้หนึ่ง
เขาต้องคอยกล่าวปลอบฉู่อวี้อยู่ตลอด พูดจาโน้มน้าวอยู่พักใหญ่กว่าจะทำให้ผู้ที่จะวิ่งเปลือยเท้าไปหาว่าที่พระชายายอมกลับมานั่งลงบนเตียง เฉิงกุ้ยยังคงรับรู้ได้ถึงความกระวนกระวายใจของท่านอ๋องอย่างชัดเจน ครั้นชายารองผู้ที่ได้รับการโปรดปรานมาโดยตลอดจะเข้ามาปรนนิบัติ กลับถูกท่านอ๋องปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรก็ไม่ยอมให้นางเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว
ฉู่อวี้หวนนึกถึงวันที่พยับเมฆปกคลุมหนาหิมะโปรยปราย ทุกครั้งเมื่อเห็นหน้าถังซุ่ยหวิน นึกถึงสีหน้าเ็าของนางที่มองมายังตนยามยืนอยู่เื้ัองค์รัชทายาท ตอนนี้เขา้าพบกู้โยวหนิงเพียงผู้เดียว ผู้ที่ยินยอมเคียงข้างเขาในยามสุดท้ายของชีวิต และมีเพียงการพบกู้โยวหนิงเท่านั้นถึงจะสามารถทำให้เขารู้สึกสบายใจได้
ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉิงกุ้ยเอาแต่พูดจาเยิ่นเย้อเกี่ยวกับอาการาเ็ที่ยังไม่หายดี แต่กลับทำให้ฉู่อวี้ค่อยๆ สงบลง และเริ่มถามไถ่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นกับข้า?”
เฉิงกุ้ยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ตอบกลับท่านอ๋องว่า “เมื่อวันก่อนท่านอ๋องพลัดตกหลังม้าระหว่างพิธีล่าสัตว์ หมอหลวงรายงานว่าไม่ได้รับอันตรายใดๆ ท่านอ๋องช่างเป็ผู้ที่มีวาสนายิ่งนักขอรับ”
ฉู่อวี้ค่อยๆ หลับตาลง เมื่อครั้งออกล่าสัตว์แล้วพลัดตกหลังม้า?
นั่นไม่ใช่รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่ยี่สิบในพระราชพิธีล่าสัตว์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์งั้นหรือ เขาถูกองค์รัชทายาทลอบทำร้ายจนพลัดตกหลังม้าและเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งยังเป็ปีเดียวกันกับที่เขาต้องเข้าพิธีอภิเษกกับบุตรอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายนั่นเอง
หรือว่า!
เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง? ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตาย แต่เป็การย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ์เมตตาให้โอกาสเขากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
หากในยามนี้คือรัชศกเต๋อเซิ่งปีที่ยี่สิบ ตำแหน่งรัชทายาทเพิ่งจะแต่งตั้งแค่เพียงสองปี ฉู่อวี้มีตำแหน่งเป็แม่ทัพใหญ่ ออกรบจนนำดินแดนซีเซี่ยกลับคืนมา ผลงานด้านการศึกาเป็ที่กล่าวขานโดยทั่ว
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเพราะความโดดเด่นของเขา ทำให้เขาต้องเข้าร่วมการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก กลายเป็ที่เกลียดชังขององค์รัชทายาทและเหล่าองค์ชายทั้งหลาย ในท้ายที่สุดแม้แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่ไว้พระทัยเขา สายพระเนตรที่ใช้มองมาล้วนปราศจากความเมตตา
เมื่อนึกถึงยามที่ฮ่องเต้ทรงใช้ความผิดไม่สมเหตุสมผลเรียกคืนอำนาจทางการทหาร สั่งคุมขังเขาไว้ในจวนตลอดชีวิต รวมถึงยามที่ถูกองค์รัชทายาทโยนพระราชโองการสั่งให้ปลิดชีพตนใส่หน้าเขาอย่างหยิ่งผยอง เป็เหตุให้ฉู่อวี้ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเคียดแค้น
เฉิงกุ้ยมองท่านอ๋องที่คล้ายกำลังสับสน แต่ยังดูโเี้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเห็นฉู่อวี้แสยะยิ้ม เฉิงกุ้ยถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ในใจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น ในเวลาไม่กี่ชั่วยามท่านอ๋องกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน
ผ่านไปพักใหญ่ ฉู่อวี้ออกคำสั่งเสียงเยือกเย็น “เปลี่ยนชุด เตรียมม้า ข้าจะออกไปข้างนอก!”
“แต่ว่าท่านอ๋อง...” เฉิงกุ้ยมีท่าทีลำบากใจ “ท่านยังไม่หายดี ท่านควรจะ...”
ฉู่อวี้มองเฉิงกุ้ยด้วยสายตาดุดันเพียงชั่วครู่ “ข้าให้เ้าไปจัดการก็จงไปจัดการเสีย มามัวพูดพร่ำไร้สาระอะไรอยู่!”
เขารอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว เขาต้องไปจวนอัครเสนาบดีเพื่อพบกู้โยวหนิง มีเพียงการพบกู้โยวหนิงถึงจะทำให้เขาวางใจได้ แค่กู้โยวหนิง...เขามีแค่กู้โยวหนิงผู้เดียวแล้ว
“ขอรับๆ!” เฉิงกุ้ยถูกตวาดจนสติแทบกระเจิง รีบร้อนออกไปเตรียมการตามคำสั่งท่านอ๋องด้วยความหวาดกลัว
ถังซู่อวิ๋นผู้ยืนอยู่ด้านข้างมานานสองนานเดินออกมาหาเขาด้วยความลังเล จากนั้นเอ่ยเรียกฉู่อวี้ด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “ท่านอ๋อง~”
ฉู่อวี้หลงลืมถังซู่อวิ๋นไปชั่วขณะ เขาแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายทันทีที่หันไปหานาง “เ้ากลับไปเสียเถอะ”
“ท่านอ๋อง~” ถังซู่อวิ๋นไม่ยอมออกไป ร้องไห้ไร้เสียงและกล่าว “ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าหม่อมฉันทำอะไรผิด หรือมีอะไรทำให้ท่านอ๋องโกรธเคืองหม่อมฉันกันเ้าคะ?”
ฉู่อวี้เหลือบมองสตรีที่กำลังหมอบอยู่บนตักของตน สตรีผู้นี้ที่เขาปฏิบัติเยี่ยงชายาเอกมาโดยตลอด แม้จะไม่มีความรักลึกซึ้งต่อนาง แต่เขาก็ให้เกียรติและความสำคัญกับนางเสมอ แต่ท้ายที่สุด ในตอนที่เขากำลังตกทุกข์ได้ยาก นางกลับรวบรวมหลักฐานที่แสดงถึงความผิดของเขามอบให้องค์รัชทายาทเพื่อขอความดีความชอบ หากทุกคนจะหาหนทางเอาตัวรอดเมื่อยามมีภัยย่อมเป็เื่ปกติ แต่สตรีนางนี้อยู่ข้างกายเขามานานหลายปี ไร้ความจริงใจยังไม่เท่าไร แต่คาดไม่ถึงว่านางจะกล้าลักลอบรวบรวมหลักฐานแสดงความผิดของเขาเช่นนี้ ช่างเสียเปล่าที่มีชีวิตอยู่มา 30 กว่าปีในชาติที่แล้ว เพราะเขากลับมองสตรีผู้นี้ไม่เคยออกเลย
ฉู่อวี้อดยิ้มเยาะตนเองไม่ได้ เขามองสตรีนางนี้ไม่ออกเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไร เพราะไม่ว่าจะใครเขาก็มองไม่เคยออกทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าพระชายาที่เขาไม่เคยสนใจไยดีอะไรจะเป็ผู้อยู่เคียงข้างเขาในเวลาสุดท้ายของชีวิต แต่สตรีที่เขาเฝ้าทะนุถนอมและให้ความเกรงอกเกรงใจกลับกลายเป็คนที่ทรยศหักหลังเขาเสียเอง
ฉู่อวี้ไม่เงียบอยู่นาน ท้ายที่สุดก็ปรายตามองถังซู่อวิ๋นอย่างเฉยชาครู่หนึ่ง “ข้าไม่เป็อะไร เ้าจงกลับไปก่อนเถอะ”
ถังซู่อวิ๋นคล้ายยังอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง นางลุกขึ้นด้วยท่าทางโรยแรง ค่อยๆ เช็ดน้ำตาแล้วคำนับให้ฉู่อวี้ก่อนจะเดินจากไป สตรีนางนี้ฉลาดนัก นางรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นเหวินอ๋องไม่มีทางมองนางด้วยสายตาอย่างนี้ หรือว่าสตรีนางอื่นในจวนไปพูดเื่ไม่ดีของนางกับเหวินอ๋องเข้า
ถังซู่อวิ๋นค่อยๆ ขมวดคิ้ว ในจวนอ๋องแห่งนี้หากนับรวมนางที่เป็ชายารอง ก็มีสตรีทั้งหมดอยู่ห้านาง อีกสามนางเป็อนุชายา และยังมีสตรีอีกหนึ่งนางที่พำนักอยู่ในจวนเหวินอ๋องชั่วคราว คาดว่าในภายหน้าเหวินอ๋องต้องรับนางเป็ชายารองอีกคนแน่นอน
เหล่าอนุชายาทั้งสามนาง หนึ่งในนั้นเคยเป็เด็กรับใช้นาง อีกนางหนึ่งคือสตรีนักบรรเลงดนตรีที่ต่างเมืองส่งมา อีกหนึ่งนางมาจากโรงละครเทียนตู พวกนางล้วนไม่มีชาติกำเนิด ไม่มีอำนาจพอจะให้นางต้องรู้สึกเกรงกลัว หรือว่าจะเป็นางผู้นั้น?
ถังซู่อวิ๋นหรี่ตาลง นึกได้ว่าสตรีนางนั้นคือบุตรสาวของหลินเจิ้งพาน ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของเหวินอ๋อง ในตอนที่เหวินอ๋องเพิ่งจะเข้าร่วมกองทัพ หลินเจิ้งพานมีตำแหน่งเป็แม่ทัพ สำหรับเหวินอ๋องแล้ว หลินเจิ้งพานเป็ทั้งอาจารย์และสหาย หลังจากหลินเจิ้งพานสิ้นชีพในสนามรบ เหลือทิ้งไว้แต่บุตรชายและบุตรสาว บุตรชายนามหลินเหลียง หลินเจิ้งพานขอให้เหวินอ๋องรับเข้าไปอยู่ในกองทัพ ส่วนบุตรสาวนามหลินเหลียน หลินเจิ้งพานขอให้เหวินอ๋องรับเข้าจวนมาเลี้ยงดู
หรือจะเป็นางจริงๆ?
ถังซู่อวิ๋นคิดวิตกกังวลไปไกลถึงไหนต่อไหน แต่ฉู่อวี้กลับไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้แต่นิด ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่น ในหัวคิดเพียงว่าต้องรีบพบหน้ากู้โยวหนิงให้ได้ ฉู่อวี้รีบร้อนเปลี่ยนชุดและควบม้ามุ่งหน้าไปยังจวนอัครเสนาบดีทันที
เขา้าพบกับกู้โยวหนิงให้เร็วที่สุด หากคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ฉู่อวี้เหยียบย่ำลงบนแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ แม้ต้องข้ามภพข้ามชาติ เขาก็ต้องตามหาให้เจอ
