เย่ฝานพาอู่หาวเฉียงไปคฤหาสน์ของทังหย่งจิน คฤหาสน์ของเขามีพื้นที่หนึ่งพันเอเคอร์[1] ภายในเต็มไปด้วยดอกไม้หลายสีสันงดงามราวกับภาพวาด มีสระน้ำพุสวยงามอยู่ด้วย
อู่หาวเฉียงะโโลดเต้นอยู่บนถนนหินคอบเบิล[2] เด็กน้อยหันหลังกลับมาคุยกับเย่ฝาน “คุณอา บ้านหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านของผมหลายสิบเท่าเลยครับ”
เย่ฝานพูดอย่างมีความสุขว่า “ใช่แล้วๆ! วันนี้พวกเราจะได้กินมื้อใหญ่!”
ทังหย่งจิน “…”
ทังหย่งจินพาเย่ฝานเข้าไปในห้องเก็บสมบัติของตน ในห้องนั้นมีของเก่าวางอยู่มากมาย เช่น หนังสือม้วน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องทองสำริด เป็ต้น
โจวจิ่นจือมองของสะสมละลานตาที่มีเต็มห้อง เขาหัวเราะแล้วพูดกับทังหย่งจินว่า “ตาเฒ่าทัง! ของที่นายสะสมไว้มันไม่น้อยเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะอานิสงส์จากเย่ฝานล่ะก็ ฉันคงไม่ได้เห็นแน่”
ทังหย่งจินโบกมือปฏิเสธก่อนกล่าวว่า “พี่โจวกล่าวเกินไปแล้ว ฉันก็สะสมไปเรื่อยๆ จนได้จำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“คุณอา มีแต่ของแตกหักเสียหายเต็มไปหมดเลย!” อู่หาวเฉียงพูด
โจวจิ่นจือ “…” ไอ้เด็กปัญญานิ่ม
เย่ฝานมองอู่หาวเฉียงอย่างไม่พอใจ แล้วตบหัวของเขาหนึ่งที “นายพูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย ไม่ได้เื่เลย!” เย่ฝานกวาดสายตามองบนชั้นทุกชั้น ขณะลูบคางแล้วพูดว่า “แม้จะมีของเสียหายอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีของดีมีค่าอีกมาก”
โจวจิ่นจือ “…” เ้าเด็กเวรอู่หาวเฉียงพูดจาเหลวไหล ส่วนเ้าหมอนี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรเลย ที่แท้คนบ้านเดียวกันความคิดก็เหมือนกันเลยจริงๆ
“พี่ทัง ของสะสมของนายไม่น้อยเลยนะ” โจวจิ่นจือกล่าว
ทังหย่งจินหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันก็ใช้เวลาว่างสะสมไปเรื่อยๆ นั่นแหละ”
เย่ฝานพลันสะดุดตาเข้ากับถ้วยล้างพู่กันจีนใบหนึ่ง “คุณชายเย่ สนใจถ้วยล้างพู่กันจีนใบนี้หรือ”
เย่ฝานส่ายหัวแล้วพูดว่า “เปล่า เพียงแต่รู้สึกแปลกๆ”
“มีอะไรแปลกเหรอ?” ทังหย่งจินถาม
“พิษจื่อชิ่น ปกติแล้วจะพบอยู่ในสุสานโบราณที่มีอายุเก่าแก่ ของเก่าที่นำออกมาจากสุสานโบราณ ถึงแม้จะปนเปื้อนพิษจื่อชิ่น แต่ก็ไม่เป็อันตราย”
“ข้อที่หนึ่ง พิษจื่อชิ่นจะสลายไปตามกาลเวลา ข้อที่สอง ไอ้พิษจื่อชิ่นนี้จะต้องสะสมในระดับที่มากพอจึงจะมีผลกระทบต่อคน แต่ถ้วยล้างพู่กันจีนชิ้นนี้เป็งานศิลปะสมัยใหม่ กลับมีกลิ่นอายของพิษจื่อชิ่นเข้มข้นขนาดนี้” เย่ฝานพูด
ทังหย่งจินถามเสียงแห้งๆ ว่า “งานศิลปะสมัยใหม่? ไม่ใช่ของเก่าสมัยซ่งหรอกเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าพลางพูดว่า “จะเป็ของเก่าสมัยซ่งได้ยังไง! ของชิ้นนี้อายุไม่น่าจะเกินสิบปีนะ”
ทังหย่งจิน “…”
โจวจิ่นจือเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วพูดว่า “มันไม่เหมือนของเก่าจริงๆ ด้วย นายน่าจะถูกหลอกแล้วล่ะ”
โจวจิ่นจือเหลือบมองทังหย่งจินแวบหนึ่งด้วยสายตาจนใจ เพื่อนรักของเขาคนนี้ ั้แ่ร่ำรวยขึ้นก็หันมาสนใจศิลปะและยกระดับรสนิยมของตนให้สูงขึ้น ทว่าไม่ได้สนใจว่าอะไรดีหรือด้อย เมื่อต้องตาสิ่งใดก็เอามาเก็บไว้ที่บ้านจนหมด! แล้วเป็ไงล่ะ...
“ถ้วยล้างพู่กันจีนชิ้นนี้คุณได้มาจากไหนครับ?”
“เพื่อนคนหนึ่งมอบให้ฉัน” สีหน้าของทังหย่งจินราบเรียบ แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“สหายน้อยเย่ ไม่รู้ว่าที่นี่ยังมีของที่มีปัญหาอีกไหม รบกวนช่วยเลือกออกมาให้หน่อยได้ไหม” ทังหย่งจินพูด
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ “ได้ครับ”
เย่ฝานเลือกของที่มีปัญหาออกมาอีกสามอย่างด้วยความรวดเร็ว สีหน้าของทังหย่งจินยิ่งกลายเป็บูดบึ้ง
เย่ฝานเปิดกล่องไม้ใบหนึ่ง ด้านในปรากฏไม้แกะสลักชิ้นหนึ่ง
“สหายน้อยเย่ ไม้แกะสลักนี่ก็มีปัญหาหรือ?”
เย่ฝานส่ายหน้าพร้อมพูดว่า “ไม่มีปัญหา นี่เป็ของดีเลยล่ะ”
เย่ฝานนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นไม้โลหิตสีม่วงในที่แห่งนี้ ไม้โลหิตสีม่วงเป็ไม้วิเศษชนิดหนึ่ง สามารถนำไปปรุงยาโลหิตสีม่วงได้ พลังปราณในไม้แกะสลักเอ่อล้นออกมาทุกสารทิศ น่าจะใช้ปรุงยาโลหิตสีม่วงได้เจ็ดถึงแปดเม็ด หากพึ่งยาโลหิตสีม่วงนี้ การฝึกลมปราณให้ทะลวงขั้นที่สามก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
โจวจิ่นจือดูไม้แกะสลักและพูดด้วยความชื่นชมว่า “เป็งานแกะสลักที่เยี่ยมยอดมาก! หรือว่าเป็ฝีมือของช่างแกสลักเทวดา?”
“เสียของจริงๆ เลย” เย่ฝานพูดพลางส่ายหน้า
โจวจิ่นจือถามอย่างไม่เข้าใจ “คุณชายเย่ รู้สึกว่างานแกะสลักนี้ไม่ดีงั้นเหรอ?”
“เื่งานแกะสลักผมไม่รู้! แต่ว่าไม้โลหิตสีม่วงเป็ของวิเศษ พอมาทำเป็งานแกะสลักเลยทำให้พลังปราณลดลง อีกอย่างหมอนั่นก็คงจะเสียเงินไปไม่น้อย” เย่ฝานพูดด้วยความกลัดกลุ้ม
ทังหย่งจินหัวเราะแล้วพูดว่า “ของชิ้นนี้เพื่อนฉันเป็คนมอบให้ ถ้าคุณชายเย่ชอบ เดี๋ยวฉันสอบถามแหล่งที่มาของไม้แกะสลักนี้ดู ว่ายังสามารถหาไม้วิเศษที่เหมือนกันได้อีกไหม”
เย่ฝานมองทังหย่งจินด้วยแววตาเป็ประกายพลางกล่าวต่อ “งั้นคงต้องขอร้องคุณแล้วล่ะครับ ไม้แกะสลักนี้คงจะใช้ไม้เพียงท่อนเดียว รบกวนเถ้าแก่ทังช่วยสอบถามเกี่ยวกับที่มาของไม้วิเศษนี้ด้วยนะครับ”
เดิมทีทังหย่งจินทำใจไว้แล้วว่าอาจต้องสูญเสียของล้ำค่าไปไม่น้อย สุดท้ายเย่ฝานกลับ้าแค่ไม้แกะสลักชิ้นเดียว ของชิ้นนี้นักธุรกิจเล็กๆ คนหนึ่งเป็ผู้มอบให้ เขาเองก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเท่าไรนัก แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเย่ฝาน ทำให้เขาเพิ่งจะรู้ว่ามันเป็ล้ำค่าไม่น้อยเลย
ทังหย่งจินอดรู้สึกเสียหน้าไม่ได้ ของดีแท้ๆ แต่เขากลับดูไม่ออก ของที่ชื่นชอบกลับกลายเป็ของสมัยใหม่ไปเสียอย่างนั้น
เย่ฝานตามทังหย่งจินมาถึงห้องหนังสือของเขา เขาหยิบนามบัตรเป็ปึกๆ ออกมาจากลิ้นชักและค้นหานามบัตรของบุคคลที่มอบของชิ้นนี้ให้
“คุณชายเย่ ต้องขอโทษด้วยนะ คนคนนั้นบอกว่าไม้ท่อนนี้เขางมขึ้นมาได้จากเรือที่จมอยู่ใต้น้ำ เขาเห็นว่าไม้นี่มีลักษณะพิเศษก็เลยส่งไปให้ช่างเทวดาแกะสลักให้ เขาเองไม่รู้ที่มาที่ไปของมันและไม้ก็เหลือเพียงเท่านั้น”
เมื่อรู้ว่าไม้มีเพียงเท่านี้ เย่ฝานอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นได้ไม้เพียงท่อนเดียวมาก็ถือว่าวันนี้ไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่าแล้ว
……………….………………………………………………………………………………………….
[1] หนึ่งพันเอเคอร์ มีความกว้างประมาณ 2,530 ไร่
[2] หินคอบเบิล เป็ชื่อที่ใช้เรียกการนำหินธรรมชาติที่มีลักษณะเหลี่ยมหรือกลมมาทำเป็พื้นถนน โดยมีมาั้แ่สมัยโรมัน
