ในค่ำคืนที่เงียบสงัดตำหนักปี้สุ่ยของจวนเหวินอ๋องล้วนส่องสว่างด้วยแสงจากเทียนสีแดงทันใดนั้นผ้าม่านสีแดงก็ถูกแหวกออกทำให้เห็นพรมสีแดงสดปูเป็ทางยาวจนถึงเตียงของคู่บ่าวสาว
กู้โยวหนิงอยู่ในชุดบรรทมสีดำเหลือบสีทองเช่นเดียวกับฉู่อวี้ เขาเพิ่งจะปีนออกมาจากอ่างน้ำค่อยๆ สะบัดหยดน้ำที่เกาะพร่างพราวตามปลายเท้าเส้นผมสีดำเงางามดุจผ้าต่วนสยายอยู่กลางแผ่นหลัง
ฉู่อวี้เอนกายอยู่บนเตียงพร้อมกับอ่านตำราพิชัยาภายในมือเมื่อคนผู้นั้นเดินออกมาเขาถึงกับกลับโยนหนังสือในมือทิ้งพร้อมทั้งนั่งหลังตรงโดยสัญชาตญาณสายตาจับจ้องอยู่บนเรือนร่างของคนผู้นั้น ท้ายที่สุดหยุดอยู่บนเท้าเปลือยเปล่าอาจเพราะเพิ่งอาบน้ำมาไม่นาน เท้าเปลือยเปล่าจึงมีสีชมพูระเรื่อเมื่อเหยียบย่ำพรมสีแดงสดบนพื้นจึงฝากรองเท้าสีแดงเข้มเอาไว้
กู้โยวหนิงยืนห่างจากขอบเตียงประมาณหกนิ้วขมวดคิ้วด้วยความลังเล เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ดูจะเย้ายวนเกินไปสักหน่อยเขาจึงส่งเสียงกระแอมไอออกมาเบาๆ
ฉู่อวี้ยกยิ้มมุมปากเพราะรู้ว่ากู้โยวหนิงกำลังประหม่าจึงส่งยิ้มพร้อมกับตบลงบนพื้นที่ว่างบนเตียงข้างกายตน “มานั่งตรงนี้สิ”
เดิมทีฉู่อวี้้าจะให้เขาผ่อนคลายลงสักนิดผลคือยิ่งทำให้กู้โยวหนิงแข็งทื่อไปทั้งกาย ขยับกายเข้าใกล้ขอบเตียงอย่างเชื่องช้าและค่อยๆนั่งลงบนเตียงอย่างระแวดระวัง ฉู่อวี้มองเขาทั้งรอยยิ้ม เขากล้าพูดได้เต็มปากหากตนขยับตัวแม้แต่นิดหรือยื่นมือออกไปหาเขาพระชายาของเขาต้องส่งเสียงกรีดร้องพร้อมกับวิ่งหนีไปอย่างแน่นอน
ฉู่อวี้นั่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับเขยื้อนเพียงแต่สายตายังคงจ้องมองมาบนเรือนร่างของกู้โยวหนิง “เ้ากลัวข้าหรือ?”
กู้โยวหนิงกลืนน้ำลายแล้วค่อยๆพยักหน้ารับ
ฉู่อวี้ขมวดคิ้ว “เ้าจะกลัวข้าไปทำไมข้าไม่มีทางทำร้ายเ้าแน่นอน!”
“ข้ารู้ว่าท่านอ๋องไม่ทำร้ายข้า”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงกลัวข้า?”
กู้โยวหนิงเม้มปากพลางมองมาทางเขา“ท่านอ๋องจะให้ข้าบอกจริงหรือขอรับ?”
ฉู่อวี้เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอน”
“ท่านพูดเองนะขอรับถ้าเช่นนั้นข้าก็จะพูดความจริงแล้ว” กู้โยวหนิงอ้าปากหาว“ข้ากลัวว่าท่านอ๋องจะหลงรักข้าเข้าจริงๆ”
“…” ฉู่อวี้ขมวดคิ้วเป็ปมยิ่งกว่าเดิม“หมายความว่าเช่นไร?”
กู้โยวหนิงหัวเราะแห้ง “ข้าน่ะมีความฝันอันยิ่งใหญ่อยู่อย่างหนึ่งข้าฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งข้าจะไปอยู่ในที่ที่สวยงาม หรืออาจจะเป็เมืองเล็กๆสักเมือง และก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ทุ่งหญ้าอันกว้างไกล จากนั้นเริ่มสร้างครอบครัวสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ สักหลัง แต่งภรรยาและอนุอีกหลายๆนาง”
กู้โยวหนิงดวงตาเป็ประกายเอ่ยบรรยายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ข้าจะทำดีกับพวกนาง จะมีบุตรอีกหลายๆคนตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยามกลางวันข้าจะไปตกปลาที่ริมแม่น้ำพอข้ากลับมาอาหารก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ข้ากับภรรยาอีกหลายๆนางก็จะทานอาหารไปพร้อมๆกัน พวกนางล้วนชอบพอข้า พวกนางต่างพากันรายล้อมอยู่รอบตัวข้า...”
ฉู่อวี้รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันใดความเ็ปครานี้เหมือนกับความเ็ปในชาติที่แล้วไม่มีผิดจากนั้นเอ่ยถามออกไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว “...แล้วข้าเล่า?”
“ท่านอ๋องน่ะหรือท่านอ๋องก็จะกลายเป็ฮ่องเต้ จากนั้นอภิเษกฮองเฮาที่งดงามและเป็กุลสตรีมีสามพระตำหนักหกหมู่เรือน ในแต่ละตำหนักมีพระสนมรูปงามมากมายภายใต้การปกครองของท่านอ๋องประชาชนของรัฐจาวต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีแต่ความสงบสุขขอรับ”
“แล้วเ้าเล่า...”
“ข้า? ข้าก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าอดีตฮองเฮานามกู้โยวหนิงขอรับ”
ยามนี้ดึกดื่นค่อนคืนกู้โยวหนิงที่พูดไปพูดมาจึงรู้สึกง่วงงุนเล็กน้อย
ฉู่อวี้ยังคงมองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆครู่หนึ่งเอ่ยเสียงเบา “ทุกอย่างที่เ้าคิดข้าล้วนไม่เห็นด้วยหากได้ใต้หล้า ข้าจะแบ่งปันมันกับเ้าผู้เดียวเท่านั้นข้ายอมรอจนถึงวันนั้น วันที่เ้ายอมเปิดใจรับข้า”
“ข้าไม่ชอบบุรุษ!”
“ข้าสามารถรอจนกว่าเ้าจะชอบ”
กู้โยวหนิงขมวดคิ้วใบหน้าเสแสร้งแกล้งทำใสซื่อแปรเปลี่ยนเป็เรียบนิ่งในทันทีเพราะยามนี้เขาสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งนักของฉู่อวี้
ความจริงแล้วกู้โยวหนิงไม่เพียงแต่ชื่นชอบสตรีสวมชุดโบราณแต่ตอนนั้นเขาอายุยังน้อยจึงมีความรู้สึกอ่อนไหวไปบ้างอย่าคิดแค่ว่าภายนอกเขาคือเด็กหนุ่มอายุสิบหกเท่านั้นเพราะความจริงแล้วเขาแทบจะกลายเป็คุณลุงผู้หนึ่งทั้งยังเป็คุณลุงที่ถนัดแสร้งทำใสซื่ออีกต่างหาก
เขาแสร้งทำเป็ไร้เดียงสาได้สำเร็จเพราะดวงตาใสกระจ่างคู่นี้ไม่ว่าปรายมองไปยังผู้ใด ต่างทำให้ผู้คนเ่าั้ต้องหวาดหวั่นไม่ต่างจากดวงตาของปีศาจแมงมุมยามจ้องมองพระถังซัมจั๋งกระทั่งพระถังซัมจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกได้สำเร็จก็ไม่มีทางลืมเลือน...
“แม่นางลั่วสยานอนไม่พอหรืออย่างไรเหตุใดจึงดูอ่อนล้าเช่นนี้~”
รัชศกเต๋องเซิ่งปีที่ยี่สิบ เดือนสามวันที่ยี่สิบเจ็ดพิธีอภิเษกผ่านพ้นไป เหวินอ๋องร่วมเข้าเฝ้าในท้องพระโรงอีกครั้ง
เหวินอ๋องออกจากจวนไปั้แ่เช้าตรู่เหลือเพียงกู้โยวหนิงที่ยังคงนอนหลับใหลไม่รู้เื่รู้ราวเขาไม่อยากรบกวนเพราะเห็นกู้โยวหนิงกำลังนอนหลับอย่างมีความสุขก่อนจากไปไม่ลืมที่จะกำชับเจียนอวี่ว่าให้ปลุกพระชายาตอนสายสักหน่อย แต่หลังจากฉู่อวี้ออกไปไม่นานกู้โยวหนิงกลับถูกรบกวนโดยเหล่าอนุชายาที่มาขอเข้าพบถามไถ่
กู้โยวหนิงยกมือขึ้นเท้าคางเผยให้เห็นข้อมือขาวเนียนที่โผล่พ้นชายอาภรณ์ปรายตามองสตรีทั้งสามที่ยืนอยู่ในห้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเดิมทีการเข้าพบถามไถ่พระชายาคือเวลาเช้าตรู่และหัวค่ำเนื่องจากพระชายาคือบุรุษจึงเปลี่ยนเป็ยามเช้าเพียงหนเดียว ทว่าในการเข้าพบถามไถ่พระชายาในวันแรกถังซู่อวิ๋นผู้เป็ชายารองสุดแสนจะอ่อนหวานกลับไม่มา
หลานเซียงเคยเป็เด็กรับใช้ของถังซู่อวิ๋นนางเดินตามถังซู่อวิ๋นมาั้แ่ยังเล็ก มีใจจงรักภักดีเป็อย่างมากเมื่อเห็นกู้โยวหนิงคล้ายกำลังจะนับจำนวนคน จึงรีบลุกขึ้นถอนสายบัวและกล่าวว่า“ชายารองต้องลมเย็นจึงล้มป่วยจนไม่สามารถมาเข้าพบพระชายาได้เ้าค่ะหวังว่าพระชายาจะให้อภัยเ้าค่ะ”
“หือ ไม่สบายหรือเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการแล้วหรือไม่?”
กู้โยวหนิงขมวดคิ้วพลางพิจารณาหลานเซียงนางมีความงดงามของตัวเองอยู่เหมือนกัน พูดถึงเื่ความงามนางอาจไม่มีเสน่ห์เย้ายวนเหมือนแม่นางลั่วสยาที่เป็นักแสดงจากโรงละครพูดถึงเื่รูปร่าง นางอาจไม่อรชรอ้อนแอ้นเหมือนแม่นางป๋ายเยี่ยนที่เป็นางระบำและถ้าพูดถึงท่าทางการวางตัว นางอาจไม่ได้งามสง่าเหมือนถังซู่อวิ๋นที่มาจากตระกูลใหญ่ทว่านางกลับให้ความรู้สึกบางอย่างที่สตรีทั้งสามไม่มีสิ่งนั้นอาจเรียกได้ว่าความธรรมดา ถึงแม่นางทั้งสามจะมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามแต่ว่าความงามของพวกนางกลับโดดเด่นจนรับรู้ได้ั้แ่คราแรกไม่เหมือนกับหลานเซียงที่มีความงามอย่างละมุนละม่อมต้องใช้เวลาััจึงจะรู้ถึงความงามในเนื้อแท้
“เรียนพระชายาชายารองมักล้มป่วยบ่อยครั้งอยู่เป็ประจำ จึงมีการจัดเตรียมยาไว้ล่วงหน้าเ้าค่ะแค่พักผ่อนสักหน่อยคง...คงดีขึ้นเ้าค่ะ” หลานเซียงตอบอย่างไม่สะทกสะท้านแต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาของกู้โยวหนิง กลับรู้สึกประหม่าจนต้องก้มหน้าลงไป
ป๋ายเยี่ยนยกยิ้มเย้ยหยันเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “ชายารองล้มป่วยเป็ประจำงั้นหรือ? เหตุใดพวกข้าจึงไม่รู้มาก่อน ช่างน่าละอายนักพวกข้ากลับไม่รู้สักนิดว่าเมื่อก่อนชายารองล้มป่วยบ่อยครั้งถึงเพียงนี้มิหนำซ้ำยังไม่ได้ไปดูแลถามไถ่แม้แต่น้อย ข้ารู้สึกผิดเหลือเกิน!”
“ใช่แล้วช่างเจ็บป่วยไม่ถูกเวลาเสียจริง” ลั่วสยาเอ่ยเสริม“วันนี้คือวันแรกที่ต้องเข้าพบถามไถ่พระชายา เหตุใดถึงได้ล้มป่วยกะทันหันเช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็ข้าถ้ายังมีเรี่ยวแรงหลงเหลือ แม้จะน้อยนิดเพียงใดข้าก็จะฝืนลุกมาเข้าพบพระชายาให้จงได้!”
หลังสิ้นประโยคของลั่วสยาป๋ายเยี่ยนถึงกับหลุดหัวเราะเย้ยหยัน จากนั้นผลักลั่วสยาด้วยท่าทีหยอกล้อหนหนึ่ง“เจ็บป่วยไม่ถูกเวลาอย่างไรกันเช่นนี้เขาเรียกเจ็บป่วยได้ถูกเวลาเกินไปเสียมากกว่า!”
สตรีทั้งสองนางมองตากันเพียงครู่ทันใดนั้นป้องปากหัวเราะออกมา หลานเซียงหน้าเสียโดยพลันรีบเอ่ยแก้ตัวอยู่สองสามประโยค นางทั้งสองรู้สึกพอใจยิ่งนักที่ถึงซู่อวิ๋นไม่อยู่เพราะลำพังหลานเซียงย่อมไม่มีทางโต้วาทีชนะพวกนางได้
ในฐานะที่กู้โยวหนิงคือพระชายาเอกเมื่ออนุชายาก่อเหตุวิวาท เขาก็ควรจะลุกขึ้นมาสั่งสอนสักหน่อยทว่ากู้โยวหนิงกลับไม่คิดจะทำเช่นนั้นเพราะเขาคิดว่าเื่น่าสนุกที่สุดบนโลกใบนี้คือการที่สตรีวิวาทกันเอง
ละครเื่นี้มีผู้แสดงทั้งหมดสี่คนแต่ตอนนี้กำลังอยู่บนเวทีแค่สามคน เขารอดูเื่สนุกเสียด้วยซ้ำ มีหรือจะออกไปห้าม
ทว่าเจียนอวี่ที่อยู่ด้านข้างกลับมีท่าทีร้อนรนเอ่ยหลังรอให้อนุชายาออกไปแล้ว “คุณชายเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าแม่นางหลานพูดปดแทนเ้านายของนางชายารองผู้นั้นเมื่อวานยังปกติดี วันนี้กลับล้มป่วยเสียอย่างนั้นถึงจะป่วยแต่วันนี้คือวันแรกที่ต้องเข้าพบพระชายานะขอรับ!”
“กลอุบายตื้นๆ ของสตรีข้าแค่หาความสนุกเท่านั้น อีกอย่างก็ไม่ใช่เื่คอขาดบาดตายอะไรทำไมข้าต้องไม่พอใจเล่า” กู้โยวหนิงกล่าวพร้อมทั้งเผยยิ้มเ้าเล่ห์ทันใดนั้นลุกขึ้นแล้วกล่าวต่อ “เจียนอวี่ ไปกัน พวกเราออกไปข้างนอกกันสักหน่อย”
เจียนยวี่กะพริบตาปริบๆ “ไปที่ใดกันขอรับ?”
รอยยิ้มเมื่อครู่ของกู้โยวหนิงค่อยๆเลือนหาย ถอนหายใจและกล่าว “ไปทำนายดวงชะตา...”
......
บริเวณชานเมืองฉางอันมีกระท่อมที่ทำจากหญ้าแฝกอย่างง่ายหลังหนึ่งตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าไผ่กว้างขวางมีรั้วล้อมรอบแปลงปลูกสมุนไพรทั่วไปจำนวนหนึ่ง ต้นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ภายในดินสีดำสนิทมีหน่อของต้นอ่อนสีเขียวขจีโผล่ออกมา
กู้โยวหนิงสวมอาภรณ์สีดำออกแรงถีบประตูไม้คร่ำครึบานนั้นหนหนึ่ง เมื่อหันไปกำชับให้เจียนอวี่รออยู่ด้านหน้าประตูเสร็จถึงค่อยเดินเข้าไปด้านใน
ทันทีที่เข้ามาภายในห้องพลันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของหมึกที่ลอยปะปนกับอากาศในฤดูใบไม้ผลิทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกชื่นใจไม่น้อย เมื่อตั้งใจมองดีๆจึงเห็นว่าบริเวณติดหน้าต่างภายในห้องมีเก้าอี้ยาวอยู่ตัวหนึ่ง ปูไว้ด้วยผ้าห่มสีเหลืองอ่อนอย่างเรียบง่ายข้างบนยังมีคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาวทำจากผ้าหยาบนอนทอดกายปล่อยปลายเท้าเหยียดลงบนพรมด้านล่าง คนผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่งท่าทางคล้ายกำลังหลับใหล ทว่าในมือยังถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง
กู้โยวหนิงหรี่ดวงตาพร้อมกับเดินเข้าใกล้อย่างเงียบเชียบเอื้อมมือออกไปหมายจะแกล้งลวนลามให้คนผู้นั้นต้องรู้สึกขัดเขินทว่ายังไม่ทันได้ััร่างกายกลับถูกฉวยข้อมือเสียก่อน คนผู้นั้นค่อยๆ ลืมตาแววตาแฝงความเงียบวิเวกฉายแววขบขันในทันที
“พระชายาเหวินอ๋องเดินทางมาถึงที่ทว่าผู้น้อยกลับมิได้ออกไปต้อนรับ หวังว่าพระชายาจะไม่ถือโทษนะขอรับ!”
