เฟิ่งฉีคิดว่าเฟิ่งหลิงกำลังล้อเล่น อย่างไรก็ตาม บุรุษรูปงามผู้นั้นกลับมีเพียงใบหน้าสงบนิ่ง เดินผ่านไปยังข้างเตียงและเอนกายนอนลง หันหลังให้พวกเขาแล้วไม่กล่าวอะไรอีก
เฟิ่งซีมองออกว่าสีหน้าของเขาไม่ค่อยปกตินัก หรือว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น? เขาในยามนี้ไม่ได้สนใจว่าเหตุใดน้องสามที่ร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอดจึงได้เข้ามาจากด้านนอก แต่ในใจกลับคิดว่า เื่ที่พี่ใหญ่และน้องสามชมชอบสตรีคนเดียวกัน ควรจะทำเช่นไร
“พี่สามท่านเป็อะไรไปหรือ? พวกเราไม่ได้กำลังล้อเล่นนะ!”
บุรุษบนเตียงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เฟิ่งฉีขมวดคิ้วแน่น นี่มันเกิดอะไรขึ้น? วันนี้พี่สามยังมีอารมณ์แอบออกไปข้างนอก แต่เมื่อกลับมาก็มีท่าทางเป็เช่นนี้ไปเสียแล้ว หรือว่าจะทะเลาะกับหย่งจี๋เสี้ยนจู่? ไม่ เป็ไปไม่ได้ ด้วยนิสัยของพี่สาม จะต้องปรนนิบัติหย่งจี๋เสี้ยนจู่ประดุจดั่งจักรพรรดินี จะทะเลาะกันได้อย่างไร
ต้องเกิดเื่ร้ายแรงอะไรขึ้นเป็แน่ แต่ว่าเหตุใดจึงไม่บอกกล่าวกับตน?
“พี่สาม ข้าจะไปบอกให้พี่ใหญ่เลิกสนใจหย่งจี๋เสี้ยนจู่!”
“หากว่า พี่ใหญ่สามารถทำให้นางมีความสุขได้...”
เสียงเบาหวิวปลิวมาตามลม เฟิ่งฉีไม่อยากที่จะเชื่อหูของตน “ท่าน ท่านพูดอะไร?”
ทว่าเมื่อกล่าวออกมาแล้วก็รู้สึกเสียใจ เขาเพียงแค่ขัดเคืองใจในฐานะของตนไปชั่วครู่ บางทีหากอวิ๋นซูอยู่กับเขาจะต้องเข้าสู่วังวนของการต่อสู้ดิ้นรนไม่จบไม่สิ้น แต่หากพี่ใหญ่มีใจให้อวิ๋นซู เช่นนี้แล้วจะเหมาะสมกับนางมากกว่าตนเองหรือไม่?
หึ นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่ ต่อให้เป็พี่ใหญ่ เขาก็ไม่สามารถปล่อยมือไปเช่นนี้ได้ เพียงแต่ตอนนี้...
เฟิ่งฉีพลันโกรธขึ้นมา “หากว่าเป็เช่นนี้ ข้าก็ชอบหย่งจี๋เสี้ยนจู่เหมือนกัน ข้าเองก็จะไม่สนใจพี่สามแล้ว!”
กล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ เฟิ่งฉีก็ส่งเสียงฮึดฮัดออกมาแล้ววิ่งจากไป
“นี่...น้องสี่ เ้า...” จะเพิ่มความวุ่นวายทำไมกัน! เฟิ่งซีเก็บมือของตนกลับมาอย่างจนใจ แล้วจึงหันไปมองเฟิ่งหลิงที่ไม่ขยับเขยื้อน “น้องสาม เ้าพักผ่อนร่างกายให้ดีๆ น้องสี่ก็แค่พูดออกมาด้วยความโมโหเท่านั้น ข้าจะไปตักเตือนเขาเสียหน่อย”
“...อืม”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเฟิ่งซีตามไป กลับพบว่าภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าชางติ้งโหวกำลังวุ่นวาย
“เร็ว รีบไปเรียกท่านหมอมา!”
เฟิ่งอวี่กอดฮูหยินผู้เฒ่าที่ล้มลงกับพื้น เฟิ่งฉีหันกายวิ่งออกไป
“นี่...ท่านย่า?!” เฟิ่งซีเข้าไปแล้วทรุดกายนั่งลง “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ๆ ท่านย่าจึงได้เป็ลมไปได้?”
เฟิ่งอวี่กัดริมฝีปาก เมื่อครู่นี้ท่านย่าตำหนิเขาหลายประโยค ตนเองเถียงกลับไปโดยไม่ทันระวัง ท่านย่าจึงมีโทสะขึ้นมา เดาว่าคงจะเืลมพุ่งพล่านขึ้นสมองจึงเป็ลมไป ต้องโทษความหุนหันพลันแล่นของเขา
ท่านหมอภายในจวนถูกเฟิ่งฉีพาตัวเข้ามาทันที พวกเขาตรวจชีพจรให้ฮูหยินผู้เฒ่า
“ฮูหยินผู้เฒ่าถูกความโกรธรุมเร้าจิตใจ จำเป็ต้องฝังเข็มเพื่อชักนำเืลม เพียงแต่...สุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่า เกรงว่าจะไม่เหมาะกับการฝังเข็มขอรับ”
“เหตุใดจึงไม่เหมาะ? ครั้งที่แล้วหย่งจี๋เสี้ยนจู่ก็ใช้วิธีการฝังเข็มช่วยให้ท่านย่าฟื้นขึ้นมา!”
“นี่...ผู้ชราคิดว่าวิชาแพทย์ของข้ามิอาจเทียบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ได้ ช่างน่าละอายจริงๆ!” ชื่อเสียงของอวิ๋นซูทั่วนับว่าทั้งแคว้นเฉินไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จัก กระทั่งหมอหลวงในวังก็ยังอดทอดถอนใจไม่ได้
“เช่นนั้น...” เดิมทีเฟิ่งฉีคิดว่าจะให้คนไปเชิญหย่งจี๋เสี้ยนจู่มา ด้วยความสัมพันธ์ของสองตระกูล เชื่อว่านางจะต้องมาตรวจรักษาให้ท่านย่าถึงประตูอย่างแน่นอน เพียงแต่ในตอนนี้ เขากลับมองไปที่เฟิ่งอวี่อย่างระมัดระวัง
“ข้าไปเอง” เฟิ่งอวี่ลุกขึ้นยืน กำลังจะหันกายเดินจากไป แต่กลับถูกเฟิ่งฉีขวางทางเอาไว้ “ไม่จำเป็ต้องลำบากพี่ใหญ่หรอกขอรับ ข้าจะไปเชิญหย่งจี๋เสี้ยนจู่เอง!”
บนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยโทสะที่ยากจะเก็บซ่อน ไม่รอให้เฟิ่งอวี่กล่าวอะไร ก็สาวเท้าเดินออกไปจากสายตาของพวกเขา
รอบด้านพลันตกอยู่ในความเงียบงันอย่างประหลาด
“นี่ น้องสี่เขา...” เฟิ่งอวี่หันไปมองเฟิ่งซีอย่างสงสัย อีกฝ่ายแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “พี่ใหญ่ ท่าน...ถูกใจหย่งจี๋เสี้ยนจู่ใช่หรือไม่?”
“...”
บนถนน ม้าเร็วตัวหนึ่งพุ่งทะยานไปด้วยความรวดเร็วดุจสายลม จิตใจของเฟิ่งฉีเต็มไปด้วยความโกรธไร้ที่ระบาย จึงสามารถทำได้เพียงใช้กำลังสะบัดบังเหียนในมือ วิ่งตะบึงจนฝุ่นตลบ
ไม่นานบุรุษผู้มีความร้อนใจอยู่เต็มหน้าก็ดึงสายบังเหียนหยุดอยู่หน้าประตูจวนชางหรงโหว พริบตาเดียวก็ลงจากม้าและวิ่งเข้าไป
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่...เสี้ยนจู่อยู่ในจวนหรือไม่?!”
…
ไม่นาน จวนชางหรงโหวก็เตรียมรถม้า อวิ๋นซูจัดเตรียมเข็มเงินและห่อยา ทั้งยังพาชุนเซียงไปด้วย
ด้านนอก เฟิ่งฉีและรถม้าเคลื่อนไปด้านหน้าด้วยกัน เขาคิดจะเปิดปากถามหลายครั้งว่าระหว่างอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงเกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่ เพียงแต่เมื่อมองท่าทางสงบเยือกเย็นของอวิ๋นซูแล้วกลับพูดอะไรไม่ออก
ม่านปลิวไสว สายตาที่เฟิ่งฉีส่งเข้ามาถูกนางเห็นเข้าพอดี
ดูเหมือนว่าคุณชายสี่เฟิ่งจะ้ากล่าวอะไรบางอย่าง
นอกจวนชางติ้งโหวมีพ่อบ้านชรารออยู่อย่างกระวนกระวายใจ ในขณะเดียวกัน เฟิ่งซีก็เอนร่างพิงกับเสา จนกระทั่งรถม้าสองคันนั้นห้อตะบึงมาด้วยความรวดเร็ว
“เสี้ยนจู่ขอรับ...”
บนใบหน้าของพ่อบ้านชราปรากฏความยินดีขึ้น มองคุณชายสี่ของตน เขาเชิญใต้เท้าเสี้ยนจู่มาด้วยความรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว
เฟิ่งซีเห็นสตรีงดงามผู้นั้นลงรถม้ามาจึงเดินเข้าไป สองคนสี่ตาปะทะกัน ต่างพยักหน้าเป็สัญญาณให้
ยามนี้ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะให้พวกเขาพูดคุยถึงเื่ในอดีต อวิ๋นซูยกชายกระโปรงขึ้นสาวเท้าเดินเข้าไปก้าวใหญ่
ภายในเรือน เฟิ่งอวี่ยืนอยู่ด้านข้าง ท่านหมอกำลังยกพู่กันเขียนเทียบยาลงไปบนกระดาษด้วยความรวดเร็ว ไม่ทราบว่าเสี้ยนจู่จะมาถึงยามใด ตนเองจึงได้เขียนเทียบยาให้ฮูหยินผู้เฒ่ารับประทานก่อน เพื่อปรับลมหายใจของนาง
“เร็ว เสี้ยนจู่มาแล้ว!”
ท่านหมอพลันวางพู่กันในมือลงแล้วยืนขึ้น ยืนต้อนรับสตรีอายุน้อยผู้นั้นอยู่ข้างๆ อย่างเคารพนอบน้อม
เฟิ่งอวี่หันกายไป มองไปยังอวิ๋นซูโดยไม่ไม่สนใจสายตาอันมีเจตนาต่อต้านของเฟิ่งฉี “ลำบากเสี้ยนจู่แล้ว!”
เขาถอยเปิดทางให้ก้าวใหญ่ อวิ๋นซูจึงรีบเข้าไปตรวจชีพจรให้ฮูหยินผู้เฒ่า
สถานการณ์ไม่ต่างจากครั้งที่แล้วที่วัดเทียนฝู เพียงแต่ครั้งนี้เพิ่มความโกรธที่รุมเร้าจิตใจเข้าไปด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว โทสะในใจที่อดกลั้นไม่ไหวเข้าไปปิดกั้นเส้นทางลมหายใจ อวิ๋นซูหยิบเข็มเงินในมือออกมา รีบปักเข้าไปยังจุดฝังเข็มสำคัญของนาง
ท่านหมอที่อยู่ด้านข้างมองดูจนเหม่อลอย วิชาแพทย์ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ช่างยอดเยี่ยม หากให้เปลี่ยนเป็ตนเอง การจะหาจุดฝังเข็มที่สำคัญจะต้องพิจารณาอยู่พักหนึ่ง แต่นางถึงกับช่ำชองถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ฝึกศาสตร์การแพทย์มานานหลายปีจะมีประสบการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
ไม่นานบนหน้าผาก มือ และลำคอของฮูหยินผู้เฒ่าก็มีเข็มเงินจำนวนมากปักอยู่
“เสี้ยนจู่ ท่านย่าจะสามารถฟื้นสติขึ้นมาได้ยามใด” น้ำเสียงของเฟิ่งอวี่เจือไปด้วยความตำหนิตนเองอยู่หลายส่วน หากไม่ใช่เพราะเขา ท่านย่าก็จะไม่โกรธจนเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น
“ตอนนี้ยังไม่อาจบอกได้ชัดเจนเ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธเื่ใดหรือ?” ความหมายของอวิ๋นซูก็คือ หากทราบถึงสาเหตุที่ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธ วันหน้าก็อย่าได้ใช้เื่เดิมๆ มากระตุ้นนาง
“...” รอบด้านพลันตกอยู่ในความเงียบอันกระอักกระอ่วน
เฟิ่งฉีได้รับสายตาของเฟิ่งอวี่ ทำไม พี่ใหญ่คิดว่าตนเองพูดอะไรกับเสี้ยนจู่หรือ? หึ ตนเองไม่ทำเช่นนั้นหรอก มิเช่นนั้นคงอึดอัดกว่านี้แน่
“ล้วนเป็ข้าที่หุนหันพลันแล่นจนเกินไป”
ไม่คิดว่าเฟิ่งอวี่จะเอ่ยปากเป็คนแรก
“เสี้ยนจู่ สุขภาพของพี่สามของข้าก็ไม่ค่อยดี ลำบากเสี้ยนจู่ให้ไปดูเสียหน่อยเถิด” คำพูดของเฟิ่งฉีทำให้เฟิ่งอวี่และเฟิ่งซีชะงักไปพร้อมกัน ในน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยเจตนายั่วยุอย่างชัดเจน เหตุใดอวิ๋นซูจะฟังไม่ออก ยังมีสายตาน่าสงสัยระหว่างเขากับเฟิ่งอวี่ หากนางฟังไม่ผิด ดูเหมือนว่าระหว่างสองพี่น้องคู่นี้จะเกิดเื่ไม่น่าอภิรมย์ขึ้น เพียงแต่เหตุใดต้องนำตนเองเข้าไปเกี่ยวด้วย?
“เวลาขนาดนี้แล้ว ไม่ลำบากเสี้ยนจู่แล้ว สุขภาพของน้องสามสงบลงมากแล้วขอรับ” เฟิ่งอวี่รู้ทั้งรู้ว่าเฟิ่งฉีจงใจกระตุ้นตนเอง แต่กลับไม่ตกหลุมพรางของเขา หากคิดถึงภาพรวม ในยามนี้พวกเขาเรียกอวิ๋นซูมาก็ไม่เหมาะสมมากแล้ว ตอนนี้้าให้นางเข้าไปไปตรวจรักษาภายในห้องของบุรุษเพียงลำพัง เฟิ่งอวี่รู้สึกไม่เหมาะสมเป็อย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าสภาพของพี่สามมั่นคงแล้ว? ขอเพียงได้พบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ อาการป่วยของพี่สามก็จะดีขึ้นโดยไม่ต้องทานยา!”
“...”
อวิ๋นซูไม่คิดอยากจะผสมโรงในการต่อสู้ระหว่างพี่น้องคู่นี้เลยแม้แต่น้อย “อาการของฮูหยินผู้เฒ่าคงที่แล้ว ข้าจะทิ้งเทียบยาเอาไว้ให้ รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นขึ้นมาก็ต้มให้นางดื่ม พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาตรวจอีกครั้ง”
ในเมื่ออวิ๋นซูเอ่ยปากแล้ว เฟิ่งฉีก็รู้สึกไม่ดีที่จะพูดอะไรอีก “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ข้าจะส่งท่านกลับ”
เขาใช้ร่างกายของตนเองปิดกั้นสายตาของเฟิ่งอวี่ จนกระทั่งทั้งสองหายไปจากสายตาของทุกคน ความระมัดระวังบนร่างของเฟิ่งฉีจึงค่อยๆ สลายไป
“คุณชายสี่เ้าคะ พวกเรากลับกันเองก็ได้เ้าค่ะ”
นอกจวนชางติ้งโหว ก่อนที่อวิ๋นซูจะขึ้นรถม้าก็หันมาพยักหน้าเบาๆ ให้กับเฟิ่งฉี
“...” บุรุษผู้นั้นมีสีหน้าเคร่งขรึม อวิ๋นซูเคลื่อนไหวช้าลงเป็พิเศษ ให้โอกาสเขาเปิดปากกล่าว “เสี้ยนจู่!”
“คุณชายสี่ หากมีคำใดก็กล่าวมาตรงๆ เถิด”
น้ำเสียงของนางสงบนิ่งถึงเพียงนี้ กลับทำให้เฟิ่งฉีไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยปากจากตรงไหนดี “พรุ่งนี้เช้าเสี้ยนจู่จะมาหรือไม่?”
“...ย่อมต้องมาแน่นอนอยู่แล้ว จำเป็ต้องรอให้ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นขึ้นมาก่อน ข้าจึงจะจับชีพจรให้นางได้อีกครั้ง”
“วันนี้ผิดต่อท่านมากแล้ว เฟิ่งฉียัง้าส่งเสี้ยนจู่กลับจวน มิเช่นนั้นท่านพ่อจะตำหนิข้าว่าไร้มารยาทเป็แน่” เขาผิวปากครั้งหนึ่ง ม้าพันธุ์ดีของเขาก็วิ่งทะยานเข้ามา
ตกลงเขามีเื่อะไรกันแน่ ยากจะกล่าวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ในเมื่อเขาไม่เอ่ยปาก อวิ๋นซูก็ไม่กล่าวอะไรให้มากความ จากนั้นจึงพาชุนเซียงขึ้นรถม้าไป
“คุณหนูเ้าคะ คุณชายสี่เฟิ่งผู้นี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน” ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
เมื่อครู่นี้นางเห็นใบหน้าแดงเรื่อของคุณชายสี่ผู้นี้ได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ไม่ทราบว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่ใช่แค่เขาที่แปลกประหลาด” กระทั่งคุณชายใหญ่เฟิ่งอวี่ก็ล้วนแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ทุกสิ่งทุกอย่าง รอพรุ่งนี้เช้าค่อยดูกันอีกทีเถิด
ภายในเรือนของเฟิ่งหลิง บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่บนหน้าต่าง มองไปยังดวงจันทร์ที่แขวนลอยอยู่บนฟากฟ้า
ด้านล่าง บุรุษวัยเยาว์ผู้ซึ่งกำลังโกรธเคืองหยุดฝีเท้าลง เงยหน้าขึ้นมองจากทิศทางของเขา สามารถเห็นเฟิ่งหลิงในตอนนี้ได้พอดี
เฟิ่งหลิงย่อมสังเกตเห็นถึงสายตาของเฟิ่งฉี เมื่อสบตาที่โกรธเคืองมิจางหายของอีกฝ่าย จึงค่อยๆ อ้าปากออก เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร
“พี่สาม ข้าเพิ่งจะไปส่งหย่งจี๋เสี้ยนจู่กลับจวน!” เขามาเพื่อเน้นย้ำว่าตนเองส่งอวิ๋นซูกลับจวนชางหรงโหวหรือ มุมปากของเฟิ่งหลิงยกโค้ง “อืม งั้นหรือ?”
เสียงนี้เจือไปด้วยความขบขันอย่างเบาบาง ท่ามกลางสายลมหนาวยามค่ำคืนรู้สึกเสียดแทงหูเป็พิเศษ
เฟิ่งฉีกระทืบเท้า ทำไม หรือว่าพี่สามคิดว่าตนเองไม่มีแม้แต่กำลังจะแข่งขันเลยแม้แต่น้อย? “พี่สาม หากว่าแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ก็ยังไม่แน่ว่าข้าจะแพ้ให้ท่าน!”
ความโกรธเคืองที่เขาคาดคิดไม่ได้ปรากฏออกมา ท่าทางของเฟิ่งหลิงกลับลึกล้ำอยู่หลายส่วน
ทำไม เขาไม่ได้ยินคำพูดของตนเองหรือ?
เฟิ่งฉีสูดหายใจลึก “พี่สาม พวกเราล้วนไม่ใช่คนตาบอด หรือสตรีเช่นหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่ดีพอที่จะทุ่มเทความรักให้?” ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ตาบอด ภายในเมืองหลวงมีคุณชายสูงศักดิ์ไม่น้อยที่้ารู้จักกับอวิ๋นซู เื่นี้พวกเขาย่อมเข้าใจกระจ่างชัด
มือของเฟิ่งหลิงกำแน่น เป็เพราะว่ารู้ชัดเจนดี เขาจึงได้สับสนเช่นนี้
เขาไม่สามารถจากไปได้เร็วถึงเพียงนั้น ที่นี่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่สามารถปล่อยวางได้ อย่างไรก็ตาม เขาหวังว่านางจะสามารถมีความสุขได้ และหวังว่าความสุขของนางจะมีตนเองเป็ผู้นำมาให้
ทว่าเขาในตอนนี้จะสามารถให้สิ่งเ่าั้กับนางได้หรือ?
