แม่นมฉินเหลือบมองเ้านายของตนเอง เมื่อเห็นว่าล่าวไท่จุนไม่ได้มีทีท่าว่าไม่เห็นด้วย นางจึงยิ้มและเชิญฉินหยีหนิงให้เข้ามานั่งข้างๆ เพื่อกระซิบ
“วันนี้เนื่องจากคำพูดของแม่นมเปาที่พาท่านออกจากบ้านไปเมื่อตอนเช้า ฉินฮุ่ยหนิงกับฮูหยินใหญ่ทะเลาะกันแล้วเ้าค่ะ ทั้งสองคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง พวกเขาทั้งสองต่างก็โกรธมาก ตอนนี้ฮูหยินใหญ่เสียใจร้องไห้อยู่ที่เรือนซิ่งหนิง ส่วนคุณหนูฮุ่ยหนิงอยู่ที่นี่และน้อยใจมาก ล่าวไท่จุนปลอบโยนคนนี้ แล้วก็ปลอบโยนคนนั้น นางเหมือนถูกจับให้อยู่ตรงกลาง จนอาหารเย็นวันนี้ก็ทานได้ไม่มากเท่าใดนักเ้าค่ะ”
พูดจบ แม่นมฉินก็ถอนหายใจอีกครั้ง “แม่นมเปาก็เหมือนกัน พูดให้คุณหนูฮุ่ยหนิงต้องขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณะเช่นนั้น หน้าของคุณหนูนางบอบบางเสียด้วยสิ จะรับได้อย่างไรกันเล่า คุณหนูฮุ่ยหนิงเสียใจขึ้นมา คนที่เสียใจไม่ใช่เป็ล่าวไท่จุนหรอกหรือ”
นี่ก็กำลังกล่าวโทษฮูหยินติ้งกั๋วกงแล้วสินะ
ในความเป็จริงแล้ว ถ้าฉินฮุ่ยหนิงเป็คนที่มีเหตุผลพอ แม่นมเปาจะกระชากหน้านางให้อายอย่างไร นางก็ไม่ทำให้เป็เื่ใหญ่
เห็นได้ชัดว่าครอบครัวฉินนั้นสั่งสอนได้ไม่ดี แต่กลับโทษผู้อื่น
หรือว่าอยากจะแสดงออกถึงการสั่งสอนในครอบครัว ที่ไม่ได้ทุ่มเทกับการสั่งสอนมากเท่าใดนัก?
มีใครบ้างที่จะสามารถขอให้ลูกหลานตนเองไม่ต้องประสบกับเื่ยากลำบากต่างๆ นานาได้ตลอดไป?
ที่แม่นมฉินพูด เป็เพราะว่าตำแหน่งแตกต่างกัน ต่างคนต่างก็คิดเพื่อเ้านายของตนเองก็เท่านั้น
ลูกไม่สามารถพูดถึงความผิดพลาดของผู้ใหญ่ ฉินหยีหนิงก็ไม่อยากจะพูดถึงความผิดของผู้ใหญ่ และไม่อยากจะกล่าวถึงความผิดพลาดของผู้ใหญ่ลับหลังอีกด้วย นางจึงวิตกกังวลจนขมวดคิ้ว
“ล่าวไท่จุนก็อายุมากแล้ว จะต้องดูแลรักษาบำรุงสุขภาพถึงจะดีนะเ้าคะ ไม่ทานอาหารสักหนึ่งมื้อเยี่ยงนี้ อีกทั้งยังมีความโกรธและความกังวลอีกด้วย ร่างกายจะอยู่ได้อย่างไรเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงเป็ห่วงล่าวไท่จุน จึงเดินเข้าไปยังเบื้องหน้าของล่าวไท่จุน “ล่าวไท่จุน เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้ารู้ถึงความลำบากใจของท่าน ข้าเรียนหนังสือมาไม่มาก แต่มีประโยคหนึ่งที่ข้ารู้”
นางยกฝาถ้วยเครื่องลายครามสีขาวเปิดขึ้น มันมีไอร้อนอุ่นๆ ลอยออกมา ข้างในนั้นคือน้ำแกงรังนกและนมที่แม่นมเปาสั่งให้คนส่งมาให้ จากนั้นก็ได้ตักน้ำแกงรังนกและนมป้อนไปที่ปากของล่าวไท่จุน
“ลูกหลานก็มีพรของลูกหลานเอง ท่านเพียงแค่ดูแลสุขภาพของท่านเองให้ดี ครอบครัวฉินของเราก็จะได้มีเสาหลัก ท่านพ่อของข้า ท่านอาสอง ท่านอาสามและลูกพี่ลูกน้องผู้ชายคนอื่นๆ ต่างก็ทำงานข้างนอก จะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเื่ในบ้าน และพวกเราที่เป็ผู้หญิงนี้ มีท่านนั่งอยู่อย่างมั่นคงในบ้าน ก็เหมือนมีกระดูกสันหลังนะเ้าคะ”
ดวงตาโตของฉินหยีหนิงเต็มไปด้วยความชื่นชมและรอยยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวลเกลี้ยกล่อมจนล่าวไท่จุนใจอ่อนลง แต่เดิมที่ไม่อยากอาหารนั้น ในขณะนี้กลับให้ความร่วมมือเปิดปากเพื่อทานน้ำแกงหลายช้อน
แม่นมฉินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาแล้ว นางรีบส่งผ้าเช็ดปากและน้ำอุ่นเพื่อกลั้วปาก นางอยู่ข้างๆ เพื่อดูแล
“ท่านเป็ผู้าุโของครอบครัวของเรา ร่างกายของท่านไม่เพียงแต่เป็ของท่านเท่านั้น แต่ยังเป็ของวงศ์ตระกูลฉินของเราด้วยนะเ้าคะ ท่านต้องดูแลร่างกายของตนเองไม่เพียงแค่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อคนทั้งครอบครัวฉินนี้ด้วย ไม่พูดเื่คนอื่น แต่ว่าหลานสาวเพิ่งกลับบ้านมา ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างหนึ่ง ยังมีอีกหลายเื่ที่จะขอให้ท่านสอนในอนาคตข้างหน้านะเ้าคะ”
น้ำเสียงของฉินหยีหนิงนุ่มนวล จนทำให้ล่าวไท่จุนรู้สึกอุ่นใจ น้ำแกงนมและรังนกซึ่งอยู่ในถ้วยถูกทานจนถึงก้นถ้วยโดยไม่รู้ตัว
แม่นมฉินมารับใช้ล่าวไท่จุนเพื่อบ้วนปากและเช็ดปาก พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูสี่พูดถูกเ้าค่ะ ลูกหลานก็มีพรของลูกหลานเอง ท่านเป็บรรพบุรุษ เป็ผู้าุโที่สุดของครอบครัว มีบางเื่ก็เปิดตาข้างหนึ่งและปิดตาข้างหนึ่ง เห็นครึ่งหนึ่งและไม่เห็นครึ่งหนึ่งก็เพียงพอแล้ว จะทรมานตัวเองทำไมกัน? ตอนที่ท่านยังเป็สาว ท่านก็ทำงานหนักเพื่อครอบครัวนี้ จนถึงตอนนี้อาชีพการงานของนายท่านใหญ่ก็ราบรื่น เป็เกียรติเป็ศรีแก่วงศ์ตระกูลและเป็เวลาที่ท่านจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว เหตุใดท่านถึงไม่ดีกับตัวเองบ้างละเ้าคะ?”
อาจจะเป็เพราะทานอะไรมาแล้วทำให้นางดูอารมณ์ดีขึ้น หรืออาจเป็เพราะวิธีการแก้ปัญหาทางใจของฉินหยีหนิงนั้นใช้ได้ผล ล่าวไท่จุนซึ่งซึมเศร้ามาตลอดทั้งบ่าย ในที่สุดก็ได้แสดงรอยยิ้มที่จริงใจและถอนหายใจ นางกล่าวว่า “เอาเถอะ สิ่งที่พวกเ้าพูดนั้น ต่างก็ถูกทั้งหมด”
เมื่อแม่นมฉินเห็นล่าวไท่จุนเป็เช่นนั้น นางก็เพิ่มความเคารพต่อฉินหยีหนิงมากขึ้นกว่าเดิม และอดไม่ได้ที่ช่วยพูดยกย่องให้แก่ฉินหยีหนิง
“ถ้าจะให้บ่าวดูนะเ้าคะ คุณหนูสี่คล้ายกับไท่ซือแหย่เมื่อตอนที่ท่านยังเป็เด็กมากๆ นะเ้าคะ ท่านยังจำได้หรือไม่ ในปีนั้นท่านป่วย ไท่ซือแหย่อายุได้สิบขวบ ไม่ยอมหลับไม่ยอมพักผ่อน รออยู่ที่เตียง รอให้ท่านนอนและดูแลท่านให้ทานยา ตอนนั้นบ่าวบอกให้ไท่ซือแหย่กลับไปพักผ่อน แต่เขาก็ไม่ยอมกลับไป เขาดื้อรั้นจะดูแลท่าน เมื่อถึงตอนเช้ามืด เขาคงจะทนไม่ไหวจริงๆ จึงนอนหลับอยู่ที่ขอบเตียงแล้ว”
ภายใต้แสงนวลอบอุ่น หน้าตาของฉินหยีหนิงที่มีความคล้ายคลึงกับความหล่อเหลาของฉินหวยหยวนนั้น ก็ยิ่งดูมีความนุ่มนวลมากขึ้น แต่เดิมล่าวไท่จุนก็ชอบฉินหวยหยวนอยู่แล้ว และคำพูดของแม่นมฉิน ทำให้นางนึกถึงฉินหวยหยวนซึ่งเป็คนกตัญญู รวมถึงมีความสุขที่ได้รับการดูแลจากลูก สายตาของนางถูกย้ายไปมองฉินหยีหนิงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ล่าวไท่จุนกอดฉินหยีหนิงและตบหลังของนางเบาๆ “เด็กดี พ่อของเ้านั้นเป็คนดี เ้ามีความคล้ายกับพ่อของเ้ามากถึงเพียงนี้ ก็เป็คนดีเช่นกัน ในอดีตเ้าต้องทนทุกข์ทรมาน ตอนแรกๆ นั้น ย่าเองก็มีความโกรธ จึงพูดไม่ดีกับเ้า เ้าเสียใจหรือไม่?”
ฉินหยีหนิงได้ยินคำถามก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม แต่ดวงตาของนางกลับรู้สึกร้อนอยู่หลายส่วน
ไม่ว่าล่าวไท่จุนจะปฏิบัติต่อนางอย่างไรในอนาคต แต่ ณ ปัจจุบันนางสามารถรับรู้ได้ว่าความรักของล่าวไท่จุนที่มีให้นั้นมีความจริงใจ
“ท่านย่าพูดอะไรกันเ้าคะ” ฉินหยีหนิงเปลี่ยนคำเรียกในทันที “พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน หลานเป็หลานของท่าน ท่านจะสั่งสอนหลานอย่างไรก็ได้ เพราะการสั่งสอนนี้ก็เพื่อให้หลานดี หลานจะเสียใจได้อย่างไรกันเ้าคะ”
“เป็เด็กดีจริงๆ” ล่าวไท่จุนกอดฉินหยีหนิงและตบหลังของนางเบาๆ ราวกับว่ากำลังเกลี้ยกล่อมเด็กอยู่ “วันข้างหน้าย่าจะรักเ้าให้มากๆ ทดแทนสิ่งที่ไม่ได้ทำเมื่อหลายปีก่อน เ้าว่าดีหรือไม่?”
“ขอแค่สามารถดูแลท่านย่าอยู่ข้างๆ หลานก็พึงพอใจแล้วเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงพยักหน้าอยู่ในอ้อมกอดของล่าวไท่จุน
บรรยากาศภายในห้องอบอุ่นมาก แม้แต่แสงเทียนที่เคลื่อนไหวไปมาก็ดูร่าเริงไปด้วย
แม่นมฉินดูเหมือนจะติดเชื้อความสุขจากย่าหลานทั้งสองด้วยแล้ว นางรู้สึกมีความสุขเช่นกันและยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
ฉับพลันนั้นกลับมีเสียงกรีดร้องดังขึ้น มันทำลายความอบอุ่นและความเงียบสงบในบ้านไปในทันที
“แย่แล้ว รีบเรียกคนมาเดี๋ยวนี้ คุณหนูฮุ่ยหนิงกำลังจะแขวนคอฆ่าตัวตาย!”
ล่าวไท่จุนตกตะลึงจนเกือบจะตกลงมาจากเตียง “อะไรนะ พวกเ้าได้ยินหรือไม่ว่าพวกเขากำลังะโอะไรกัน? ฮุ่ยเจี่ยร์กำลังจะแขวนคอฆ่าตัวตาย?
แม่นมฉินแอบตำหนิคนที่ะโอยู่ด้านนอก นางปลอบผู้เป็นายและพูดว่า “อย่ากังวลเลยเ้าค่ะ บ่าวจะไปดูให้เองนะเ้าคะ”
ไม่! ไม่! สิ่งที่ข้าได้ยินนั้นมันคือความจริง พวกเขาบอกว่าฮุ่ยเจี่ยร์กำลังจะแขวนคอฆ่าตัวตายแล้ว?” ล่าวไท่จุนใและรีบลุกขึ้นยืน ไม่ทันได้สวมรองเท้าก็รีบเดินออกไปข้างนอก
ฉินหยีหนิงรีบหยิบรองเท้าและถือเดินตามไปด้วย “ท่านย่า ท่านสวมรองเท้าก่อนนะเ้าคะ หลานประคองท่านไปเองเ้าค่ะ”
แม่นมฉินก็ได้หยิบเสื้อขนสัตว์ขนาดใหญ่สวมให้ล่าวไท่จุน จากนั้นช่วยกันประคองล่าวไท่จุนพร้อมกับฉินหยีหนิงทั้งซ้ายขวาและเดินออกไป
ในเวลานั้นจี๋เสียงและหรูยี่ได้สั่งให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ถือโคมไฟขึ้นมาด้วย คนกลุ่มนี้เดินไปตามระเบียงซึ่งเป็เส้นทางไปยังห้องที่ฉินฮุ่ยหนิงอาศัยอยู่
หลังจากที่เดินไปไม่นานนัก ก็มีเสียงร้องไห้ขอร้องของบ่าวแว่วดังออกมา
“คุณหนู ท่านอย่าคิดสั้นนะเ้าคะ”
“อย่างน้อยท่านก็นึกถึงล่าวไท่จุนบ้างนะเ้าคะ ท่านยังมีล่าวไท่จุนนะเ้าคะ”
“คุณหนู ท่านทำเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะทำให้คนที่รักต้องเ็ป ส่วนคนที่เป็ศัตรูจะดีใจหรอกหรือเ้าคะ”
...
อะไรคือ ‘คนที่รัก’? อะไรคือ ‘คนที่เป็ศัตรู’? นี่กำลังขอร้องหรือกำลังเพิ่มฟืนไฟกันแน่?
สีหน้าของแม่นมฉินดำราวกับก้นกระทะ นางเอ่ยถามและมองไปที่ล่าวไท่จุน
สีหน้าของล่าวไท่จุนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก
ประตูของห้องเปิดกว้าง จึงปรากฏภาพของฉินฮุ่ยหนิงกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่เคลือบด้วยน้ำมันสีดำ ผูกผ้าพันเอว มือทั้งสองของนางกำลังจับผ้าพันสีขาว นางยกขาขึ้นและยื่นคอเพื่อพาดลงกับผ้าซึ่งแขวนห้อยลงมาจากขื่อ
แม่นมช่าย ปี้ถงและปี้เถาหลายคนต่างก็กำลังกอดขาอยู่ มีคนที่จับเท้าด้วย และมีบางคนที่คุกเข่าก้มกราบร้องไห้สะอึกสะอื้นจนวุ่นวายไปหมดแล้ว
“นี่กำลังทำอะไรหรือ” ร่างกายของล่าวไท่จุนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว “ฮุ่ยเจี่ยร์ เ้ายังไม่ลงมาอีก”
“ข้า...ข้าไม่มีหน้าที่จะมีชีวิตแล้ว ท่านย่า ท่านปล่อยให้ข้าไปเช่นนี้เถิด” ฉินฮุ่ยหนิงหลั่งน้ำตาราวกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เสื้อผ้าของนางเปียกปอน “วันนี้ข้าถูกทำให้ขายหน้า ท่านแม่ก็ไม่ยอมรับข้าแล้ว ใจของข้าแหลกสลายไปหมดแล้วเ้าค่ะ ล่าวไท่จุน หลานไม่กตัญญู ท่านก็อนุญาตข้าเถิด ให้ข้าไปเถิดนะเ้าคะ”
“ไปอะไรกัน? เ้าเป็คุณหนูของครอบครัวฉิน เ้ายังอยากจะไปที่ไหนกันเล่า? เ้าลงมาเดี๋ยวนี้นะ” ล่าวไท่จุนทั้งโกรธและสงสาร ร้องสั่งผู้คน “พวกเ้ายังไม่ช่วยเ้านายของพวกเ้าลงมาอีกหรือ”
“เ้าค่ะ” แม่นมช่าย ปี้ถง ปี้เถาต่างก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
เมื่อฉินฮุ่ยหนิงได้บรรลุเป้าหมายของนางแล้ว ทั้งยังร้องไห้จนร่างกายอ่อนแรง นางจึงตกลงมาอย่างรวดเร็ว ร่วงมาบนร่างของปี้ถงและแม่นมช่ายพอดี บ่าวทั้งสองใช้พลังงานอย่างมากเพื่อไม่ให้ฉินฮุ่ยหนิงได้รับาเ็ แต่ตนเองนั้นก็ล้มลงและโดนกระแทกร่างจนเจ็บไปหมดทั้งตัว
ตอนนี้ปี้เถาจับมือของฉินฮุ่ยหนิง “คุณหนู โปรดรีบลุกขึ้นมาเถิด อย่าทำให้ล่าวไท่จุนต้องเศร้าเลย”
ฉินฮุ่ยหนิงสลัดมือของปี้เถาออกไป ส่วนตัวเองถลาเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าล่าวไท่จุนและกอดขาล่าวไท่จุน พลางร้องไห้พร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านย่า เหตุใดท่านย่ายังเรียกพวกนางให้มาช่วยข้าล่ะเ้าคะ ก็ให้ข้าตายไปเถิดนะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนขมวดคิ้ว แม้ว่านางจะรู้สึกสงสารฉินฮุ่ยหนิง แต่กระทำดังกล่าวกลับทำให้รู้สึกโกรธมากเช่นกัน
“ฮุ่ยเจี่ยร์ เ้าร้องไห้โวยวายไม่หยุด ตกลงเ้าจะทำอะไรหรือ? ท่านพ่อของเ้าเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาท เวลานี้ในบ้านกำลังมีเื่มงคล นี่เ้ากำลังจะสาปผู้ใดหรือ?”
ฉินฮุ่ยหนิงเงยหน้าขึ้นในทันใด มองล่าวไท่จุนอย่างไม่เชื่อสายตา
คิ้วของล่าวไท่จุนขมวดแน่น “ข้ารู้ว่าเ้าเสียใจ แต่เ้าเองก็ควรจะมีเหตุผลด้วย อุปนิสัยท่านแม่ของเ้าเป็อย่างไร เ้าก็ใช่ว่าไม่รู้หรืออย่างไรกัน? เ้าหาเื่นางเพื่ออะไรกัน? หรือว่าท่านย่าของเ้าปฏิบัติดีต่อเ้าแล้วยังไม่สามารถทดแทนความเสียใจของเ้าได้อีกหรือ?”
“ไม่! ไม่ใช่นะเ้าคะ” ฉินฮุ่ยหนิงยกมือปิดใบหน้าของตนเองและสะอื้น นางใช้การกระทำดังกล่าวปิดซ่อนสีหน้าที่น่าเกลียดของตนเอง
ที่แท้ แม้แต่ล่าวไท่จุนก็ไม่รักนางแล้ว...
“ไม่? แต่ที่ข้าเห็นนั้นคืออะไรน่ะหรือ? เ้าพักอาศัยอยู่ในเรือนของข้า แต่กลับจงใจจะแขวนคอเพื่อขัดขวางหัวใจของข้า ในใจของเ้ามีความรู้สึกโกรธไม่พอใจแล้วสิ”
ล่าวไท่จุนรักและเอ็นดูฉินฮุ่ยหนิงมากที่สุด ตำหนิไปสองสามคำก็ทนไม่ไหวแล้ว ทำได้แค่เอาไฟเผานั้นไปโยนให้ผู้อื่นที่อยู่เคียงข้างนาง
“ช่ายซื่อ เ้าในฐานะที่เป็แม่นม คุณหนูไม่มีเหตุผล เ้าก็ไม่มีเหตุผลด้วยหรือ? เ้านายของเ้าเดินไปแขวนผ้าพันสีขาว เ้าไม่รู้จักหักห้ามหรืออย่างไร? จากนั้นเ้ากลับกอดขาของนางและร้องไห้ ทำเช่นนั้นเพื่อให้ใครดู? เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเอาเ้าขึ้นไปแขวนข้างบนนั้น”
แม่นมช่ายเมื่อได้ยินก็มีสีหน้าที่ขาวซีด ใตัวสั่นและโขกศีรษะกับพื้นอยู่หลายรอบ พร้อมเอ่ยขึ้น “บ่าวละเลยในหน้าที่ บ่าวไม่กล้าเ้าค่ะ”
หน้าผากของล่าวไท่จุนกระตุกอย่างกะทันหันและร่างของนางก็สั่นด้วย
ฉินหยีหนิงจึงรีบเอ่ยแทรก “แม่นมฉิน รบกวนท่านประคองท่านย่ากลับไปก่อนเถิด อย่าโมโหจนทำลายสุขภาพเลย คุณหนูฮุ่ยหนิงเป็คนที่มีเหตุผลมาโดยตลอด วันนี้เป็เพราะว่ารีบร้อนเป็แน่ ข้าจะเกลี้ยกล่อมและบอกนางให้เอง คิดว่านางน่าจะคิดได้เองในไม่ช้านะเ้าคะ”
แม่นมฉินพยักหน้า วางใจยกให้ฉินหยีหนิงเป็คนจัดการให้ จากนั้นก็พูดดีๆ เพื่อให้ล่าวไท่จุนกลับไป
ล่าวไท่จุนเองก็รู้สึกไม่สบายตัว เมื่อเห็นฉินหยีหนิงยอมทอดบันไดให้ฉินฮุ่ยหนิงแล้ว จึงวางใจและกลับไปพักผ่อน
รอให้ล่าวไท่จุนและเหล่าบ่าวติดตามออกไปจนหมด ในห้องเหลือเพียงแค่ฉินฮุ่ยหนิงซึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น แม่นมช่ายกำลังคุกเข่า ไม่ห่างกันมีปี้ถงกับปี้เถา ฉินหยีหนิงจึงหัวเราะออกมาอย่างเ็า
“หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามแขวนคอ ฉินฮุ่ยหนิง เ้าคิดว่าตนเองกำลังจัดเวทีเพื่อแสดงละครหรืออย่างไร? ทำไม เ้าคิดว่าในบ้านสงบสุขเกินไปแล้วใช่หรือไม่”
“เ้าเป็ตัวอะไร ไสหัวออกไป” ดวงตาของฉินฮุ่ยหนิงแดงก่ำ ลุกขึ้นมาผลักฉินหยีหนิง
แต่ฉินหยีหนิงกลับใช้มือเดียวจับคอเรียวของฉินฮุ่ยหนิง
“อยากตายหรือ? ้าให้ข้าช่วยเ้าหรือไม่?”
