ไม่สิ…ข้าสังเกตได้นานแล้วว่าคนฉลาดอย่างกงอี่โม่จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าเขากำลังอ้ำอึ้งอยู่?
หลังจากกล่าวความปรารถนาครบทั้งสามข้อกงกี่โม่จึงแหงนหน้าขึ้นฟ้าพลางหัวเราะไปด้วย เสียงของนางนั้นใสกังวานเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ราวกับกำจัดภาระในใจทั้งหลายหมดสิ้นแล้วจากนั้นร่างของนางจึงลอยลงสู่พื้นด้านล่างอย่างนุ่มนวล
ทันใดนั้น! มีเสียงะเิดังสนั่นขึ้นจากด้านในของตัวเรือ! ท่ามกลางเสียงร้องใของผู้คนโดยรอบแต่กงอี่โม่คล้ายกับไม่ได้ยินเสียงที่ว่านั่นนิ้วเรียวสวยของนางกำลังชี้ไปยังลวดลายสลักเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าเวลาผ่านไปเนิ่นนาน นางพลันเงยหน้าและหันไปยกยิ้มมีเลศนัยให้แก่กงเชิ่ง
“ท่านพ่อ…ทรงทราบหรือไม่เพคะ? เรือลำนี้…เดิมหม่อมฉันตั้งใจมอบให้เป็ของขวัญวันพระราชสมภพของพระองค์”
“…แต่ตอนนี้หม่อมฉันไม่อยากมอบมันให้พระองค์แล้ว!”
“โม่เอ๋อร์!!”
กงเชิ่งราวถูกกระชากให้ตื่นจากฝัน! แต่ตอนนี้สายเกินไปแล้ว! เรือทั้งลำลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง ทุกส่วนล้วนพังทลายลง! เปลวเพลิงโหมกระหน่ำดุจคลื่นั์โถมใส่!
ไม่อาจทราบได้ว่ามีดินปืนมากมายขนาดไหนเสียงะเิจึงดังขึ้นราวกับไร้จุดสิ้นสุด สุดท้ายเรือทั้งลำจึงถูกปกคลุมไปด้วยเปลวไฟที่ลุกโชน! เพลิงลุกท่วมจนแทบจะส่องแสงให้ทั้งฟ้าสว่างไสว! หลังจากเสียงสนั่นฟ้าะเืดินสงบลง เรือทั้งลำจึงค่อยๆ พลิกคว่ำและจมลงอย่างช้าๆ!
“ไม่นะ…ไม่!”
ภายในตัวเมืองเต็มไปด้วยเสียงะโอย่างตื่นตระหนกและหวาดกลัวของประชาชนแต่นอกเมืองกลับกลายเป็นรกบนดิน!
ทุกที่เต็มไปด้วยลมกระโชกแรงเปลวเพลิง และเขม่าดินปืน ทั้งสองฝั่งล้วนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันะเิหลุมบ่อน้อยใหญ่มากมาย! ยืนยันคำพูดนั้นของหลี่เคอแล้วว่า ''พลังซึ่งแยกภูผาผ่าแม่น้ำดับจันทราและอาทิตย์!''
ดวงตาทั้งคู่ของกงเชิ่งเบิกกว้าง! ทั่วทั้งร่างกำลังสั่นระริก!!
“ไม่นะ… ไม่ ไม่…”
เขาไม่เคยอยากให้กงอี่โม่ตายเลยแม้สักครั้งเขาเพียงแค่ไม่เชื่อใจนางเท่านั้นเอง เขายังไม่ทันคิดเลยว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เขาไม่มีทางบีบบังคับนางให้ถึงที่ตายเพื่อของสิ่งนั้นเด็ดขาด เขาไม่เคยทำเช่นนั้น!
“ฉางสี่…ฉางสี่! เ้ารีบไปช่วยนางเร็วเข้า! รีบไปช่วยลูกสาวข้าเดี๋ยวนี้!”
ภายใต้ความตื่นตระหนกเขากลับลืมแทนตัวเยี่ยง ‘กษัตริย์’ จนหมดสิ้น! ฉางสี่ลนลานคุกเข่าลงบนพื้นพลางเอ่ยตอบอย่างเศร้าสร้อย“ฝ่าาโปรดระงับความโศกเศร้า! พลานุภาพเช่นนี้องค์หญิงคงมิอาจหลีกเลี่ยง…”
“สารเลว!” ทันใดนั้นกงเชิ่งได้กระชากคอเสื้อของฉางสี่ขึ้นจนร่างทั้งร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้น!
“เ้าพูดว่าใครตายแล้วกัน? เ้าบอกว่าใครตาย! ข้าสั่งให้ไป! รีบไสหัวลงไป!!”
ถูกตะคอกจากฮ่องเต้ที่กำลังคลุ้มคลั่งเช่นนี้ฉางสี่ไม่มีเวลาแม้จะเสียใจอีกแล้ว เขาเร่งร้อนลงจากกำแพงเมือง ออกคำสั่งเปิดประตูนำคนออกค้นหาท่ามกลางเปลวไฟ
เมื่อประตูเมืองเปิดออกประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกจึงพากันออกมาเมียงมองอย่างล้นหลาม แต่กลับมองเห็นเรือั์ที่เคยสวยงามเมื่อสักครู่บัดนี้หลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง! ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยเศษไม้และกองเพลิงทั่วบริเวณคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของเขม่าควันและดินปืน ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนเป็สีขมุกขมัวซ้ำทั่วพื้นดินจรดผืนฟ้าในตอนนี้ไม่อาจมองเห็นเงาร่างอันองอาจได้อีกต่อไป!
ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดะโขึ้นมา
“องค์หญิง…จบพระชนม์ชีพตัวเองแล้ว!”
คำพูดนี้ราวกับเสียงประสานก็มิปานทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ดังระงม!
คาดไม่ถึงว่าแม้แต่บุรุษผู้สง่าผ่าเผยก็ยังหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าใจเพราะเด็กสาวคนหนึ่งเสียงคร่ำครวญดังะเืฟ้า!
มิน่าเล่าองค์หญิงถึง้าให้พวกเขาเข้าเมืองที่แท้เพราะยามนั้นองค์หญิงมีปณิธานที่้าจะปลิดพระชนม์ชีพตัวเอง!
เสียงร้องไห้คร่ำครวญแพร่กระจายไปดุจโรคระบาดก็มิปานผู้คนในเมืองจำนวนมากเมื่อได้ยินว่ากงอี่โม่จากไปแล้วซ้ำยังมีคนมากมายร้องไห้เพื่อนาง มิทราบว่าเพราะเหตุใดพวกเขาถึงได้รู้สึกเ็ปใจขึ้นมา
พวกเขาอดคิดย้อนไปยังความดีขององค์หญิงพระองค์นี้ไม่ได้นางยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้แต่กลับทำเื่ราวดีๆ มากมาย มาวันนี้กลับถูกบีบบังคับให้ต้องตาย! ความรู้สึกโศกเศร้าร่วมกันนี้ได้แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วเมืองอยู่ถึงเจ็ดวันเต็มเมืองหลวงทั้งเมืองดุจไร้ชีวิตชีวา
มีบัณฑิตส่วนหนึ่งร่วมกันลงนามรำลึกถึงองค์หญิงและมีบางพวกที่ยังคงยืนหยัดว่ากงอี่โม่ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามตามหาร่างของนางในแม่น้ำหลงเถิงอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน
ด้วยอานุภาพเช่นนั้นเพียงพอแล้วที่จะพังทลายเรือั์ทั้งลำลงได้! เกรงว่ามนุษย์ตัวจ้อยคนหนึ่งแม้แต่ศพก็คงมิหลงเหลือ…
ฮ่องเต้กลับถึงพระราชวังมาสามวันแล้วแต่ก็ไม่อาจเรียกสติคืนได้หลังเรียกสติกลับมาแล้ว จึงได้ประกาศพระราชโองการติดต่อกันถึงสามฉบับ
ฉบับแรกประกาศคืนอำนาจในวังหลังให้แก่ฮองเฮายามฮองเฮาเดินทางออกจากวัดมายังมิรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเื่ราวอันใดขึ้น
ฉบับที่สองออกคำสั่งส่งกองกำลังทหารส่วนหนึ่งไปช่วยเจิ้นซีอ๋องค้นหากงเจวี๋ยแท้จริงแล้วเขาก็มิได้ใจดำดั่งที่นางพูดอย่างไรเสียเขาก็เห็นด้วยกับการที่เจิ้นซีอ๋องส่งกำลังทหารส่วนใหญ่ออกค้นหากงเจวี๋ย
พระราชโองการฉบับสุดท้ายต่างหากเล่าคือความโกลาหลครั้งใหญ่!
เขาไม่ได้มอบรางวัลอันใดให้แก่กงเช่อในพระราชโองการปรากฏเพียงประโยคเดียวเท่านั้น
“…ตำแหน่งรัชทายาทคงไว้ดังเดิม!”
นี่ถือเป็การยอมรับในตำแหน่งรัชทายาทของกงเช่อแล้วเช่นนั้นองค์ชายองค์อื่น…จะยังคงมีโอกาสอยู่หรือ?
หลงเซียงเซียงขบฟันแน่นจนแทบหัก!
“เ้าเด็กสารเลว! เ้าเด็กสารเลวนั่น!! ตายรึก็ตายไปแล้ว! ไม่คิดว่ายังจะมีเื่ยุ่งยากทิ้งไว้อีก! กงเช่อนับเป็ใครกัน? คุ้มค่าให้นางกระทำเช่นนี้หรือ?! มันช่าง…ไม่สบอารมณ์ข้าเสียเลย! ตอนนั้นข้าน่าจะวางยานางให้ตายอยู่ในตำหนักเย็นซะ!”
ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็มิอาจทำใจรับได้ดวงหน้างดงามอ่อนโยนบิดเบี้ยวจนหมดสิ้น!
เพื่อกระถางสามขาใบนั้นเพื่อปิดบังความผิดจากพระเนตรพระกรรณ พวกนางใช้ความคิดไปมากมายเพียงไหนสูญเสียทรัพย์สินและทรัพยากรไปเท่าไหร่? เดิมทีพวกนางล้วนไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วหลังรัชทายาทกลับเมืองหลวง ภายใต้การกระพือข่าวลือของพวกนางรัชทายาทจะต้องถูกตัดสินปะาชีวิตอย่างแน่นอนจากนั้นจึงให้บุตรของนางรับ่ต่อโครงการขุดคลองขนส่งส่วนที่เหลือมิต้องลงแรงอันใดก็ได้รับคุณความดีมหาศาล!
ซ้ำพวกนางยังสามารถบังคับให้กงอี่โม่ส่งมอบอาวุธลึกลับนั้นออกมาได้ด้วยและถึงแม้จะไม่ได้มันมา พวกนางก็สามารถยืมมือฮ่องเต้กำจัดกงอี่โม่ได้ทว่าทั้งหมดนี้ถูกกงอี่โม่ที่ปลิดชีวิตตัวเองทลายมันจนพังสิ้นแล้ว!
พวกนางทุ่มเทไปมากมายถึงเพียงนี้แต่กลับไม่ได้สิ่งใดกลับมา และเพราะการตายของกงอี่โม่กลับยิ่งทำให้ตำแหน่งของกงเช่อมั่นคงขึ้นจะไม่ให้พวกนางแค้นเคืองได้อย่างไรกัน? ที่จริงแล้วคือแค้นจนแทบจะเสียสติต่างหาก!
ในตอนนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งจึงได้หัวเราะเสียงเย็นออกมาและปลอบโยนนางด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านแม่…โปรดอย่ากริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะอย่างน้อยพวกเราก็กำจัดกงอี่โม่ได้แล้วมิใช่หรือ? เมื่อไม่มีนางการจัดการกับกงเช่อมิใช่ทำได้ง่ายดายหรอกหรือ? ท่านพี่รัชทายาทผู้ทรงคุณธรรมของลูกยามนี้ไร้ซึ่งกงอี่โม่จอมมากเล่ห์แล้ว”
คำปลอบจากบุตรชายทำให้หลงกุ้ยเฟยผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่กลับไม่อาจสงบใจลงได้ เพียงมองตรงไปยังบุตรชายของนางที่โดดเด่นท่ามกลางผู้คนสุดท้ายยังคงรู้สึกชื่นใจ…
“…ช่างเถิด ลูกพูดถูก…ยามนี้รัชทายาทาเ็หนัก ลูกจะต้องฉวยโอกาสแย่งชิง…โครงการขุดคลองขนส่งมาให้ได้!”
ชายหนุ่มเพียงเผยยิ้มมืดมนใบหน้าอบอุ่นอ่อนโยนเป็ความงามที่ทำให้ผู้คนพากันตกตะลึง
“ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ…ท่านแม่”
***
ฮองเฮาพำนักอยู่ที่วัดราวหนึ่งปีกว่า่เวลาเหล่านี้ช่วยให้นางได้ขัดเกลามุมมองยิ่งขึ้น ยามออกมานางยังไม่ทราบเื่ราวใดๆแต่เมื่อได้เห็นบุตรชายที่าเ็สาหัส ดวงตาของนางเผยประกายอาฆาตสายหนึ่งให้เห็น! ความเจ็บใจที่เหลืออยู่ได้ปลุกไฟแห่งการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้ง!
นางคอยดูแลกงเช่อมิได้หยุดทั้งวันทั้งคืนทุกเื่ล้วนไม่ยืมมือผู้อื่น ในที่สุดกงเช่อก็ฟื้นหลังจากผ่านไปเจ็ดวัน
เขาอ่อนแรงยิ่งนักแต่หมอหลวงกล่าวแล้วว่าขอเพียงกงเช่อฟื้นก็ไม่มีปัญหาใดอีกแล้ว
ท่ามกลางความเลือนรางแท้จริงแล้วกงเช่อกลับรู้สึกสงบยิ่งนักเขารับรู้ได้ว่ากงอี่โม่คอยดูแลเขาอยู่ไม่ห่าง แต่กลับมีอยู่วันหนึ่ง ความรู้สึกสงบนี้พลันหายไปเขาอยากลืมตาจนแทบคลั่งแต่กลับทำไม่ได้ และในวันนี้ที่ตื่นขึ้นมาแล้วนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจว่าตนจะอยู่ที่ไหน เขามองหาร่างของกงอี่โม่ก่อนสิ่งใด
แต่สิ่งแรกที่เห็นในสายตากลับเป็เสด็จแม่ของเขา!
“ท่าน…แม่?”
เนิ่นนานที่ไม่ได้พูดจา เสียงของเขาจึงทั้งแหบแห้งและอ่อนล้าแต่หลิวฮองเฮากลับได้ยินมันทันที นางรีบร้อนเข้ามาหาเมื่อเห็นบุตรชายฟื้นแล้วจึงร้องไห้ด้วยความสุขในทันที!
“เช่อเอ๋อร์! ในที่สุดลูกก็ฟื้น!...เร็วเข้า! หมอหลวง! เรียกหมอหลวงให้ข้า!”
หลังจากกลุ่มคนที่วุ่นวายได้ออกไปหมดแล้วกงเช่อจึงได้ลุกขึ้นมาจัดการกับตัวเอง เพราะเขาในตอนนี้ยังคงอ่อนแอฮองเฮาจึงได้ป้อนยาเขาพลางเล่าเื่ราวหลังจากที่เขาหมดสติไป…
