“แต่เสี่ยวเยว่ยังคงใช้วิชาลับต่อไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งการส่งต่อเริ่มต้นขึ้น นางกับลวี่ลี่เหรินที่อุ้มเ้าก็หายวับไปจากที่เดิม เวลาต่อมา พวกเราโผล่ที่เมืองชิงหลัว ทว่าวินาทีที่พวกเรากำลังปรากฏตัวนั้น จู่ๆ พวกเ้าทั้งครอบครัวพลันหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตาข้า ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าคงเป็พลังของกฎแห่งมิติที่แข็งแกร่งขุมหนึ่งพาตัวพวกเ้าไป”
“พันธะสัญญาชีวิตของข้ากับเสี่ยวเยว่ไม่บังเกิดผลั้แ่ตอนนั้น ข้ารู้ดีว่าจิตมารของนางได้แตกสลายไป ไม่เพียงพอที่จะรักษาพันธะสัญญาได้อีก เช่นเดียวกับเฟยอู่ในตอนนั้น กระทั่งถึงยามนี้ ข้าก็รู้สึกได้ถึงลมปราณของนางคล้ายมีคล้ายไม่มี ถ้าหากข้าเดาไม่ผิด นางคงเหลือซากิญญาอย่างน้อยหนึ่งสายอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“ในขณะที่ข้ากำลังสับสน ก็รู้สึกถึงลมปราณลึกลับขุมหนึ่งอย่างฉับพลัน แม้ลมปราณนี้จะอ่อนแอมาก แต่ข้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า มีลมปราณสายเืตระกูลเสวียนหลีผสมอยู่ อีกทั้งข้ายังคุ้นเคยดี นั่นเป็ลมปราณของเฟยอู่”
“ไม่นานนัก ในดินแดนเศษหินรกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ ข้าพบที่มาของลมปราณ ที่นั่นมีมิติอิสระแห่งหนึ่งที่ซ่อนเร้นไว้อย่างลึกล้ำ คนอื่นอาจไม่พบเห็น ถึงค้นพบก็เข้าไปไม่ได้ เพราะ้ายังมีผนึกอันแข็งแกร่ง แต่สำหรับข้า อสูรเงา ขอเพียงข้า้า แม้เป็ค่ายผนึกเขตแดนของแดน์ ข้าก็ข้ามผ่านไปได้สบายๆ ข้าจึงไม่ลังเลมุ่งหน้าเข้าไปในทันที”
“ความจริงที่นี่คือแดนเสมือนเทพที่ปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งสร้างขึ้น วินาทีที่เข้าไป ข้ารู้สึกถึงลมปราณของเฟยอู่ จากนั้นข้าก็อาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด จนกระทั่งห้าร้อยปีต่อมา เ้าเข้ามาที่นี่ ชั่วขณะที่เ้าะเิปราณมารออกมา ข้าก็จำได้ว่า เ้าคือทารกน้อยในตอนนั้น”
ลวี่เหลียงดวงตาแดงก่ำ พรรคเทพโลหิตสมควรตาย! ที่ใดที่มีเงาของพวกเ้า! ฆาตกรที่ฆ่าแม่ข้า! ข้าไม่มีทางปล่อยมันไป!
“สำหรับเื่ราวที่เกิดขึ้นหลังจากมิติส่งต่อ รวมถึงที่มาของตราประทับมารทมิฬในห้วงสมองของเ้า ถ้า้ารู้อย่างละเอียด คำตอบของปริศนาอยู่ที่บิดาของเ้า!”
“ข้ารู้ว่าตอนนี้เ้าอยากไปถามไถ่บิดาให้เข้าใจจนแทบทนไม่ไหว เ้าเป็เด็กตระกูลเสวียนหลี ข้าในฐานะที่เป็ผู้าุโ ขอมอบของขวัญพบหน้าให้เ้าสองชิ้น อันที่จริงก็เป็ของที่เมิ่งเต้าทิ้งไว้ ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด มิสู้มอบให้เ้าเพิ่มความสามารถให้แกร่งขึ้น” เสวียนหลีเฟยอู่ที่นั่งบนเก้าอี้ด้านขวาโบกมือหนึ่งครา ของวิเศษแผ่ลมปราณรุนแรงสองชิ้นพลันปรากฏท่ามกลางความว่างเปล่า ชิ้นหนึ่งเป็หน้ากากผีดำทะมึน อีกชิ้นเป็ปีกที่เปล่งแสงสายฟ้าเป็ริ้วๆ “หน้ากากเศียรมารเป็ของวิเศษขั้นเซียน ทำให้ความสามารถของผู้ใช้เพิ่มขึ้นสามระดับในเวลาสั้นๆ ถ้าหากตอนนี้เ้าอยู่ในขั้นสร้างฐาน่ต้น เมื่อใช้จะเพิ่มขึ้นเป็ขั้นสร้างฐาน่สมบูรณ์ได้ในพริบตา เวลาเพิ่มขั้นนานประมาณหนึ่งก้านธูป อีกทั้งภายในห้าชั่วยามจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว อีกชิ้นเป็ปีกมารสายฟ้าสมบัติมารชั้นเซียน ประโยชน์หลักๆ คือเพิ่มความเร็วในการหลบหนี และยังปล่อยการโจมตีอสนีบาตมารอานุภาพเท่ากับมารเทพออกมาได้ การโจมตีนี้ทุกสิบสองชั่วยามจะใช้ได้หนึ่งครั้ง”
“เ้าผ่านโลกมาน้อย ถือครองของวิเศษชั้นยอด อย่าแสดงให้มนุษย์เห็นง่ายๆ เด็ดขาด หากเป็ศัตรูกับมนุษย์ ต้องต่อสู้เต็มกำลัง หากจำต้องใช้ของวิเศษ ต้องสังหารอีกฝ่ายให้สิ้น! หากพบเจอเื่ไม่คาดฝัน ต้องทำเป็อ่อนแอ อย่าหุนหันพลันแล่น หลบหนีไปให้ไกลก่อน เอาล่ะ ไปเถอะ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก” กล่าวจบ เสวียนหลีเฟยอู่ทั้งสองคนพลันหลับตาลงพร้อมกัน
ลวี่เหลียงคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความเคารพอีกหลายครั้ง เขาไม่รอช้า เดินออกจากสุสาน ตั้งจิตให้มั่น พลันหายวับไปจากแดนเสมือนเทพพร้อมกับเสี่ยวเฮย
ด้านหลังวัดเหล่าจวินที่อยู่หลังเขาหมู่บ้านซื่อจี้ บนกองเศษหินที่แต่เดิมไม่มีอะไรน่าแปลก จู่ๆ พลันบังเกิดระลอกคลื่น ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผิวพรรณดำคล้ำสวมอาภรณ์สีขาวปรากฏตัวกลางอากาศ เขาคือลวี่เหลียงที่มีอายุสิบเจ็ดปีนั่นเอง
คล้ายกับมีปฏิกิริยาสนองตอบ ลวี่เหลียงเหม่อมองไปยังทิศทางของบ้านตัวเอง สบกับแววตาสงบนิ่งดุจวารีคู่นั้นของบิดาเข้าพอดี ลวี่เหลียงในยามนี้ได้ปกปิดลมปราณทั่วร่างไว้ ผสานเสี่ยวเฮยเข้าสู่จิติญญา มองดูแล้วเหมือนเด็กหนุ่มซื่อๆ คนหนึ่งในหมู่บ้าน จากนั้น เพียงลมพัดโชยเบาๆ ลวี่เหลียงก็ย่างเท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้านตัวเองแล้ว
เขาเดินตรงมาถึงห้องของบิดา ลวี่ลี่เหรินรอคอยอยู่ที่นั่น แววตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ลวี่เหลียงก้มหัวลงพลางแลบลิ้น ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า “ท่านพ่อ ข้าขอโทษ…”
“บุตรของข้าลวี่ลี่เหรินกับเสวียนหลีเยว่ สุดท้ายก็ยังคงเดินเข้าสู่เส้นทางการฝึกเซียน ข้ารู้ว่าเ้ามีคำถามมากมายอยากถามข้า ั้แ่นี้ไปข้าจะไม่ปิดบัง อยากรู้อะไร เ้าก็ถามเถอะ” เวลานี้ ลวี่ลี่เหรินราวกับหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ ลวี่เหลียงไม่เคยเห็นท่าทางปล่อยวางเช่นนี้ของบิดามาก่อน คล้ายกับได้วางภาระหนักพันชั่งลงเสียที
“ท่านพ่อ ข้าบังเอิญเข้าสู่มิติอิสระที่ยอดฝีมือท่านหนึ่งสร้างขึ้น จากนั้นก็ทราบชาติกำเนิดตัวเอง ตอนนี้ตราประทับมารทมิฬในห้วงสมองของข้าถูกทำลายลง ทั้งยังทำพันธะสัญญาชีวิตกับอสูรเงาด้วย อยากถามท่านพ่อว่า ห้าร้อยปีก่อน หลังจากที่ครอบครัวเราถูกส่งมาถึงเมืองชิงหลัวแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลวี่เหลียงพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตน แต่ก็ปิดบังหัวไหล่ที่สั่นเทาเบาๆ ไม่ได้
“ดูเหมือนวิชาเผ่ามารของเ้าจะเหมือนกับแม่ของเ้า ล้วนเป็เคล็ดชุบกายมารฟ้า วิชาเซียนตอนนี้ข้าดูไม่ออก แต่คงเป็พลังภายในระดับสูง” แววตาลวี่ลี่เหรินเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ ทันใดนั้นก็ล้วงมุกแสงสีเทาออกมาจากอก ข้างในนั้นมีอะไรบางอย่างขยับเขยื้อนรางเลือนไม่ชัดเจน
ลวี่เหลียงตะลึงงัน เขาลอบคาดเดาได้ว่าคืออะไร ริมฝีปากพลันสั่นระริก สิ่งที่อยากพูด กลับพูดออกมาไม่ได้ มีเพียงหยาดน้ำตาอุ่นๆ สองสายที่หลั่งรินออกมา
“นี่คือมุกแสงมารสามารถหล่อเลี้ยงจิตมารได้ ซากิญญาสายหนึ่งของแม่เ้าอยู่ภายในนี้” ลวี่ลี่เหรินจ้องมองซากิญญาที่ขยับเขยื้อนอยู่ภายในมุกด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากเชิดขึ้นเล็กน้อย “เ้าดูสิ ปกติแม่เ้าจะสงบนิ่งมาก ตอนนี้คงเป็เพราะเห็นเ้า ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้”
“ท่านแม่!” คำพูดมากมายสุดท้ายรวมกันเป็คำๆ นี้ ลวี่เหลียงคุกเข่าลง อสูรเงาพลันปรากฏอยู่ข้างกายเขา ดวงตาฉายแววประกายเจิดจ้า “เสี่ยวเยว่ ตอนนี้ข้าทำสัญญาชีวิตกับเสี่ยวเหลียงแล้ว เขาไม่เลวเลย อนาคตต้องก้าวหน้าไปไกลอย่างแน่นอน”
“เหลียงเอ๋อร์ มานี่เร็ว! ประคองแม่เ้าไว้ ให้นางได้เห็นเ้าชัดๆ แต่ก่อนนางได้แต่แอบชำเลืองมองดูเ้าเท่านั้น” ลวี่ลี่เหรินยื่นมุกแสงมารให้ลวี่เหลียง ลวี่เหลียงลุกขึ้นยืน พยายามทำจิตใจของตนให้สงบ เพื่อให้มือทั้งสองข้างมั่นคงที่สุด เขารับไข่มุกมา ซากิญญาดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว ลอยขึ้นลงภายในมุกแสงมารไม่หยุด ราวกับมารดาที่กำลังเพ่งพินิจลูกชายที่เพิ่งกลับถึงบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“เหลียงเอ๋อร์ เดิมทีข้ากับแม่หวังว่าเ้าจะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป แต่ลิขิต์ยากคาดเดา เ้ายังคงเดินบนเส้นทางสายนี้ เมื่อก่อนที่ไม่เคยบอกเ้า เพราะกลัวว่าเ้าจะแบกรับไม่ไหว และกลัวว่าเมื่อเ้ารู้แล้ว จะต้องทรมานกับความเ็ปที่มาอาจต้านทานได้ชั่วชีวิต ทว่าตอนนี้ เ้ามีคุณสมบัติที่จะรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนี้แล้ว” ลวี่ลี่เหรินทอดถอนใจเบาๆ “เริ่มเล่าั้แ่ตอนที่ครอบครัวเราถูกส่งต่อมาถึงเมืองชิงหลัวก็แล้วกัน”
“ตอนนั้น พวกเราโผล่ในมิติส่งต่อ ก็ถูกพลังมิติอันแข็งแกร่งอีกขุมหนึ่งดูดเข้าไป ขณะที่ข้าปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาถึงถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งที่มีแผ่นป้ายจำนวนมาก แต่รอบๆ ตัวข้ากลับไม่มีเ้ากับเสี่ยวเยว่ หลังจากที่เพ่งมองรายชื่อแต่ละคนที่เขียนไว้บนนั้น ข้าตัวสั่นสะท้าน เพราะข้ารู้จักชื่อของทุกคน พวกเขาล้วนมีแซ่เดียวกันว่า ‘ลวี่’ แม้ข้าไม่เคยมาที่นี่ แต่ข้ารู้ดีว่าที่นี่คือสุสานบรรพชน มีเพียงผู้นำตระกูลในแต่ละยุคเท่านั้นที่จะเข้าไปได้”
“ขณะที่ข้าเตรียมค้นหาพวกเ้าสองคน ผู้นำสกุลลวี่ ท่านพ่อของข้า หรือก็คือท่านปู่ของเ้า พลันปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าข้า เขาพาข้ามาที่ห้องลับซึ่งตัดขาดจากจิติญญาภายนอก ด้านในมีหญิงชราตาบอดแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ ตรงข้ามนางคือเสี่ยวเยว่กับเ้าที่นอนอยู่บนเตียง”
“เสี่ยวเยว่ในตอนนั้น จิตมารได้ดับสูญไปแล้ว ดูเหมือนมีพลังมหาศาลขุมหนึ่งคอยรักษาร่างกายของนางไม่ให้สลายไป เมื่อข้าวิ่งถลาเข้าหา เสี่ยวเยว่แย้มยิ้มให้ข้า จากนั้นจ้องมองเ้าที่สวมผ้าอ้อมด้วยความอาลัยรัก พลางเอ่ยประโยคสุดท้ายในชีวิตของนางว่า ‘ลี่เหริน ให้ลูกชายของเราใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาสามัญเถอะ’”
“กล่าวจบ ร่างของเสี่ยวเยว่ก็สลายไป ขณะเดียวกัน ในมือของหญิงชราผู้นั้นก็ปรากฏมุกสีเทาเม็ดหนึ่ง นางนำซากิญญาของแม่เ้าเก็บไว้ข้างในและมอบให้ข้า จากนั้นก็พยักหน้าให้ท่านพ่อแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ต่อมา ท่านพ่ออธิบายมูลเหตุทั้งหมดให้ข้าฟัง แท้จริงแล้ว ที่ข้าถูกทำลายตบะ ขับออกจากตระกูล ล้วนเป็สถานการณ์ที่ท่านพ่อวางแผนจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า จุดประสงค์ก็เพื่อตบตาศัตรู และเพื่อช่วยเหลือพวกเรา”
“ทั้งหมดนี้ ล้วนมีที่มาจากวินาทีที่ข้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือเสี่ยวเยว่จากชายชุดดำสามคนนั้น พวกเขาคือศิษย์วงนอกของพรรคเทพโลหิต ชายที่อยู่ในขั้นผันแปร่ต้นคนนั้น บังเอิญว่าเคยทราบเื่ราวของอสูรเงา ต่อมาเขาได้รายงานสถานการณ์ต่อสู้ในขณะนั้นรวมทั้งการดาดเดาของเขาให้กับผู้ดูแลพรรค ผู้ดูแลพรรคไม่กล้าเมินเฉย จึงรายงานต่อเบื้องบนในทันที สุดท้ายก็รู้ถึงหูของประมุขพรรค”
“คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่สำหรับประมุขพรรคที่เข้าร่วมสังหารตระกูลเสวียนหลีในตอนนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง! ด้วยเหตุนี้ เขาจึงส่งคนมาตรวจสอบ ไม่นานนักก็พบตัวข้าที่เป็บุตรคนโตของสกุลลวี่ แทบไม่ต้องตรวจสอบอะไร พรรคเทพโลหิตก็ล่วงรู้ฐานะของข้าแล้ว”
“ก่อนที่พรรคเทพโลหิตจะจัดการข้า ท่านพ่อชิงตัดหน้าไปหนึ่งก้าวเรียกตัวข้ากลับไป ถามไถ่สถานการณ์ของเสี่ยวเยว่ทันที ขณะที่ข้าบอกว่าเสี่ยวเยว่เป็หญิงสาวเผ่ามารนั้น ท่านพ่อก็ลงมือ ซัดฝ่ามือทำลายตบะของข้าไปกว่าครึ่ง และไม่ฟังคำอธิบายใดๆ จากข้า ประกาศขับไล่ข้าออกจากบ้านสกุลลวี่”
“ตอนนั้น ข้ายังไม่รู้ว่าพรรคเทพโลหิตจับจ้องเื่ของข้าอยู่ ข้าคิดว่าท่านพ่อไม่อาจยอมรับฐานะของเสี่ยวเยว่ได้ จึงโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่า ในที่สุดก็ได้อยู่กับเสี่ยวเยว่อย่างมีความสุข ข้าก็หายเศร้าในบัดดล”
“ข้าออกจากสกุลลวี่โดยไม่เหลียวกลับไปมอง แม้ตบะถูกทำลายไปกว่าครึ่ง แต่ข้าพบว่ายังคงอยู่ในขั้นสร้างฐาน่ต้น การเหาะเหินไปมายังไม่มีปัญหา ต่อมาข้าถึงรู้ว่า ท่านพ่อเจตนายั้งมือด้วยความปราณี อีกทั้งก่อนข้าไปจากสกุลลวี่ เขายังใช้ยันต์วิเศษที่เป็สมบัติลับของตระกูลกับตัวข้า ‘ยันต์ซ่อนจิต’ ยันต์นี้เป็ยันต์อักขระชั้นยอด”
“ด้วยการคุ้มกันของยันต์ซ่อนจิต ลมปราณของข้าหายไปโดยสมบูรณ์ ข้ากลับถึงสถานที่ที่อยู่กับเสี่ยวเยว่ได้อย่างปลอดภัย เพราะเสี่ยวเยว่คอยระวังตัวซ่อนเร้นปราณมารมาโดยตลอด พรรคเทพโลหิตจึงขาดเบาะแสในการค้นหาเรา กระทั่งต่อมาเ้าได้กำเนิดขึ้น ข้าไม่สามารถสะกดปราณมารของเ้าได้ ในที่สุดพรรคเทพโลหิตก็พบร่องรอยของพวกเราอีกครั้ง”
